ตราฉัตร จิ๊กซอว์กลุ่มซีพี ดันแบรนด์ถึงเข้าก้นครัวคนไทย

Jan 17, 2019 R.Somboon

ข้าวตราฉัตร ถือเป็น “จิ๊กซอว์” ที่เข้ามาเติมเต็มให้ความเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมเกษตร – อาหารของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ให้มีความสมบูรณ์และครบวงจรมากขึ้น เพราะข้าว ถือเป็นอาหารที่ไม่เพียงทุกครอบครัวในเมืองไทยบริโภค แต่ในหลายประเทศทั่วโลก ก็ยังบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักด้วย

ตราฉัตร จะอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด โดยทำตลาดทั้งส่งออกและตลาดภายในประเทศในสัดส่วนการขายที่ใกล้เคียงกัน ข้าวตราฉัตร จึงถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยมีกาหันมาสร้างแบรนด์อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2540 พร้อมกันนี้ ยังมีการเทน้ำหนักมาที่การทำตลาดภายในประเทศมากขึ้น

ซีพีให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ ตราฉัตรอย่างเต็มรูปบแบบ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายแบบครบวงจร ทั้งในช่องทางขายแบบโมเดิร์นเทรด การขายผ่านร้านซีพี เฟรชมาร์ทในเครือของซีพี แล การพัฒนาร้านค้าแบบดั้งเดิมในตลาดให้เป็นร้านของแบรนด์ตราฉัตรโดยเฉพาะที่เรียกว่า RU Shop หรือร้านข้าวชุมชนในรูปแบบร้านค้าปลีก ส่งผลให้ตราฉัตรสามารถครอบคลุมการจัดจำหน่ายได้ครบทุกช่องทาง และมีความหลากหลายในเรื่องของตัวโปรดักต์ ทั้งที่เป็นข่าวถุง ข้าวแพ็กใหญ่ และการขายแบบชั่งกิโลในร้านค้าแบบดั้งเดิม

 

รุกแบบครบวงจร

ตั้งแต่ท้องนาถึงโต๊ะอาหาร

ปัจจุบันตลาดข้าวถุงมีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท มีแบรนด์ที่ทำตลาดอยู่ในตลาดเป็น 100 แบรนด์ โดยตลาดข้าวถุงจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด กล่าวคือ มีต้นทุนในเรื่องของค่าจัดจำหน่ายและค่าขนส่งค่อนข้างสูง ทำให้หลายๆ แบรนด์ที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น มีการจำกัดวงในการทำตลาดแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ มีโรงสีหลายๆ โรงที่หันไปทำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ให้กับเชนค้าปลีก โดยแบรนด์ที่มีมาร์เก็ตแชรในตลาดข้าวถุงหลัก ๆ อาทิ ข้าวตราฉัตร (ซี.พี.อินเตอร์เทรด) ข้าวมาบุญครอง (ปทุมไรซ์ มิลล์ฯ) ข้าวหงษ์ทอง (เจียเม้ง) ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีข้าวอีกหลายๆ แบรนด์ที่อยู่ในตลาดมานาน แต่ไม่เคยมีการทำตลาดก็ลุกขึ้นมาทำตลาดมากขึ้น เช่น ข้าวพนมรุ้ง ข้าวตราไก่แจ้ เป็นต้น

ในภาพรวมของตลาดนั้น จะมีผู้เล่นหลักอยู่ 2 พวก พวกแรกคือ โรงสีข้าว ที่รับซื้อข้าวมาจากชาวนา และขายต่อออกไปทั้งที่เป็นขายปลีกและขายส่งและมีหลายรายที่หันมาทำแบรนด์เอง เป็นการทำธุรกิจในรูปบแบบที่เรียกว่า Forward Integration หรือรวบหน้า คือทำตั้งแต่รับซื้อ สีข้าว และขาย  

ส่วนอีกพวก เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีระบบการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของตัวเองอยู่แล้ว และหันมาทำตลาดข้าวเข้ามาเป็นส่วนเสริม เพื่ออาศัยความได้เปรียบของระบบจัดจำหน่ายที่มีอยู่ เรียกว่าการทำแบบ Backward Integration ในกลุ่มนี้ มีอาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบุญรอดบริวเวอรี่ ที่จับมือกับพันธมิตรปั้นข้าวถุงแบรนด์ 1000 ดี เป็นต้น

สำหรับกลุ่มซีพีเอง การรุกเข้าสู่ตลาดข้าว ถือเป็นการเติมเต็มให้การทำธุรกิจเกษตรอาหารของตัวเองสมบูรณ์แบบ ซึ่งนอกจากการทำแบรนด์และระบบจัดจำหน่ายแล้ว ซีพียังมองมองถึงการทำตลาดที่ครบวงจร ไล่ตั้งแต่ การพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ การทำในเรื่องของโรงสี เพื่อให้ครบวงจรมากขึ้น

 

 

ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด จัดโครงการนำร่องพัฒนาการปลูกข้าวด้วยระบบจีเอพี ในพื้นที่ 200 ไร่ ของ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เพื่อเป็นการศึกษาปัญหาและพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตข้าว ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ได้ข้าวเปลือกคุณภาพดีสอดคล้องต่อความต้องการของโรงสี

การพัฒนาในเรื่องของการผลิตนี้ ซีพีมีการศึกษาและพบว่า ต้นทุนของการทำนาปักดำจะมากกว่าการทำนาหว่าน ประมาณ 200 บาท ต่อ ไร่ ผลผลิตต่อไร่พบว่ามีปริมาณ 830 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่การทำนาหว่าน จะได้ผลผลิต 700 กิโลกรัมต่อไร่ รวมทั้งราคาต่อกิโลกรัม ก็จะได้มากกว่า 0.20 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้กำไรสุทธิ ของการทำนาแบบปักดำจะได้จำนวน 2,809 บาทต่อไร่ มากกว่าการทำนาแบบหว่าน 1,019-1,790 บาทต่อไร่ จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำนาแบบปักดำมากขึ้น

นอกจากนี้ ซีพี ยังมีการขยายการลงทุนในเรื่องของโรงสี โดยในปีนี้มีเป้าหมายที่จะเปิดโรงสีเพิ่มอีก 3 แห่งที่จังหวัดกำแพงเพชร สุพรรณบุรี และบุรีรัมย์ เพื่อให้สามารถครอบคลุมพื้นที่ในการรองรับผลผลิตข้าวให้มากขึ้น โดยจะใช้เงินลงทุนในส่วนดังกล่าวนี้ไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท

การทำตลาดแบบครบวงจรไล่ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขายนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการมองถึงการคอนโทรลในเรื่องของคุณภาพของข้าวด้วย ซึ่งในเรื่องของคุณภาพของข้าวนั้น ถือเป็นจุดขายสำคัญที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการสร้างความแตกต่างในตัวสินค้าได้อย่างชัดเจน

สุเมธ เหล่าโมรากุล ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ย้ำว่า ในการผลิตข้าวคุณภาพดี จะต้องมีการคัดเลือกพื้นที่ปลูกข้าว โดยพื้นที่จะต้องอยู่ในเขตชลประทาน หรือมีน้ำเพียงพอสำหรับทำนาตลอดทั้งปี ต้องมีการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ค่า PH อยู่ที่ 6-6.5 และต้องมีกรดอ่อนๆ ระดับความสม่ำเสมอของพื้นที่ ควรเป็นพื้นที่เรียบระดับเดียวกัน และสามารถควบคุมการเข้า-ออกของน้ำได้ รวมทั้งการวางแผนช่วงเวลาการปลูกข้าวที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ จะต้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวและอัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการปักดำ 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ การเตรียมดิน จากนั้นจึงเริ่มเพาะและอนุบาลกล้าข้าวในแปลง เมื่อกล้าอายุได้ 18 วันก็พร้อมสำหรับปักดำ แล้วจึงใส่ปุ๋ยสำหรับนาดำ เมื่อมีการดำนาแล้ว ก็ต้องมีการจัดการน้ำในแปลงนาเพราะหากแช่น้ำไว้ในแปลงนานจะส่งผลกระทบต่อข้าวที่ปลูก เมื่อข้าวออกรวง 30 วันก็เริ่มระบายน้ำออกจากนา เมื่อข้าวออกดอกแล้ว 15 วัน เพื่อเป็นการลดการร่วงหล่นจากการเก็บเกี่ยว

จากตลาดไทย สู่ตลาดโลก

ตราฉัตร โหมรุกเต็มกำลัง

การรุกตลาดต่างประเทศ นั้น จะมีทั้งการส่งออกในรูปของโควตา และการส่งออกแบรนด์ ซึ่งที่ผ่านมา ซีพี เริ่มหันมาส่งออกในรูปของแบรนด์ตราฉัตรมากขึ้น โดยการทำตลาดในต่างประเทศจะยังตอกย้ำความเป็นข้าวหอมมะลิที่ดีสุดในโลก หลังจากที่เคยได้รับรางวัล  World's Best Award 2009 จากการประชุมข้าวโลกเมื่อปี 2552 ซึ่งจะเป็นตอกย้ำความมั่นใจให้บริษัทว่า ข้าวตราฉัตรจะยังสามารถครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและทั่วโลกเหมือนที่ผ่านมา

จุดแข็งของการบุกตลาดต่างประเทศของ “ตราฉัตร” ก็คือ การมีโปรดักต์ที่หลากหลาย มีข้าวในทุกกลุ่มที่สามารถตอบสนองได้ทุกตลาด อาทิ ข้าวนึ่ง ที่เจาะตลาดแอฟริกาโดยตรง ทำให้ข้าวตราฉัตร สามารถเข้าไปได้ในทุกที่และมีพื้นที่ทำการถึงร่วม 120 ประเทศทั่วโลก โดยซีพีจะเป็นบริษัทส่งออกข้าวที่ติด 1 ใน 5 ของกลุ่มท็อปเทนของผู้ส่งออกข้าวของบ้านเรา

ตราฉัตร ถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้กลุ่มซีพี มีความครบวงจรในธุรกิจอาหารอย่างสมบูรณ์แบบ....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.