8,262
VIEWS

รับมือ 5G ในบริบทใหม่ เทรนด์การแข่งขันโทรคมนาคมปี 2019 ผ่านมุมมอง สมชัย เลิศสุทธิวงค์

Jan 20, 2019 S.Worapol

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีความเคลื่อนไหว รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงของการแข่งขันค่อนข้างมาก อย่างการมีผู้เล่นหลักที่หมดสัมปทานคลื่นความถี่ ทำให้อุตสาหกรรมเข้าสู่ในยุคของใบอนุญาตโดยสมบูรณ์ เหตุการณ์สำคัญคือการที่ กสทช. นำคลื่น 1,800 MHz และ 900 MHz ที่ยังเหลืออยู่ออกมาประมูลเพิ่มเติม

อีกทั้งในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี บรรดาผู้เล่นทั้ง 3 ค่ายก็มีความเคลื่อนไหวกับเรื่อง 5G ทั้งที่ในปีนี้พึ่งจะเดินหน้าทุ่มงบโปรโมท 4G กันอย่างจริงจัง จึงทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า โทรคมนาคม บ้านเรามีการแข่งขันที่ดุเดือดรวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสนามการแข่งขันทุกวินาทีจริงๆ

ใน Special Content ของกองบรรณาธิการ BrandAge Online เรื่อง เทรนด์ 2019 ผ่านมุมมองผู้บริหารของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เราจึงขออนุญาตเข้าพบ คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เพื่อสรุปให้เห็นถึงภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นและการรับมือของ AIS ในมุมมองของคุณสมชัย

เราเริ่มต้นคำถามแรกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา อะไรที่น่าสนใจบ้าง เกิดอะไรกับอุตสาหกรรมบ้าง

คุณสมชัย ให้คำตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใหญ่ๆ มีด้วยกัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือมีการจัดการประมูลคลื่นความถี่สำหรับเครือข่ายเพิ่มเติมขึ้นคือ คลื่น 1,800 MHz และ 900 MHz ที่ยังเหลืออยู่

สำหรับ AIS เองก็ได้คลื่น 1,800 MHz มาเพิ่มเติม ทำให้ตอนนี้เรามีคลื่นในมือมากที่สุดในอุตสาหกรรมทั้ง 1,800 MHz จำนวน 40 MHz คลื่น 900 MHz จำนวน 20 MHz  และคลื่น 2,100 MHz จำนวน 60 MHz  ส่งผลให้มีการแข่งขันในเรื่อง Speed ที่เร็วและแรงขึ้ นกว่าเดิม เกิดการ Reset ของอุตสาหกรรมอีกครั้งในมุมของการแข่งขัน

สำหรับเรื่องที่ 2 คือ ในตลาดของ Fix Broadband ที่ผ่านมาเกือบ 100% เป็นเทคโนโลยีสมัยก่อนที่ใช้สายทองแดง สายโทรศัพท์เป็นตัวนำสัญญาณ AIS เข้ามาเปลี่ยนตลาดด้วย Fiber ที่สามารถเพิ่มความเร็วเน็ตจาก 10 MHz ขึ้นเป็น 100 MHz ไปถึง 1 GB ทำให้อุตสาหกรรม Fiber เปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นทั้งในเรื่องของราคา การทำตลาดและโปรโมชั่นใหม่ๆ

Q: การแข่งขันเริ่มมีความชัดเจนยิ่งขึ้นในแต่ละผู้เล่น

A: ผมเชื่อว่าการแข่งขันมันรุนแรงมาโดยตลอด ทั้ง Digital Service และ Mobile Service ที่แข่งกับความเร็วของเทคโนโลยี แข่งกับราคา เพียงแต่ว่าปีที่ผ่านมาทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าอนาคตแต่ละคนจะเดินอย่างไร

สมัยก่อนเกิดปัญหา เช่น การประมูลล่าช้าทำให้บางผู้เล่นมี 4G บางคนไม่มีเพราะขาดคลื่นในการพัฒนา  แต่วันนี้มันไม่เป็นปัญหาแล้ว ทุกอย่างมีความชัดเจนขึ้น หลังจากนี้ก็อยู่ที่แต่ละคนแต่ละแบรนด์จะให้บริการอย่างไร ในทิศทางไหน

Q: สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกินความคาดหมายเราไหม หรือว่ามันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วในแบบที่มันควรจะเป็น

A: มันควรจะเร็วกว่านี้ เช่น คลื่นของการประมูลที่มันไม่ควรจะล่าช้ามาถึงขนาดนี้ มันควรจะเสร็จไปนานแล้ว อุตสาหกรรมควรจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ ผู้บริโภคควรจะได้ประโยชน์มากกว่านี้

Q: ผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจะกระทบกับอะไร

A: กระทบ 2 อย่าง อย่างแรกกับผู้บริโภค คือ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภค อย่างการที่ทุกคนเอา Fiber Optic มาลงใน Fix Broadband ทำให้ผู้บริโภคได้รับ Speed ดีขึ้น ได้รับเทคโนโลยีใหม่ที่ดีขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนแปลงไป

การที่ทุกแบรนด์มีคลื่นความถี่ที่พอๆ กันทำให้สามารถที่จะมาแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม ลูกค้าก็ได้ประโยชน์จากการแข่งขัน

สอง ผู้ประกอบการ วันนี้ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการไทยโทรคมนาคมทุกรายทุ่มเทมากกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น เรื่องคลื่นความถี่ที่แพงมาก กสทช. ต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้แม้ว่ามันจะเกิดการเริ่มต้นใหม่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นในมุมของ 3G, 4G เท่านั้น ในอนาคตเราจะพูดถึง 5G ในบริบทของการประมูลคลื่นความถี่ คือ การหาเงินให้รัฐหลายแสนล้านบาท มันจะไม่เกิด 5G แน่นอน เพราะคงไม่มีใครทุ่มงบประมาณการลงทุนขนาดนี้

สาม คือ ภาครัฐ ซึ่งเรามองว่าภาครัฐในยุคของ Digital จะต้องเล่นในบทบาทของผู้สนับสนุนให้เอกชนสามารถเดินต่อไปได้ ให้ผู้บริโภคมีสินค้าและบริการที่ถูกและดีขึ้น ฉะนั้น การสร้างสมดุลกันระหว่างผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาครัฐต้องทำให้สมดุลเหมาะสมกัน วันนี้ต้องยอมรับว่ามันเอนเอียงไปในการควบคุมของภาครัฐมากเกินไป

Q: ณ วันนี้มันเดินไปถึงจุดไหนแล้ว จากที่ผ่านมา

A: ผมมองว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในวันนี้มันอยู่ในจุดที่คนใช้มือถือเกิน 100% แล้ว เห็นได้จากการที่มีประชากรกว่า 70 ล้านคน แต่มีเลขหมายกว่า 90 ล้านเลขหมาย ฉะนั้นก็เป็นการแบ่งแยกกันในเรื่องของการย้ายลูกค้าไปมา

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องปรับตัวไปสู่ Digital Service ให้ได้ เพราะสมัยก่อนเราทำไปเพื่อติดต่อสื่อสารพูดคุยกัน แต่วันนี้เราทำอะไรได้มากกว่าการคุยกัน เราใช้ดูหนัง ฟังเพลง ทำงาน ขายของ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ Operator ทุกรายต้องปรับตัวจาก Mobile Operator หรือ Telecom Service Provider ไปสู่ Digital Service Provider ให้ได้

นั่นจึงเป็นที่มาของ Direction ที่ผมวางให้กับ AIS ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว

Q: เป้าหมายที่เราต้องการ Transform ไปสู่ Digital Service Provider ตอนนี้มันเดินถึงขั้นไหนแล้ว

A: ในเชิงของ Infrastructure เราไปได้ดีพอสมควร เราพัฒนาทั้ง Mobile Network และ Broadband ในเชิงของ Digital Platform เราก็มีทั้ง VDO Platform, Mobile Money, Cloud Computing Platform, IOT Platform และระบบโครงสร้างอื่นๆ แต่ตัวที่จะทำให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือการเกิดธุรกิจใหม่ในตอนนี้ยังไม่มี เหตุผลที่ยังไม่มีเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยังปรับตัวไปไม่ถึงเทคโนโลยีตรงนั้น

Q: เมื่อเราเห็นภาพของตลาดในปีที่ผ่านมาแล้ว มอง Trend ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม มันจะมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจขึ้นบ้าง

A: มันเป็นศาสตร์ของโลกเลย ไม่ใช่แค่เมืองไทย ทุกคนมองว่าเทรนด์ต่อจากนี้ไปมันจะเกิด 5G ขึ้น เป็นบริบทใหม่ของ Network

สมัยก่อนที่เราเป็นคือ 1G ก็คือ Analog พอ 2G ก็เป็น Digital เรียกว่าโลกของ GSM พอ 3G ก็เป็น Data พูดถึงเรื่อง Speed ที่เร็วขึ้น พอเป็น 4G ก็เป็น LTE ที่ความเร็วสามารถวิ่งได้ไปถึงประมาณ 100-300 MB พอไป 5G ขีดความสามารถมันไปถึง 1,000 MB ขึ้นไป เป็นเรื่องของการใช้งานที่นอกเหนือจากการสื่อสารในอุตสาหกรรม

ทำให้ส่งผลให้เกิดเรื่องของ AR, VR หรือในเรื่องของเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) มีการนำ Data มาวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ที่นับวันจะมีพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้น มีความฉลาดขึ้น เป็นหุ่นยนต์เป็นอะไรต่างๆ

เรื่องของ IOT ที่จะยิ่งมีความชัดเจนขึ้น นอกจากการติดต่อสื่อสารจะไม่ใช่แค่ใช้ผ่านซิมมือถืออย่างเดียวแต่มันจะเป็นไปทุก Device และสามารถที่จะเชื่อมต่อใช้ประโยชน์ได้บนความหลากหลายของอุตสาหกรรม

สุดท้ายเรื่อง Blockchain ที่จะกลายมาเป็น Infrastructure ของหลายๆ ธุรกิจที่สามารถใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการควบคุมการทำงานในการออกแบบระบบต่างๆ ภายในองค์กร ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตจริงๆ

Q: เทรนด์ที่เกิดขึ้น AIS เตรียมที่จะรับมือ หรือรองรับกับเรื่องพวกนี้อย่างไรบ้าง

A: ปีนี้เราเปิดโปรแกรม AIAP (Advance Internet of Things Alliance Partner) ซึ่งวันนี้มีอยู่ 700 รายในการทำ Ecosystem ของ IOT ให้เกิดขึ้นจริง พูดง่ายๆ ก็คือเราก็เตรียมตัวไว้แล้วในหลายๆ เรื่อง และหลายๆ ด้าน

อย่างเรื่องของ Smart Home ที่พอเข้าบ้านก็จะมีเซ็นเซอร์คอยเปิดปิดมิเตอร์น้ำ คอยวัดค่าน้ำไฟ ซึ่งพาร์ทเนอร์ แต่ละคนก็จะชำนาญคนละอย่าง เราเป็นผู้ IOT module ให้คนที่มีอุปกรณ์มาเสียบต่อ เช่น มิเตอร์น้ำ ถ้าไม่มี IOT ก็จะต้องหาคนไปจด ซึ่งมันอาจจะมี Error แล้วต้องใช้แรงงานคนด้วย แต่พอมี IOT Sensor มันจะส่งให้อัตโนมัติตามที่เรากำหนดไว้

ส่วนเรื่อง AI เราก็เอามาใช้ เช่น Call Center เมื่อก่อนเราใช้คนรับสายตลอด อนาคตเมื่อคนโทรเข้ามาเยอะๆ การใช้คนรับสายนอกจากเรื่องต้นทุนในการจ้างคนและการบริหารต่างๆ ก็ยังยากในการควบคุมคุณภาพ เราต้องลงทุนใน AI System ลงทุนใน Chat Box เพื่อพัฒนาศักยภาพในเรื่องนี้ให้เพิ่มสูงขึ้น

Q: หลายๆ ครั้งที่ AIS ขยับตัว หรือมีอะใหม่ๆ ออกมา ก็จะมีคนบอกว่า AIS เป็นผู้กำหนดเทรนด์ในอุตสาหกรรม ในตลาด ตรงนี้เรามองว่าอย่างไรบ้าง

A: คือเราเองตั้งใจ เมื่อก่อน Mission ใน Statement ของบริษัท คือ Lean and Shape Telecom Market นอกจากเราจะวางตัวให้เป็นผู้นำเพราะวันนี้เราเป็นผู้นำอยู่แล้ว เราต้อง Shape ตลาด คือเป็นผู้กำหนดตลาด

เราเคยประกาศไว้ว่าถ้าคุณใช้ AIS คุณไม่ต้องกลัว อะไรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เราจะพยายามเอาเข้ามาให้ลูกค้าให้ได้ เพราะฉะนั้นมันคือหน้าที่ของเรา การเป็นผู้นำเราก็ต้องมีอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

อย่างเช่น 5G แม้ว่าบ้านเรายังไม่พร้อมที่จะต้องใช้ 5G เพราะ 4G ยังสามารถใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม AIS เป็นผู้นำ ก็ต้องทำ 5G ให้เกิดขึ้น เราก็ต้องมีการทดลองเพื่อให้ในวงการเห็นว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรต่อไปกับ 5G ที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ว่าการลงทุนในวันนี้อาจจะยังไม่ได้คุ้มค่า แต่ทำไมเราถึงต้องทำ ก็เพราะในฐานะผู้นำ

มุมมองที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายของ AIS ในการเป็น Digital Life Service Provider ที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ คุณสมชัย ยังอธิบายต่อไปอีกว่า

“เราตั้งใจจะใช้สินค้าและบริการไปตอบสนองการใช้ชีวิตของลูกค้าในยุคดิจิทัล ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราส่งมอบให้ลูกค้าต้องตอบโจทย์ Customer Experience ที่ดีมากๆ เช่น ถ้าลูกค้าอยากใช้แค่โทรก็ต้องสามารถโทรได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่หงุดหงิด หรือถ้าลูกค้าต้องการใช้ Data ก็ต้องมีคอนเทนต์ ดูภาพ ดูวิดีโอ ทุกอย่างต้องไม่สะดุด ตรงนี้ก็จะเป็นการสร้าง Customer Experience ให้เกิดขึ้นกับลูกค้า หรือสร้างให้เกินความต้องการแบบ Beyond Expectation”

ทั้งหมดจึงเป็นเทรนด์และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของ AIS ผ่านมุมของของ CEO อย่าง สมชัย เลิศสุทธิวงค์

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.