3,755
VIEWS

3 กับดักโซเซียลเน็ตเวิร์คที่แบรนด์ต้องหลุดพ้น

Jan 24, 2019 BrandAge Team

ในวันที่โซเชียลเน็ตเวิร์คเข้าถึงประชากรทั่วโลกกว่า 3,400 ล้านบัญชี
ในวันที่คน 1 คน มีโซเชียลเน็ตเวิร์คเฉลี่ยถึง 5.5 บัญชี
การสื่อสารของแบรนด์ส่วนใหญ่จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม
ทุกวันนี้แบรนด์สินค้าและบริการทั่วโลกต่างเพิ่มดีกรีการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อติดต่อพูดคุยกับลูกค้า หรือเพื่อประชาสัมพันธ์ บอกกล่าวข้อมูลผลิตภัณฑ์กันมากขึ้น
กระนั้นก็ดีการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ ที่ต้องใช้ไหวพริบและประสบการณ์ในการตัดสินใจ
หลายครั้งที่เรามักจะเห็นข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่ส่งผลกระทบในเชิงลบกับแบรนด์อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคมักจะมาพร้อมกับโอกาสเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครแก้ไขสถานการณ์ได้ดีกว่ากัน
BrandAge Online รวบรวม 3 กับดักโซเซียลเน็ตเวิร์คที่แบรนด์ต้องหลุดพ้น เพื่อให้แคมเปญสื่อสารการตลาดสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงได้มากที่สุด
 
1. Tech & Trends
ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในเชิงการตลาดจึงมีของเล่นใหม่ๆ ออกมาสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ จนกลายเป็นว่าทุกปี นักการตลาดต่างเฝ้ารอเทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อนำเข้ามาสร้างสีสันทางการตลาด เพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องยอดการเข้าถึง (Reach) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ที่ตกลงเรื่อย ๆ 
หลายคนเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ได้ 
 
ทำให้หลายแบรนด์ต้องคอยก้าวให้ทันเทคโนโลยี จนหลงกับ “กับดักเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นอีก 1 ปัจจัยที่ยิ่งทำให้แบรนด์ไม่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
หลายครั้งที่พิสูจน์แล้วว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ Augmented Reality (AR), Virtual Reality (VR), ChatBot และ ไม่สามารถสร้างประโยชน์ทางการสื่อสารให้กับแบรนด์ได้เลย เพราะทำไปโดยขาดความคิดสร้างสรรค์และกลยุทธ์ที่เหมาะสม 
 
ดังนั้น แบรนด์จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์และวางแผนการดำเนินงานให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับแบรนด์มากที่สุด
หลายแบรนด์เห็นคู่แข่งเปิดบริการอะไรก็พยายามทำตาม เช่น คู่แข่งเพิ่มบริการ ChatBot ก็ทำตามทั้งๆ ที่ไม่พร้อม ก็ยิ่งกลายเป็นการไปเพิ่มความไม่พอใจในเรื่องการให้บริการหลังการขายเข้าไปอีก
 
อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการบริหาร สายงานโซเชียลมีเดีย แอนด์อินโนเวชั่น เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “การที่แบรนด์จะสามารถอยู่ในใจของผู้บริโภคได้นั้น แบรนด์จะต้องเข้าใจการใช้ความคิดสร้างสรรค์และวางแผนอย่างมีชั้นเชิง ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม” 

2. Me Too Syndrome
ผลสำรวจการใช้สื่อออนไลน์ล่าสุดโดย We Are Social แสดงให้เห็นว่า คนไทยติดอันดับ 1 ในหลาย ๆ ด้าน เช่น การเป็นอันดับ 1 ของโลกในการใช้อินเตอร์เน็ตต่อวันที่ 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน และในด้านโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ใช้งานสูงสุดถึง 3 ชั่วโมง 10 นาทีต่อวัน 
 
ทำให้แบรนด์มองเห็นถึงโอกาสตรงนี้ที่จะสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญเพื่อเข้าถึงและติดต่อพูดคุยกับผู้บริโภค แต่การจะใช้โซเชียลมีเดียให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการนั้น ต้องมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และควรเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและควรโฟกัสการสื่อสารที่ทางแบรนด์ทำได้ดีมากกว่าการทำทุกช่องทางแต่ไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่คาดการณ์ไว้ 
ส่งผลให้เกิดเป็น “กับดักที่ 2” ที่หลายแบรนด์หลงกับการต้องครอบคลุมทุกโซเชียลเพียงแค่คู่แข่งทำ เราต้องทำตามให้ครบ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ผู้บริโภคที่มีหลาย Account นั้น หากเราสามารถทำสื่อโซเชียลเน็ตคเวิร์คให้ดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้แล้ว 
 
เพราะฉะนั้นการมีแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มาก จึงสำคัญไม่เท่ากับการมีแพลทฟอร์มที่น้อยกว่า แต่สามารถทำออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าลืมว่ายิ่งมีโซเชียลเน็ตเวิร์คหลายแพลตฟอร์มเท่าไหร่ ก็ต้องเพิ่มคนดูแลมากขึ้นเท่านั้น
สู้การบริการแพลตฟอร์มที่มีให้ดีที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อพร้อมไม่ได้
 
3. Data Analysis 
เกือบทุกโซเซียลเน็ตเวิร์คที่แบรนด์ใช้เป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภค ผ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ ล้วนมีเครื่องมือในการรายงานผลอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผลที่ได้มานั้นนักสื่อสารการตลาดสามารถถอดรหัสได้มากน้อยเพียงใด ว่ากลุ่มคนที่กำลังสื่อสารกับแบรนด์เรานั้นใช่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของแบรนด์หรือไม่ หรือแม้กระทั่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง แต่เขากำลังมีส่วนร่วมในข้อความที่เราพยายามจะสื่อสารหรือไม่
 
ตัวอย่าง เช่น ถ้าเราทำคอนเทนต์เพื่อบอกประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ และความสบายของห้องโดยสาร แต่ข้อความที่คนโพสต์กลับมาเกือบ 100% มีแต่คำชมว่านางแบบสวย หรือวิวสวย ก็หมายความว่า จำนวนคนกด Like, จำนวนนคนที่เข้ามาคอมเม้นต์ที่แพลตฟอร์มรายงานมานั้นแทบจะนำมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
ทุกวันนี้โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคใช้เวลาในการสไลด์หน้าจอ 6 วินาทีต่อหนึ่งสไลด์ ซึ่งทำให้การแข่งขันกันระหว่าง
แบรนด์ต่อแบรนด์รุนแรงขึ้น 
 
หลายแบรนด์เริ่มมีการคิดคอนเทนต์ให้มีความสั้นและรวดเร็วเพื่อสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อหวังยอดกด Like, ยอดแชร์ และยอดแสดงความคิดเห็น จนมองข้ามวัตถุประสงค์ทางการตลาดของแบรนด์ไป
 
“ในปัจจุบัน แบรนด์กำลังหลงไปกับตัวเลขที่แพลตฟอร์มโซเซียลต่าง ๆ ให้ข้อมูลแต่สิ่งเหล่านี้นั้นไม่สามารถวัดผลได้อย่างยั่งยืน” อาสา กล่าวทิ้งท้าย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.