3 ความท้าทาย กับเทคนิค PCOP เพื่อรับมือ Digital Disruption ของอนุพงษ์ อัศวโภคิน

Feb 12, 2019 S.Vutikorn

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของคนเรา อันนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในเชิงพฤติกรรม

ที่สำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว รุนแรง ต่างกับสมัยก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนปรับตัวไม่ทัน

หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า Digital Disruption เพราะเกิดในช่วงที่เทคโนโลยี Digital เข้ามาแทน Analog พอดี

ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เอง เราก็เริ่มเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปบ้างแล้ว หลายแบรนด์ในประเทศไทยก็เริ่มมีการปรับตัวไปสู่ Prop Tech

หนึ่งในนั้นก็คือ ค่ายเอพี ไทยแลนด์

อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) อธิบายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวิธีการทำงานของบริษัทไว้อย่างน่าสนใจว่า การรับมือ Digital Disruption ต้องทำตั้งแต่แต่วันนี้ อย่ารอให้เกิดผลกระทบ เพราะนั่นอาจหมายความว่าสายเกินไป

พร้อมกันนี้ อนุพษ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหม่เข้ามามากมายและมีรายเก่าที่ลาจากไปจากการปรับตัวไม่ทัน แต่สำหรับ เอพี ไทยแลนด์ แล้ว เขามองว่านี่คือโอกาสอันดีทางธุรกิจ

เรามองเป็นโอกาส ถ้าหากเราสามารถปรับเปลี่ยนให้องค์กรให้มีความเหมาะสม ซึ่งพบว่าหลังจากที่มีการปรับตัวมาได้ 2-3 ปี เอพี ไทยแลนด์ มีการเติบโตขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยรายได้รวมเติบโตกว่า 30% ทั้งจากแนวราบ คือบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ และแนวสูง คือ คอนโดมิเนียม

นอกจากความสำเร็จด้านผลประกอบการแล้ว ในปี 2561 ที่ผ่านมายังเป็นเกียรติยศของเอพี ไทยแลนด์ จากการคว้ารางวัลทรงเกียรติ ทั้งจากในประเทศและระดับนานาชาติ มาครองได้มากถึง 14 รางวัล อาทิ บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียประจำปี 2018 จากเวที The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards (ACES) ประเทศสิงคโปร์, ที่สุดของบริษัทพัฒนาคอนโดมิเนียมยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2018 จากเวที Property Guru Asia Property Awards 2018 และได้รับการจัดอันดับให้เป็น The Most Admired Company 2018 องค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคประจำปี 2018 อีกด้วย

ในมุมมองของอนุพงษ์ เขามีแนวคิดในการรับมือเรื่อง Digital Disruption ที่เริ่มนำมาปรับใช้ในองค์กรของตัวเองซึ่งถือเป็นความท้าทายล่าสุดอยู่ 3 แนวทาง คือ

1. โลกที่กำลังถูก Digital Disruption เราจะนำเอา Technology มาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างไร

2. เราจะรู้จักและพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบที่แตกต่างกันของคนในสังคมได้อย่างไร               

3. เราจะพัฒนาความรู้ ความสามารถของคนในองค์กรและคนในสังคมให้ก้าวทันกระแส Digital Disruption ได้อย่างไร

ดังนั้น การขยายองค์กรสู่ 3 ภาคธุรกิจใหม่ล่าสุดของเอพี ไทยแลนด์ จึงถูกวางเป้าประสงค์ไว้ที่การมอบคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมให้เป็นผลสำเร็จ

เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่วางไว้ในปีนี้ เอพี ไทยแลนด์ ได้มีการแตกธุรกิจใหม่อีก 3 บริษัท คือ

1. บริษัท วาริ จำกัด: ดำเนินธุรกิจสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต (LIFE MANAGEMENT ECOSYSTEM) ที่จะมาจุดประกายคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่อาศัยในอุดมคติให้เกิดขึ้น ลดทอนความซ้ำซ้อนที่เป็น Pain ของผู้อยู่อาศัยในวันนี้ และมอบประสบการณ์ใหม่ที่ยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ผ่านนวัตกรรมดีไซน์ ที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของคนในสังคม

2. บริษัท เคลย์มอร์ จำกัด: ดำเนินธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบของคนในสังคม ผ่านการสร้างทีมนวัตกรรมที่มีจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการขึ้นภายในองค์กร มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็น Innovation Lab สร้างนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการ Stanford Design Thinking ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิมไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายให้นวัตกรรมที่คิดค้น จับต้องได้ และใช้งานได้จริง

3. SEAC (เอสอีเอซี): ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปท์วิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ มุ่งพัฒนาความพร้อม ความสามารถของคนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในวันนี้และอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก อาทิ Stanford University ที่มีมุมมองในเรื่องการเรียนรู้ตรงกัน เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถและกระบวนการคิดของผู้นำในเมืองไทยและระดับภูมิภาคให้มีศักยภาพทัดเทียมผู้นำระดับโลก

อนุพงษ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การจะก้าวสู่สังเวียน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของ Digital Disruption นั้น มีเทคนิค PCOP ที่จะทำให้เทคโนโลยีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ

1. ต้องสร้าง Platform ที่ดีแต่แรกเริ่ม เพราะอนาคตทุกอย่างจะรันด้วย Platform

2. มี Platform ที่ดีแล้ว ยังไม่พอ จะต้องมี Content ที่ดีด้วยไม่เช่นนั้นก็เปล่าประโยชน์

3. หัวใจสำคัญที่จะทำให้งานใหม่ราบรื่น คือ Operation ต้องดี ซึ่งการออกแบบระบบปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ โดยเฉพาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

4.  การวางคนที่จะมารับผิดชอบในกลุ่มธุรกิจใหม่นี้ คนที่ทำแต่ละเรื่องต้องมี Passion ในเรื่องนั้นจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะส่งมอบประสบการณ์ไม่ได้

อนุพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าเอพี ไทยแลนด์ เริ่มปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงมาได้พักใหญ่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ได้เป็นข่าวเท่าไหร่นัก แต่ที่ต้องใช้เวลาเริ่มต้นพักใหญ่นั้น เหตุผลเพราะว่าต้องการหาคำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไปเพื่ออะไร” ให้ได้เสียก่อน

ก่อนทำอะไรเราต้องตอบคำถามว่าทำไปทั้งหมดเพื่ออะไร ถ้าตอบไม่ได้ ก็ทำได้แค่โหนกระแส ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะทำ ตัวอย่าง เช่น เราส่งพนักงานไปดูงาน CES 2019 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบริษัทมาออกบูธหลายพันบูธ ถ้าเราไปแบบไม่มีโจทย์ก่อน เราจะได้แต่เทคโนโลยีที่เราชอบมา ซึ่งเป็นส่วนงานของการตลาด แต่เราทำงานแบบ Design Thinking เราคิดและพัฒนาโปรดักต์โดยไม่สนใจแล้วถึงไปดูว่าเทคโนโลยีอะไรที่ตอบโจทย์มากกว่า

อนุพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่าทั้ง 3 ธุรกิจใหม่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเสริมวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประสบความสำเร็จ เคียงคู่ไปกับ Core Business คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าภายในปี 2565 สามภาคธุรกิจใหม่นี้จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท

เอพี (ไทยแลนด์)

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.