Madre Y Hija Calientes Viendo Peliculas gratis porno alte schwarze straps fotzen pakistani indain porn videos porn videos film porno swinger Xvideos Boa Foda Porno Doido Sexlog Xnxx Voglioporno
7,914
VIEWS

เรียนรู้การใช้กลยุทธ์มาร์เก็ตติ้ง มิกซ์ ผ่านกรณีศึกษาการทำตลาดหนังไทย

Feb 13, 2019 R.Somboon

มาร์เก็ตติ้ง มิกซ์ หรือส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4P ยังคงเป็นแก่นแกนสำคัญของการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด แม้ในปัจจุบันจะมีการพูดถึงส่วนผสมทางการตลาดที่มากกว่า 4P ไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดก็ยังคงวนเวียนอยู่กับแก่นแกนของทั้ง 4P

ส่วนการเลือกว่าจะเน้นให้น้ำหนักไปที่ P ตัวไหนมากกว่ากันนั้น คงต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงว่าเป็นอย่างไร ไล่ตั้งแต่

1.เมื่อตลาดอยู่ในภาวะดีๆ P ตัวที่ 1 หรือ Product จะเข้ามามีบทบาท และถูกเลือกวางน้ำหนักไว้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถทำโปรดักต์ให้ออกมาเพื่อเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

2.เมื่อตลาดอยู่ในภาวะดีมากๆ P ที่ถูกโฟกัสหรือให้น้ำหนักจะอยู่ที่ P ตัวที่ 3 หรือเรื่องของการจัดจำหน่าย เพื่อสามารถผลักดันสินค้าของเราให้เข้าถึงมือผู้บริโภคที่มีความต้องการกระจายอยู่เป็นจำนวนมากให้ได้ทั่วถึง หรือครอบคลุมมากที่สุด เราจึงได้เห็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น เมื่อสินค้าเริ่มติดตลาด หรือเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ตัวอย่างเคยเกิดขึ้นแล้วกับเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์ที่ 3 อย่างบิ๊กโคล่า ที่เริ่มต้นทำตลาดจากกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง คือเริ่มจากตลาดต่างจังหวัดโดยใช้การกระจายสินค้าผ่านร้านยี่ปั๊วในรูปแบบเดิม เมื่อสินค้าเป็นที่รู้จัก และติดตลาดมากขึ้นหลังจากที่มีวอลุ่มมากพอจนสามารถทำแบรนด์หรือทำการตลาดได้อย่างเต็มที่ ก็เริ่มมีการขยายฐานการขายเข้ามาในกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนเมือง โดยใช้วิธีการขายผ่านร้านคอนวีเนียนสโตร์อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น จนเป็นที่รู้จักในวงกว้างไม่ใช่เฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดเหมือนในช่วงแรกของการเข้าตลาดบ้านเรา

3.เมื่อตลาดแย่ P ตัวที่ 4 คือเรื่องของโปรโมชั่นจะเข้ามามีบทบาท โปรโมชั่นในที่นี้จะถูกเลือกใช้เครื่องมือในการส่งเสริมการขายที่เป็นการลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในภาวะที่กำลังซื้อไม่ดีนัก

4.เมื่อตลาดอยู่ในภาวะแย่มากๆ กลยุทธ์ด้านราคา จะถูกใช้เป็น P สำคัญ เพื่อดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ควักออกมาค่อนข้างยาก เนื่องจากมีเงินในกระเป๋าจำกัด พวกเขาจึงต้องการสินค้าที่คุ้มค่ากับเงินที่ควักออกมาซึ่งไม่มีอะไรดีไปกว่าการเลือกใช้กลยุทธ์ด้านราคา

ที่ผ่านมา หากมองเข้ามาที่วิธีกำหนดราคาที่นิยมทำกัน จะมีด้วยกัน 3 แบบ คือ กำหนดราคาตามความต้องการของลูกค้าที่ได้จากการทำวิจัยเพื่อหาอินไซต์จากตัวผู้บริโภคโดยตรง และสุดท้ายเป็นการกำหนดราคาตามตลาด หรือ กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไรที่ต้องการ ซึ่งในส่วนหลังนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดวิธีหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของกลยุทธ์ด้านราคานั้น ยังมีการวางราคาแบบปลีกย่อยออกไปอีกมากมาย อาทิ การเลือกวางกลยุทธ์ราคา ด้วยนโยบายราคาเพียงราคาเดียว ที่เป็นการเสนอขายสินค้าหรือบริการในราคาเดียวเท่ากันหมดไม่ว่าจะซื้อสินค้าจำนวนมาก หรือน้อยอย่างไร อาทิ ราคาขายของน้ำมัน ที่มีเท่ากันในทุกปั๊มทั่วประเทศ

กลยุทธ์ราคาในรูปแบบที่ 2 จะเป็นเรื่องของการวางนโยบายราคาที่แตกต่างกัน จากความแตกต่างในด้านคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าหรือตัวบริการ และการเจรจาต่อรองของลูกค้า ทำให้มีการตั้งราคาขายแตกต่างกัน เช่น สินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าจะมีราคาที่สูงกว่า สินค้าที่คุณภาพรองลงมา อาทิ การตั้งราคาค่าตั๋วชมภาพยนตร์ที่มีแบบทั้งที่นั่งธรรมดา และที่นั่งแบบพิเศษในราคาที่สูงกว่า เป็นต้น

 

กรณีศึกษาหนังไทย

กับการใช้ 4P ที่แตกต่าง

การเลือกใช้ชุดกลยุทธ์ที่เป็นมาร์เก็ตติ้ง มิกซ์นั้น สินค้าแต่ละประเภท อาจจะเลือกวางแบบลงตัวโดยไล่ไปในแต่ละ P ซึ่งการเลือกว่าแต่ละ P จะออกมาอย่างไรนั้น จะมีปัจจัยในเรื่องของ 2C คือ Consumer Behavior หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค และ Competitor หรือคู่แข่งขันมาเป็นตัวกำหนดด้วยส่วนหนึ่งว่าจะเลือกวางกลยุทธ์ใน P แต่ละตัวอย่างไร

แต่สำหรับการทำในเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง มิกซ์ ตลาดหนังไทย อาจจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการดำเนินกลยุทธ์ของสินค้าที่เป็นหนังไทยนั้น ตัวโปรดักต์จะถูกวางไว้ท้ายสุดเมื่อลูกค้าจ่ายเงินเพื่อซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรง แต่ P ตัวที่เป็น Promotion ที่หมายรวมถึงถึงกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ ด้วย เช่น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา ใบปลิว โปสเตอร์ และการลดแลกแจกแถม นอกจากนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เราได้นำมาใช้ ไม่ใช่ในเรื่องของการลด แลก แจก แถม เหมือนที่เข้าใจ

เนื่องจากสินค้าประเภทหนังไทยนั้น เป็นสินค้าที่มีช่วงการขายค่อนข้างสั้น การเลือกวางกลยุทธ์ในส่วนที่เป็น P ตัวที่ 4 จึงสำคัญมากที่สุด กล่าวงคือ จะทำอย่างไรให้สามารถดึงดูดคนดูให้ตีตั๋วเข้ามาดูในโรงในช่วงของการโปรโมทที่มีระยะเวลาไม่นานนัก

ภาษาของคนทำหนังก็คือ จะทำอย่างไรให้ “หน้าหนัง” สามารถขายได้ คือเป็นที่สนใจ จนคนดูพูดถึง และสร้างกระแสให้คนอยากดู “หน้าหนัง” นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะชี้ว่าหนังไปได้ดีแค่ไหน ทั้งหมดจึงอยู่ที่การทำตัวอย่างของหนังว่าจะออกมาน่าสนใจ และมีการใช้ P ตัวที่ 4 อย่างไรให้สามารถสร้างกระแสได้

 

ในยุคที่แล้ว การโปรโมทหนังอาจจะออกมาในรูปของการ Tie in เข้าไปในรายการทีวีดังกล่าว เพื่อโปรโมทก่อนหนังจะเข้าโรง รวมถึงพาดารานำเดินสายให้สัมภาษณ์ในรายการต่างๆ ที่ต้องใช้งบการตลาดส่วนหนึ่งในการซื้อรายการ

ส่วนในปัจจุบันจะมีเรื่องของการใช้สื่อออนไลน์ที่เข้าถึงตัวคนดูได้เป็นอย่างดี หลายครั้งที่หนังไทยฟอร์มใหญ่ๆ อาจจะมีการจับมือกับโรงหนังเพื่อทำมาร์เก็ตติ้งร่วมกัน

เมื่อมองมาที่ P ตัวอื่นๆ จะพบว่า ในเรื่องของ Price นั้นมันถูกกำหนดโดยเชนโรงหนังอยู่แล้ว ขณะที่เรื่องของ Place หรือการจัดจำหน่าย ในปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากในอดีตที่ยังมีเรื่องของระบบสายหนังซึ่งก็คือตัวแทนจำหน่ายหนังในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับค่ายหนังมานาน ทำหน้าที่ในการซื้อหนังเพื่อไปฉายต่อในพื้นที่ของตัวเอง

แต่ปัจจุบัน ระบบสายหนังลดบทบาทลง เพราะค่ายโรงหนังอย่างเครือเมเจอร์มีการขยายการลงทุนเปิดโรงหนังกระจายออกไปยังจังหวัดเล็กๆ และอำเภอขนาดใหญ่ของหัวเมืองต่างๆ ทำให้ครอบคลุมพื้นที่การฉายได้มากขึ้น การเกิดเครือข่ายโรงหนังที่ลงลึกในจังหวัดเล็กๆ นี้ ทำให้การทำหนังไทยบางครั้งต้องมีการโฟกัสตลาดไปที่คนดูในต่างจังหวัด เพราะเป็นฐานสำคัญของหนังไทยมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้หนังไทยที่เป็นเทียร์ 2 หรือหนังไทยที่ออกมาเพื่อคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะ ประสบความสำเร็จในแง่รายได้เป็นอย่างดี อย่างล่าสุดกับหนังเรื่องหอแต๋วแตก ที่ทำรายได้เกิน 50 ล้านบาท เพราะมีฐานคนดูในต่างจังหวัดเข้ามาสนับสนุน

ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดของหนังไทยในปีที่ผ่านมา จากการเปิดเผยของเมเจอร์ พบว่ามีสัดส่วนประมาณ 30% ส่วนในปี 2562 นี้ จะมีจำนวนหนังเข้าฉายรวมประมาณ 320 เรื่อง เป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ 270 เรื่อง คาดว่าเป็นภาพยนตร์ที่จะทำเงิน อาทิ Avengers 4, Captain Marvel, Spider Man: Far From Home, Hobbs and Shaw, Aladdin และเป็นภาพยนตร์ไทย 50 เรื่อง ซึ่งใน 50 เรื่องนั้นเป็นภาพยนตร์ไทยของค่ายเอ็ม พิคเจอร์ส ในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป 23 เรื่อง

ตัวเลขหนังไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 50 เรื่องในปีหน้านั้น จะเข้ามาช่วยเพิ่มส่วนแบ่งของตลาดของหนังไทยเป็น 35 – 40% โดยโมเดลที่ใช้หนังโลคอลเป็นตัวขับเคลื่อนนั้น สัดส่วนของหนังโลคอลจะต้องมีประมาณ 60% เหมือนในหลายประเทศ โดยในอดีตหนังไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 30 – 40% แต่หลังจากที่กลุ่มเมเจอร์มีการขยายการลงทุนออกไปยังต่างจังหวัดทำให้มีจำนวนโรงหนังในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีสัดส่วนของโรงที่อยู่ในต่างจังหวดเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 50% ในปัจจุบัน กลายมาเป็นตัวช่วยชั้นดีในการขับเคลื่อนให้ตลาดหนังไทยเติบโตขึ้น ซึ่งผู้บริหารของเมเจอร์มองว่า ปัจจัยที่จะเข้ามาทำให้หนังไทยสามารถทำเงินได้เพิ่มขึ้นนั้นจำเป็นต้องมีสเกลของโรงหนังจำนวนมากรองรับด้วย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เป็นฐานใหญ่ของตลาดหนังไทย

การวางกลยุทธ์การตลาดที่ดีโดยเลือกใช้ส่วนผสมทางการตลาดแต่ละ P ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ P ตัวที่ 4 จะเข้ามาทำให้ภาพรวมทั้งหมดของหนังไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้.....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort