6,904
VIEWS

มองเทรนด์ตลาดสุขภาพและความงาม ก้าวสำคัญของไทยในเวทีโลก - วรวิทย์ ศิริพากย์

Feb 22, 2019 S.Worapol

สุขภาพและความงามทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 900,000 ล้านบาท ส่วนในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโตต่อเนื่อง 15-20% ทุกปี รวมถึงการที่รัฐบาลเร่งผลักดันร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก 4 ด้าน ได้แก่ ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ศูนย์กลางบริการวิชาการ และงานวิจัย (Academic Hub) และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) ทั้งหมดนับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

วันนี้เรามีโอกาศได้พูดคุยกับ วรวิทย์ ศิริพากย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปุริ จำกัด  ซีอีโอหนุ่มแห่งปัญญ์ปุริ (PAÑPURI) เวลเนสแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และความงามแบบองค์รวม เพื่อฉายภาพอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามรวมถึงเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นผ่านมุมมองของผู้บริหารท่านนี้

จุดเริ่มต้นของ ปัญญ์ปุริ คืออะไร และมองอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามอย่างไร ?

ปัญญ์ปุริก่อตั้งเมื่อปี 2013 ปีนี้ก็เป็นปีที่ 15 การเริ่มต้นแบรนด์ปัญญ์ปุริเราพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ ที่เกี่ยวข้องและแยกออกจากกันไม่ได้ หากย้อนไปดูเมื่อ 15 ปีก่อน คำว่า Wellness ยังไม่มา แต่ด้วยวิธีการดูแลความงามและสุขภาพแบบคนเอเชีย มีความเกี่ยวข้องกันโดยปริยาย เพราะเราเชื่อว่าจิตใจมีผลต่อร่างกายภายนอก อาจจะเป็นในเรื่องของแรงบันดาลใจว่าเราต้องการให้ลูกค้าเชื่อในความสมดุลระหว่างสุขภาพและความงามแบบที่เราเชื่อ หรือความเข้าใจแบบง่ายๆ  คือเราอยากให้ลูกค้ามีความสุขแบบพอดีในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจและสุขภาพ  ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกับ wellness

15 ปีที่ผ่านมาของ ปัญญ์ปุริ คุณวรวิทย์ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง ?

เปลี่ยนไปในหลายๆ ด้าน ในด้านของผู้บริโภคเองนั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 15 ปีก่อนเราคงไม่เห็นคำว่ามิลเลนเนียล หรือ เจน Z เราจะคุ้นเคยกับกลุ่มเบบี้บูมเมอร์และเจน X ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก พฤติกรรมในการบริโภคในการชีวิตก็จะเป็นในรูปแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้เป็นเป็นยุคของมิลเลนเนียลของเจน Z มากขึ้น พฤติกรรมก็มีความแตกต่างไปจากกลุ่มที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าไปปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในด้านผู้บริโภคเปลี่ยนไปแน่ๆ

ด้านของคู่แข่งก็เปลี่ยน เพราะหลังๆ เแบรนด์สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มีแบรนด์อื่นที่เข้ามาที่สามารถล้มแบรนด์ใหญ่ๆ ได้ วิธีการคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิธีทางด้านการตลาด วิธีการขาย ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และในด้านของความเชื่อของผู้บริโภค ที่เข้าใจในเรื่องของ Natural Organic มากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตาในวงการสุขภาพและความงาม

ปรับตัวอย่างไรกับเรื่องนี้

15 ปีก่อนเราวางตัวเองอยู่ในคอนเซ็ปต์เป็นลักชัวรี่แบรนด์ แนวทางของเรามันเป็นสิ่งที่เรามีอยู่ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เรื่องของประสบการณ์ คือสิ่งที่เรานำมาใช้ในการปรับตัวกับการทำธุรกิจในยุคนี้ ที่เราเคยคิดว่าลักชัวรี่จะต้องเป็นเจ้าของสิ่งของหรืออะไรก็ตามที่จับต้องได้ แต่มาตอนนี้เราเปลี่ยนมุมคิดคือผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของประสบการณ์ได้ โจทย์ก็คือจะทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะผ่านสินค้าหรือบริการอะไรก็ตาม

เรื่องของ Wellness เป็นเรื่อง 360 องศาที่มีความต่อเนื่องกันหมด จะเน้นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้อีกแล้ว เราจะดูแลลูกค้าด้วยสกินแคร์ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดเขากินของไม่ดี นอนไม่หลับ มีความเครียด แน่นอนว่ามีผลเกี่ยวข้องกัน หากผิวคุณใส่อะไรเข้าไป ข้างนอกรับยังไง ข้างในมันก็มีของไม่ดีอยู่ดี ก็ไม่สามารถแก้ไขด้วยเรื่องเดียวได้ เราต้องมองให้มันเป็นองค์รวมมากขึ้น  

มันก็เลยทำให้เราต้องคิดและก็ต้องทำการบ้านเยอะขึ้นมากๆ ถือว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะเป็นและสิ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอด

การตอบโจทย์ลูกค้าแบบองค์รวม เริ่มเห็นชัดเมื่อไหร่

อาจจะอยู่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อาจจะเพราะด้วยเรื่องเทคโนโลยี หากทุกวันนี้เราไม่มีอินสตาแกรม ไม่มีเฟสบุ๊ค หากไม่มีสมาร์ทโฟน กว่าจะรู้ว่าเพื่อนเราทำอะไรอยู่ หรือรู้เทรนด์ของต่างประเทศก็คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร ตอนนี้มันค่อนข้างที่จะเห็นผลพร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาหรือว่ายุโรป มันอาจจะเกิดขึ้นที่เมืองไทยพรุ่งนี้ก็ได้

เราเชื่อว่าตัวเทคโนโลยีนั้นเป็นตัวขับเคลื่อน พฤติกรรมผู้บริโภค และมุมมองที่เปลี่ยนไปในการใช้ชีวิต รวมถึงผลกระทบของอุตสาหกรรมด้วย

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในมุมมองของเราคืออะไร

สังคมของเราจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และทั่วโลกในหลายๆ ประเทศก็เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะฉะนั้นหากประชากรโลกแก่ขึ้น มีอายุมากขึ้น ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คนแต่งงานกันน้อยลง คนมีลูกน้อยลง ก็ยิ่งทำให้เราต้องดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น

การที่คนเรามาอยู่ในเมืองเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความแออัด เกิดความเครียดสะสมเพิ่มมากขึ้น ทุกอย่างก็ย้อนกลับมาที่เรื่องของสุขภาพแบบองค์รวมว่าเราจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร และทำอย่างไรที่จะให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

อะไรคือสิ่งที่จะมา Disrupt วงการสุขภาพและความงาม  

เรา Cross อยู่ในหลายอุตสาหกรรม บางมุมเราคือ Consumer Good บางมุมเราคือ Retail บางมุมคือ บริการ การเรียนรู้จากลูกค้าก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นอะไรที่ต้องอยู่กับลูกค้าทุกวันยิ่งต้องเรียนรู้

การปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่ออยู่ในยุคที่มีการเกิด Disrupt ขึ้นได้ ต้องสามารถตอบโจทย์โซลูชั่นได้เร็วขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้น เราต้องเปลี่ยนให้ทันตามผู้บริโภค แบรนด์ที่จะไม่ถูก Disrupt ต้องเป็นแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคก่อน มีความเร็วที่จะตอบโจทย์ ต้องก้าวไปก่อนผู้บริโภคให้ได้ในทุกยุคทุกสมัยรวมถึงทุกอุตสาหกรรม

เมื่อก่อนจะเป็นเรื่องของบิ๊กแบรนด์ แต่เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องของเฉพาะกลุ่ม อินดี้แบรนด์ แบรนด์เล็กๆ สามารถล้มยักษ์ได้เพราะแบรนด์เล็กๆ สามารถเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน กล้าที่จะท้าทายตัวเอง

อย่าง ปัญญ์ปุริ เองที่เริ่มโตขึ้น เราต้องการบ้านอย่างหนักถึงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เร็ว เข้าใจความหมายของบิวตี้ในยุคปัจจุบันว่ามีความหลากหลาย สิ่งที่ได้มาจากหลายมุมมอง หลายมิติ โดยบิวตี้ของเราไม่ใช่เพียงแค่ภายนอกเท่านั้น เรามองว่าเป็นองค์รวมภายในด้วย

มองว่าอะไรคือเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม

บิ้วตี้มีความหลากหลายมาก เราไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องภายนอก แต่เรื่องของสุขภาพและความงามคือองค์รวมภายใน เราเชื่อตั้งแต่วันแรกเลยว่า ถ้าเราคิดดี นั่นก็คือความงาม ภายนอกจะเป็นยังไงค่อยมาว่ากัน ซึ่งมันจะส่งผลกันเอง

เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นเรามองว่าน่าจะเป็นเรื่องของ Wellness ที่จะมีความชัดเจนขึ้น ทุกคนจะพูดถึงเรื่องสุขภาพองค์รวมมากขึ้น เรื่องบิ้วตี้จะไม่หยุดแค่ภายนอก แต่ต้องรวมถึง Holistic

ต่อมาคือ ความพรีเมียม ความแพงจะมากขึ้น ผู้บริโภคมองหาสิ่งของที่มีคุณภาพ และยอมที่จ่ายเงินมากขึ้นกับเรื่องสุขภาพและความงาม ถ้าตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ

อีกหนึ่งเรื่องที่จะเห็นคือ Inclusive มากขึ้น ต่อไปจะมีความหลากหลายของฟอร์มในตลาดบิวตี้ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นลุคแบบนี้เท่านั้น ยกตัวอย่างเรื่องของความสวยคือขาว หุ่นที่ผอมคือหุ่นดี เรื่องเหล่านี้จะน้อยลงเรื่อยๆ 

อีกเทรนด์ที่เห็นมากขึ้นคือ คลีนบิวตี้ ซึ่งเป็นอีกขั้นของออร์แกนิกส์หรือสินค้าจากธรรมชาติ พูดง่ายๆ ก็คือส่วนผสมที่มีอยู่ต้องให้ประโยชน์และสร้างผลลัพธ์ได้จริงในขณะเดียวกันต้องไม่มีส่วนผสมที่เป็นเคมีซึ่งมีผลเสียต่อร่างกาย

ในอุตสาหกรรมบางครั้งเราพูดถึงแต่ส่วนดี ว่าใช้แล้วดียังกับส่วนนั้น ส่วนนี้ แต่เราไม่ได้พูดถึงส่วนผสมที่เหลือว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเราสร้าง Zerolist ขึ้นมา คือวัตถุดิบกว่า 2,300 รายการ ที่ผู้บริโภคเห็นได้ทั่วไป ที่เราเชื่อว่ามันทำให้เกิดอันตราย เกิดการระคายเคืองในระยะยาว เราก็เอามาลงในลิสต์นี้เพื่อที่จะไม่นำมาใช้ในการผลิตของปัญญ์ปุริ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็สามารถทำได้จริงและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค

ส่วนการป้องกันเพื่อให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าสุขภาพและความงามกลายเป็นธุรกิจที่มาแรง และประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้ได้ดี ถ้ามีการสนับสนุนจากส่วนต่างๆ มากขึ้นเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเลยก็ว่าได้

ตลาดสุขภาพและความงามก็ยังเป็นตลาดที่โตได้ในประเทศไทย

ไทยมีจุดเเข็งในด้านนี้ค่อนข้างชัดเจน เรามีหลายองค์ประกอบที่ส่งเสริมกัน ทั้งเรื่องศาสนาที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ ความสงบ เรื่องสมุนไพร วัตถุดิบ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า เรื่องภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา หรือแม้แต่เรื่องบริการ ที่ไม่ได้เป็นรองใคร

ถ้าประเทศไทยทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เราเชื่อว่าเรื่องสุขภาพและความงามสามารถเป็น Positioning ของประเทศได้ดีเลยทีเดียว

ปัญญ์ปุริจะรับมือกับเทรนด์ที่กำลังมานี้อย่างไร

ต้องเริ่มจากที่เราต้องเชื่อว่าเป็นไปได้ เราคลุกคลีกับมันทุกวัน เราต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดในสิ่งที่เราใช้ทุกวันให้กับลูกค้า รวมถึงการเข้าใจเทรนด์ในภาพใหญ่ เข้าใจโลกว่าจะไปทางไหน ก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น

การจะสร้างอะไรใหม่ๆ ต้องเกิดจากการพัฒนาตัวเอง ทั้งส่วนจากที่ฟังผู้บริโภค และคิดไปเหนือกว่าความต้องการ เรามองตัวเองเป็นผู้เล่นที่อยู่ในสุขภาพและความงาม ไม่ใช่ขาของสุขภาพ ขาของความงามเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะมีความหลากหลายของ Segment ที่เราลงไปเล่นในกลุ่มใหม่ๆ เช่น สกินแคร์ แฮร์แคร์ ส่วนเรื่อง Service จะเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์และเอนเกจมากขึ้น

"เราไม่ต้องการทรานส์ฟอร์มลูกค้า แต่เราอยากให้ลูกค้า Best Version of You  ในแบบของคุณเอง ทำให้คุณเป็นคุณในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดที่เป็นได้ ด้วยองค์รวมของสุขภาพและความงาม"

ภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามในมุมของวรวิทย์ ศิริพากย์ น่าจะเป็นสิ่งที่จุดประกายให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นไปสร้างเป็นจุดขายของประเทศเราต่อไป

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.