ช่อง One 31 การดึงคนกลับสู่หน้าจอทีวีผ่านการสร้างจุดสมดุลของ On Air และ Online - เดียว วรตั้งตระกูล

Feb 27, 2019 S.Worapol

สกู๊ปชุดพิเศษในอุตสาหกรรมสื่อทีวี กับคอนเทนต์ ที่ทางกองบรรณาธิการ BrandAge Online กำลังนำเสนอ เรื่องราวความน่าสนใจของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในปีที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ผ่าน มุมมองของผู้บริหาร

สำหรับอุตสาหกรรมทีวีเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมนี้มีความเข้มข้นดุเดือด มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่เป็นเครื่องพิสูจน์ ยืนยันว่ายังไงแล้วทีวีก็ยังไม่ตาย

ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีส่วนมาจากผู้เล่นคนสำคัญอย่างช่อง One 31 ทำให้เราเห็นการขับเคลื่อนทิศทางของธุรกิจ และการสร้างแบรนด์ของช่อง One 31 ให้เป็นที่จดจำมากขึ้นอย่างชัดเจนในปีนี้

โดยบทสนทนาการสัมภาษณ์นี้กล่าวถึงภาพรวมและเทรนด์ในปีหน้าของอุตสาหกรรมทีวีครั้งนี้จะถูกฉายมุมมองโดย เดียว วรตั้งตระกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ช่องวัน 31

เริ่มต้นกันที่ภาพรวมของของอุตสาหกรรมในปีนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

A : มองว่าเป็นช่วงของ Disruption ที่เกิดขึ้น ทุกคนต้องปรับตัวกันอย่างรุนแรง เพราะว่าเรากำลังแข่งกับพฤติกรรมผู้บริโภค แข่งกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ทั้งในส่วนของ Digital Platform ที่เป็นทางเลือกใหม่ทำให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้น

เราทำอุตสาหกรรมที่เป็นจอหลักของทีวี เพราะฉะนั้นเราต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าใครที่ยังเป็นคนที่ดูทีวีอยู่

ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ดูทีวีน้อยลง หรือแทบจะไม่ดูทีวีเลย เด็กบางคนชีวิตอยู่กับ Smartphone สิ่งเหล่านี้ทำให้ เห็นว่ามีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่าง Generation ที่ดูทีวี กับ Generation ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เลือก Content ให้กับตัวเองได้ ไม่ได้ เสพ Original Media แบบเดิมแล้ว

มันคือกลยุทธ์ที่เราจะต้องหาทางที่สามารถทำให้เราดำเนินธุรกิจได้ เราต้องชัดเจนว่าคนดูของเราคือใคร เราเห็นว่าคนที่ดู ทีวีทุกวันนนี้คือ Gen X ซึ่งยังมีสัดส่วนที่มากกว่า แล้วก็สิ่งที่ชัดเจนคือ คนเหล่านี้เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่

พอเห็นข้อมูลแล้วก็กลับมาที่ Positioning ที่เราต้องวางตัวเองว่าเราทำทีวีให้ใครดู ทำให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น และสิ่งที่ มันเกิดขึ้นควบคู่กัน คือ คนดูรองที่จะทำให้เกิด Cross Platform ไปมา เราจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร ที่จะสามารถทำให้ Awareness ของช่อง one ยังสามารถที่จะอยู่ในกลุ่ม Mass ได้ โดยที่ Core Target เป็นคนดูทีวี ส่วน Target รอง คือ คนใช้ Digital Platform

ทำอย่างไรให้ Content เราสามารถ Cross ไปที่ Digital Platform และดึง Digital Platform กลับมาที่จอหลักได้ สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

Q : มีวิธีการที่จะ Balance Platform ระหว่างกันอย่างไรบ้าง?

A : วันนี้เราทำธุรกิจทีวี เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ให้คนกลับมาดูทีวี ถึงแม้เราจะบอกว่าในแง่ของพฤติกรรม และแง่ของ เทคโนโลยีเปลี่ยน คนไปดูจอเล็กมากขึ้น แต่ทีวีไม่มีวันตาย และจะก็ไม่ตายด้วย แต่จะทำอย่างไรให้ Content ของทีวีเป็น Content หลัก ที่สุดท้ายดึงคนกลับมาดูทีวี

ที่ผ่านมาเราจึงได้ลองหลายๆ ส่วน คนไม่ดูทีวีเขาไปดูอะไร เขาไปดูออนไลน์ แล้วออนไลน์ดึงคนดูทีวีไปแทบจะ 100% ถ้าเราคิดแบบนี้เราตายแน่นอน

สิ่งที่มันเกิดขึ้นจาก Case Study ที่ผ่านมา 2 เคสใหญ่ๆ คือ เรื่อง “ล่า” และ ”เมีย 2018” โดย “ล่า” บอกกับเราว่า ในแง่ของ การแย่งชิงคนดูในช่วงเริ่มต้น คนดูก็จะมีช่องทางในแง่ของ On Demand คือ อยากดูย้อนหลัง อยากดูเมื่อไรก็ได้ แต่สุดท้าย ถ้าหากว่า Content ดีจริงเขาไปดูย้อนหลังอะไรก็แล้วแต่ เมื่อเขารับรู้ว่า Content นี้มันเป็นจริตของเขา เป็นสิ่งที่เขายอมรับ โดยหัวใจแล้วว่ามันใช่ และเมื่อไรที่เขาชื่นชอบ Content นั้น มันจะพาไปถึงจุดๆ หนึ่งที่จุด Online กับ On Air มาเจอกัน แล้วมันจะทำให้ Online เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ดีมากในการส่งเสริมให้คนกลับมาดู On Air เพราะว่าคนไม่อยาก ถูกสปอย คนอยากจะดูพร้อมกันแบบ Real Time ใน Moment นั้น

จนทำให้เห็นว่าช่วงแรกล่าอาจจะมีเรตติ้งที่ไม่หวือหวามากนัก แต่กระแสพูดถึงใน Online เยอะมาก ถือเป็น Marketing Tool ที่มาส่งเสริม เมื่อคนพูดถึงหลายเสียงอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาไปทำให้คนที่ไม่เคยดูก็จะเฮ้ยเกิดอะไรขึ้น ไหนลองเข้าไปดู พอดูก็เฮ้ยใช่ชอบ

พอชอบก็ดูต่อและถึงจุดที่ไม่รอให้คนอื่นสปอยละ ขอกลับมาดูที่หน้าจอทีวี เมื่อถึงจุดนั้นเส้นบนกราฟก็จะมาตัดกัน เรตติ้งของล่าบนจอทีวีเริ่มไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ และพอมาตัดกันมันทำให้หลังจากนั้นเรตติ้งของหน้าจอ มันพีคมากกว่า ออนไลน์ แต่มันก็ยังคู่ขนานกันไปเรื่อยๆ

สิ่งที่เราศึกษาจากตรงนั้นก็จะเห็นว่า ถ้าหาก Content ของเราใช่ แล้วมันสามารถตอบพฤติกรรม ตอบรสนิยมได้ เป็น content ที่ดี เล่าเรื่องแบบยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่อารัมภบทแบบสมัยก่อนที่กว่าจะถึง Climax กว่าจะถึง Conflict ก็ต้องใช้เวลา 1-2 ตอนเดิน สิ่งเหล่านี้มันตอบโจทย์พฤติกรรมของคนในยุคนี้

ดังนั้น เมื่อ Content ดี กลยุทธ์ที่จะ Cross Platform ก็ยังไปด้วยกันได้ มันก็กลายเป็นเครื่องมือซึ่งกันและกันมากกว่า

สำหรับ “เมีย 2018” เป็นอีก 1 ตัวอย่างที่ตอบเราได้ชัดเจนว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง Online จะทำหน้าที่ส่งเสริม On Air เป็น เครื่องมือที่ทำการตลาดได้เป็นอย่างดี และเมื่อไรที่ Online เจอ On Air ปุ๊บ เมื่อนั้นก็ระเบิดเถิดเทิง

เมีย 2018 เรตติ้งช่วงแรกไม่ได้ดีเลย แต่เมื่อมีจุด Climax ของเรื่อง มี Hint ที่สำคัญของเรื่อง มีรอยยิ้มวศินออกมา ก็ทำให้ เป็นที่พูดถึงใน Social Media ทันที คนถามว่าคนๆ นี้คือใคร มันเกิดอะไรขึ้น เริ่มไปดูย้อนหลังและไล่เรื่องทันกัน หลังจากนั้นก็มาดูบนจอ และมันก็เกิดปรากฏการณ์อย่างที่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่าทั้ง 2 Platform มันรับใช้ซึ่งกันและกัน เพียงแต่ว่าเราต้องอ่านธรรมชาติของพฤติกรรม คนยุคนี้ให้ออกว่าเขาต้องการอะไร

Q : พอวิธีการผลิต Content เปลี่ยน วิธีการและโครงสร้างก็ต้องเปลี่ยน เราต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง?

A : วิธีการเลือก Content แต่ละเรื่อง ก็ต้องเลือกที่สามารถตอบจริตของคนในสมัยนี้ให้ได้มากขึ้น และในโครงสร้างของ ทีมงานก็ต้องเปลี่ยน Mindset ใหม่ทั้งหมด ความสำเร็จในอดีตไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้กับในปัจจุบันอีกแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น Code ที่เราอ่านแล้วก็เจอจาก Case by Case จาก Learning by Doing มันก็ทำให้เราตอบได้อย่างชัดเจน มากขึ้นว่าแบบไหนใช่ แบบไหนไม่ใช่

Q : วันนี้มันลงตัวแล้วหรือยัง ?

A :  ผมว่าทีมได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ได้เจอทริคอะไรบางอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ถามว่าลงตัวไหม มันคงไม่มีสูตรสำเร็จแน่นอน เพราะอย่างที่บอกว่าการทำทีวีทุกวันนี้มัน Dynamic มาก พฤติกรรมเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว นี่ก็จะเข้าสู่ยุค 5G แล้ว 4G เราเพิ่งจะปรับตัวกับมันได้ แต่ 5G มาแล้ว วิธีโหลดต่างๆ วิธีเข้าถึง Content มันก็ยิ่งจะง่ายมากกว่าในอดีตเยอะขึ้น และนี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องเตรียมที่จะรับมือกับมันในอนาคตอันใกล้ ที่มันกำลังจะมาถึงเช่นกัน มันไม่หยุดแน่นอน

Q : ถ้าคนพูดช่อง One 31 ภาพของเราเป็นอย่างไร คนจะนึกถึง Content แบบไหน

A : ถ้าถามว่าช่อง One 31 ก็ต้องตอบว่าเป็นช่องละคร เพราะว่าละครของช่อง One ก็ยังเป็นแนวทางที่เรายังยึดใน Direction อยู่ ถามว่าเป็นแบบไหน คือสิ่งที่มันตอบชัดเจนว่า Target หลักของเราเป็นใคร ก็เป็นอย่างที่พูดไปก่อนหน้า คือผู้หญิงที่อายุ ช่วง 35 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และเขตเมือง กลุ่มนี้จะเป็นฐานที่ชัดเจนมาก แต่กรุงเทพฯ ของเราคือรวมถึงคนที่อพยพ ย้ายถิ่นมาอยู่ในเมือง ทำให้ยังต้องมีความกลมกลืนระหว่างคนต่างจังหวัดที่มีวิถีชีวิตแบบคนในเมือง ไม่ใช่คนในเมืองที่มีการ ใช้ชีวิตแบบ City Life จริงๆ มันต้องมีการผสมระหว่างกลาง ถือว่า Positioning หลักของช่อง

Q : คนทำทีวีทุกวันนี้ก็ยังต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ลึกซึ้งมากขึ้น?

A : มากครับ มันเป็นสิ่งจำเป็นอยู่แล้ว เช่น ข่าว ข่าวมีหลายแบบมาก ถ้ามองแบบนักข่าว มองในแง่ของสำนักข่าว นำเสนอ ข่าวที่เป็น Hard News อย่างเดียว ข่าวใหญ่ข่าวนโยบาย ถ้า Segment ของคนที่เป็นคอข่าวจริงๆ คือ เป็นผู้ชายที่ชอบดู CNN, BBC แบบนี้ใช่ ตอบโจทย์ ข่าวบางช่องที่คนดูเป็นผู้หญิง 35 ขึ้นไป อพยพมาอยู่ในเมือง หรือตามหัวเมืองต่างๆ ลักษณะ รูปแบบข่าวก็จะมีตัวที่ต้องสามารถ Approach ได้

เมื่อเราเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค เราก็จะเข้าใจว่าเราจะสื่อสาร Content นี้ได้อย่างไร ใน Content แบบเดียวกัน เช่น เรื่องนโยบายของการเมืองที่เป็นประเด็นกันอยู่ช่วงนี้ ควรจะนำเสนอในรูปแบบไหน เป็นนโยบายที่จะเกี่ยวกับปากท้อง คนได้อย่างไร มันกระทบกับชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร นั่นจึงจะสามารถที่จะไปกระแทกใจเขาได้

ถ้าไปเสนอว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเขา แล้วยังไง คนอื่นก็คิดว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน แต่ถ้าหากเล่าว่าสิ่งที่คุณ มีอยู่ในพื้นที่ที่คนยืนอยู่ คุณจะเจอแบบนี้ ได้รับผลกระทบแบบนี้ ที่ผ่านมาเจออะไรอนาคตจะเจออะไร ทำอย่างไรให้มัน เกี่ยวข้องกับเรื่องใกล้ตัวเขามากที่สุด

Q : มีวิธีการอย่างไรที่จะเข้าถึง เข้าใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างหลากหลาย?

A : ง่ายๆ คือ 1. Research 2. Result จากสิ่งที่มันเกิดขึ้น สำหรับ Research เราก็ต้องเข้าไปหา เข้าไปเรียนรู้พฤติกรรมถามว่า สิ่งที่เราทำมันยังไปถูกจริตผู้บริโภคอยู่ไหม คนที่ดูช่องคู่แข่งเราคิดอย่างไร คนที่อยู่รอบนอกเขาคิดอย่างไร เพื่อมาประมวลว่า แล้วสิ่งที่เราจะนำเสนอให้กับ Target ได้ตรง มันคือรูปแบบอย่างไร

จริงๆ แล้วมันก็คือ Outside In นั่นคือ Result ที่ผ่านมาเราทำแค่ Inside Out คิดว่าเขาจะชอบแบบนี้ แต่สุดท้ายเราไม่มีทาง รู้เลย เพราะว่าเขาเปลี่ยนเร็วมาก เครื่องมือที่มีอยู่สามารถทำให้เขาไปไหนต่อไหนได้ตลอดเวลา เราจำเป็นต้องเข้าหา และทำ ความรู้จักแล้วดึงเขาเข้ามาหาเรา แล้วแปลงรูปแบบนั้นออกมาเป็นวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารให้เป็นรสชาติที่เขาชอบ

Q : การทำงานยากหรือซับซ้อนขึ้นไหม?

A : เป็นความท้าทายมากกว่า เมื่อบริบทมันเปลี่ยนทุกอย่างก็ต้องยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น แต่สุดท้ายผมว่ามันเป็น Code แค่อันเดียวที่ต้องแกะ Consumer Centric ให้ออก ถ้าเราเข้าใจมันก็ง่าย เพราะฉะนั้นความซับซ้อนมันเกิดจากพฤติกรรม ผู้บริโภคที่มันซับซ้อนขึ้น ชีวิตประจำวันของเขามีเครื่องมือที่ทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่ความง่ายนี้ทำให้เกิดความ ซับซ้อนในการแกะว่าจริงๆ แล้วเขาคือใคร เขาชอบอะไร

Q : สำหรับปีหน้า จะมีอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง มีผลกระทบอะไรต่ออุตสาหกรรมบ้าง ทั้งบวกและลบ?

A : เรากำลังต่อสู้กับคู่แข่งที่มี Scale ของการลงทุนที่มันต่างกันเยอะ ระหว่าง Digital TV กับ Digital Platform กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถลิงค์ผ่านจอใน Platform ไหนก็ได้ เราสามารถดูหนังเรื่องหนึ่งผ่านการสมัครอันนี้อันนั้น เพื่อผ่านบนจอใหญ่ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นข้อได้เปรียบข้อเสียเปรียบที่ผู้มีอำนาจต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

วันนี้เราก็มีคำถามว่าเราประมูล Digital TV มาในราคาเป็นพันล้าน ในขณะเดียวกันวันนี้คู่แข่งเราก็สามารถที่จะ Online Content อะไรก็ได้ ไม่มีการควบคุมด้วย แต่เราอยู่ในกรอบเป็นเด็กดีแล้วเราก็ถูกควบคุมทุกอย่าง บางทีการแข่งขันถ้ามันอยู่ใน สนามเดียวกันเราจะไม่กลัวเลย แต่นี่มีกฎและกติกามาคุมแต่เรา มันน่ากลัวมาก

กลับมามองความเป็นจริงคือเราต้องยอมรับและคิดว่าสุดท้ายแล้ว Content ที่แข็งแรงก็จะเป็นผู้ที่อยู่รอด เราต้องสร้าง Content ให้ดีที่สุด ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่จะเข้ามาในปีหน้า เช่น 5G ก็คงจะทำให้ Platform OTT ที่เกิดขึ้นในปีนี้ คงจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในปีหน้า

กฎกติกาต่างๆ การควบคุมมันจะเป็นปัญหาในอนาคต ส่วนในแง่ของสิ่งแวดล้อมทางการแข่งขัน เราคงไปทำอะไรมาก ไม่ได้นอกจากไปกระทุ้งมันอยู่บ่อยๆ ว่ามันคือสิ่งที่เราต้องทบทวน ถามว่าวันนี้ Digital TV ที่ทางภาครัฐได้ดำเนินการ มาปีนี้เป็นที่ 5 สำเร็จไหม ถ้าบอกในแง่ของ Infrastructure ที่เกิดขึ้นก็ต้องบอกว่าทุกวันนี้คนไม่ได้ดูทีวีในระบบตามที่ ภาครัฐได้วางไว้ วันนี้คนยังดู Digital TV แค่ประมาณ 20% นอกนั้นก็ยังดูผ่านเคเบิลทีวี ผ่านระบบเดิม ผ่าน Platform อื่นๆ เต็มไปหมด

Q : มีเรื่องอื่นๆ อีกไหมที่เรารองรับกับการเปลี่ยนแปลง กับกติกาที่ต่างกัน?

A : ผมว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้ ก็ต้องให้มันผ่านไป แต่ในเรื่องของธุรกิจผมว่ามันคงจะต้องไปตามสภาพของตลาด ถ้าเรา มองว่าเราเป็นช่องทีวีเราจะเหนื่อย แต่ถ้าเรามองว่าเราเป็น Content Creator มันหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็น Platform ไหนที่มีคนดูเราจะไปทุกที่ นั่นคือวิธีการคิดที่จะทำให้การทำงานของเราเปลี่ยนไป

Q : ทำไมถึงมองว่าเป็นช่องทีวีแล้วจะเหนื่อย?

A : เพราะเทคโนโลยีมาทุกรูปแบบ การแข่งขัน เรตติ้งช่องแต่ละช่อง ละครสูงสุดวันนี้เรตติ้งแค่ 3 มันเริ่มลดลงเรื่อยๆ แสดงว่าคนดูบางส่วนถูกโยกไปที่ Platform อื่น เขาสามารถดูย้อนหลังได้ ไม่จำเป็นต้องดู Real Time แสดงว่า Universe ของคนดูวันนี้อาจจะยังไม่มีนัยสำคัญ แต่ถ้าเราตามมาตั้งแต่ปีแรกๆ มันมีนัยะบ่งบอกว่างมันจะลดลงเรื่อยๆ มันเป็น Trend ทั่วโลก แต่ไม่มีทางเหลือ 0 มันยังอยู่แน่นอนแต่แค่จะเล็กลง คำถามต่อมาแล้วที่เหลือไปไหน?

เราก็ต้องหาให้เจอแล้วตามเขาไปตรงนั้น เราต้องเป็น Content Provider แต่สุดท้ายหน้าที่ของเรา คือ ดึงคนกลับมาให้ได้เพื่อ Maintain กลุ่มคนดูของเราให้ยังอยู่ มันก็เป็นจุดสำคัญที่ถ้าหากแกะ Code ได้ก็สร้างธุรกิจให้เติบโตได้ อดีตเราอาจจะพูดถึง Mass แต่วันนี้เราพูดถึง Segmentation ของเรา มันทำให้เรามี Positioning ที่ชัดเจนและโตได้เช่นเดียวกัน

Q : คิดว่ามันเพียงพอไหม?

A : ในสิ่งที่เรากำลังจะอยู่กับ Universe เราเชื่อว่ามันยังมีขนาดที่ใหญ่พอในการทำธุรกิจ เราเป็น Top 5 ยังไงเราก็ยังจะ สามารถ Maintain ธุรกิจของเราได้

Q : แต่ละช่องต้องสร้าง Segment ของตัวเองให้มันชัดเจน?

A : แน่นอนครับ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกว่าฐานเราคือใคร

Q : เป็น Mass ไม่ได้แล้ว?

A : มันจะเป็นไปตาม Slot เวลาของ Mass คือช่วง Prime Time อยู่แล้ว ซึ่งความ Mass นี้ก็จะมีสิ่งที่ชัดเจนอยู่ในรูปแบบ ของการนำเสนอ ถามว่าเปิดจอดูพร้อมกันวันนี้ 20 จอ เขาอยากจะดูจอไหน? เราก็ต้องสร้างคาแร็กเตอร์ตาม Segment ของเรา ช่อง One 31 ก็จะมี DNA ของความเป็นช่องที่ไปตอบโจทย์กับคน DNA เดียวกัน

Q : Direction ของเราคือไม่ใช่แค่สร้าง Content ต่างๆ ไปยังแต่ละ Platform แต่ต้องดึงคนให้กลับมาดูที่จอทีวี?

A : ใช่ครับ สุดท้ายแล้วมันสำคัญที่ว่าเราต้องสร้าง Content สำหรับ On Air ไม่ได้สร้างเพื่อ Online วิธีการ Approach มันต่างกัน

On Air จะมีรูปแบบ ที่ชัดเจนว่าดูยังไงก็ Mass เพราะ Content บางอย่างที่มันอื้ออึงในกระแส Online มากๆ แต่เรตติ้ง กลับไม่ดี ต่างจากช่อง One 31 ที่เราสร้างความอื้ออึงนั้นผ่าน On Air โดยมีองค์ประกอบบางอย่างที่เราต้องคิดว่าเมื่อ Cross ไป Online แล้วต้องให้มันไปได้

มันสร้างที่ On Air แต่ไปทำงานที่ Online เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะดึงคนกลับมาที่ On Air ในขณะที่ Online สร้างกระแสได้แค่ใน Online จะเห็นได้ว่า Online Content บางตัวมีกระแสจริงแต่ไม่มีเรตติ้ง แต่ของช่อง One มีเรตติ้งและมีกระแส คือ พอมี กระแสมันจะกลับมาสร้างเรตติ้ง สิ่งที่ผ่านมาสอนให้เราเรียนรู้ ไม่งั้นจะหลงทางให้ทุกอย่าง

Q : เราเคยอยู่จุดที่อะไรก็ Online ไหม?

A : มีครับ มันมีบางช่วงที่ต้องทำแบบนี้เพื่อ Online  Online ชอบแบบนี้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่กลับมา On Air เพราะสุดท้าย หัวใจของ On Air มันไม่ได้ เราต้องเอาหัวใจของ On Air ออกมาให้ได้ แล้วค่อยหาอะไรที่มันเป็นหัวใจของ Online ได้ด้วย

วิธีการนำเสนอแบบ On Air อาจจะสามารถเล่าได้ยาวๆ แต่ Online เล่าได้สั้นๆ มันก็ต้องมาเปลี่ยนวิธีการเล่าใหม่ เพราะฉะนั้นมันต้องเป็น 2 กองทัพ กองทัพ On Air ก็ขับเคลื่อนไป กองทัพ Online ก็เดินไป ภาษาคนละภาษา แต่หัวใจ มันยังอยู่นั่นคือ Content

Q : วันนี้มีการทำ Brand สร้าง Brand ของช่องค่อนข้างมาก เราจะเดินไปไหนทิศทางไหน ให้ผู้บริโภคจดจำอย่างไร ทำให้แข็งแรงได้แค่ไหน ?

A : เมื่อเรามีคาแร็กเตอร์ มี Positioning ที่ชัดเจน ก็จะเห็นว่าเมื่อพูดถึงช่อง One 31 ภาพของ Content ที่เป็นละคร ที่เป็น Bangkok Urban เป็นผู้หญิง มันค่อนข้างมีความชัดเจน

เราแตกต่างจากช่องอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน สิ่งที่เรากำลังมองในวันนี้ คือ ความเป็น Mass ของช่อง One 31 มันก็ตอบโจทย์ ได้ในระดับหนึ่ง สุดท้าย Content มันจะเข้ามาช่วยสร้าง Brand เพราะว่า Brand ของช่องจะสะท้อน Content ของช่องอยู่แล้ว มันก็จะตอกย้ำว่า Brand ของช่องคืออะไร

แต่สิ่งที่เรากำลังมองก็คือ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถลดช่องว่างระหว่าง Gen x กับ Gen y กับ Millennial ให้ลดลง ทำอย่างไรให้ช่อง One เข้าไป Relate กับทุกๆ สิ่ง เราต้องสร้าง Content หรือกิจกรรมบางอย่างที่เกิดการ Cross ระหว่าง Generation ให้ได้ นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2019

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนจากมุมมองของ เดียว วรตั้งตระกูล ในอุตสาหกรรมทีวีคือ

1 Cross Platform ไม่มองใครเป็นคู่แข่ง ทำความเข้าใจคาแร็กเตอร์ของแต่ละ Platform ให้สอดคล้องกับ คอนเทนต์ที่นำเสนอ

2 ความชัดเจนของการแข่งขัน ระหว่าง Digital TV และ Digital Platform

3 ช่องควรเริ่มมี Platform เป็นของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงและสามารถเก็บพฤติกรรมของคนดูได้

4 สร้างกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์จากตลาดเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นตลาด Mass ให้ได้ อย่ามองว่ากลุ่มที่เลือก มาเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.