ซงจุงกิ เปิดตำนานเกาะผีของญี่ปุ่น กับการท่องเที่ยวแนวขนหัวลุกที่ เกาะฮาชิมะ

Aug 07, 2017 P.Sano

ในช่วงนี้ หนึ่งในหนังต่างประเทศที่กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคอหนังชาวไทยก็คือเรือง The Battleship Island ภาพยนตร์สงครามอิงประวัติศาสตร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้แม่เหล็กเบอร์แรงดีกรีระดับสามีแห่งชาติของสาวไทยอย่าง “ซงจุงกิ” และโอปป้า “โซจีซบ” มาแสดงนำ

โดยเรื่องราวของ The Battleship Island ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในครั้งนี้ เป็นยุคที่เกาหลีใต้อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น และ เกาะเรือรบ หรือ เกาะฮาชิมะ คือที่ที่กองทัพญี่ปุ่นได้นำชาวจีน และเกาหลีกว่า 400 คน ไปเป็นทาสแรงงานที่เหมืองถ่านหินที่ตั้งอยู่บนเกาะ ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย และโหดเหี้ยม ทำให้แรงงานทาสทั้งหลายต้องต่อสู้เพื่อหนีออกจากเกาะนรก โดยมี “ซงจุงกิ” และ “โซจีซบ” รับบทเป็นฮีโร่ของปฏิบัติการช่วยเหลือ 

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่ชวนให้ผู้คนติดตาม คือ เกาะฮาชิมะ อันเป็นสถานที่เกิดเหตุสุดหฤโหดในครั้งนี้

เกาะฮาชิมะ (Hashima) หรือ กุงกันจิมะ (Gunkanjima) แปลว่า เกาะเรือรบ (Battleship Island) เนื่องจากรูปทรงของเกาะคล้ายเรือรบที่ลอยอยู่บนทะเล เป็นเกาะที่มีความยาวเพียง 4.8 กิโลเมตร กว้าง 1.5 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ราว 72,000 ตารางเมตร อยู่ห่างจากเมืองนางาซากิประมาณ 15 กิโลเมตร ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาะเล็กๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 1887 โดยบริษัทมิตซูบิชิเพื่อประกอบกิจการถ่านหินที่มีความสำคัญมากในอดีต

สมัยที่เกาะฮาชิมะยังรุ่งเรือง ที่นี่คือฐานการผลิตของอุตสาหกรรมถ่านหินของประเทศญี่ปุ่น จากเกาะเล็กๆ ซึ่งแต่เดิมทีมีขนาดเล็กกว่าขนาดปัจจุบันถึงกว่าเท่าตัว ได้ถูกต่อเติม และขยายพื้นที่จนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับจำนวนผู้คน และแรงงานที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะแห่งนี้ โดยในปี 1916 มิตซูบิชิได้เข้ามาสร้างที่พักให้กับพนักงานในรูปแบบคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติจากพายุไต้ฝุ่น และคลื่นลมทะเล

ในปี 1959 ได้มีการบันทึกสถิติว่า บนเกาะฮาชิมะมีประชากรอาศัยอยู่ถึง 5,000 คน หรือเฉลี่ย 1,391 คน ต่อพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ว่ากันว่า หนาแน่นที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และบนเกาะยังมีการสร้างโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล และร้านอาหาร หรือแม้แต่ร้านเหล้าก็มีอยู่บนเกาะแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนบนเกาะเริ่มเผชิญกับความยากลำบาก อดอยาก เจ็บป่วย และล้มตาย บางคนหนีความทุกข์ยากด้วยการกระโดดทะเลฆ่าตัวตาย และเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ก็ยิ่งเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อถ่านหินเริ่มล้าสมัยเพราะมีน้ำมันเข้ามาแทน มิตซูบิชิจึงเลิกทำธุรกิจถ่านหิน และปิดเกาะในปี 1974 ระบบสาธารณูปโภคทุกอย่างถูกตัดขาด ทำให้ประชากรบนเกาะต้องอพยพออก และกลายเป็นเกาะร้างไปในที่สุด 

อีกฟากหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ในช่วงหนึ่งของสงครามโลก 2 เกาะฮาชิมะได้ถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังเชลยสงครามชาวจีน และเกาหลี ที่ถูกจับมาเป็นแรงงานทาสให้กับเหมืองถ่านหินแห่งนี้ และด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวจากความทรุดโทรมหลังจากที่เกาะปิดตัวลง ประกอบกับเรื่องเล่าถึงความอาถรรพ์ของเรือประมงที่ได้ขับผ่านเกาะในเวลากลางคืน ก็ทำให้เกาะฮะชิมะถูกขนานนามว่า “เกาะผี” และมีชื่อเสียงติดอับดับ Top 5 ในฐานะเกาะที่หลอนที่สุดในโลก

ในปี 2003 เกาะฮาชิมะ ยังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องเกมนรก โรงเรียนพันธุ์โหด (Battle Royale) ทำให้ชื่อของเกาะฮาชิมะถูกกล่าวถึงอีกครั้ง เมื่อนักแสดงหญิงคนหนึ่งมีอาการเหมือนถูกผีสิง อุปกรณ์หลายอย่างเกิดขัดข้องโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาในปี 2013 ค่าย M39 ก็สร้างเป็นภาพยนตร์ไทยในชื่อเรื่อง ฮาชิมะ โปรเจกต์ (H Project) ไม่เชื่อต้องลบหลู่ โดยใช้เกาะฮาชิมะเป็นสถานที่ถ่ายทำเช่นกัน  

ปี 2015 เกาะฮาชิมะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในกลุ่มของอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหิน ท่ามกลางกระแสการคัดค้านของเกาหลีใต้ที่อ้างว่า แรงงานของเกาหลีใต้จำนวนมากเคยถูกบังคับให้ทำงานหนักที่นี่ในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่สุดท้ายคณะกรรมการมรดกโลกก็ได้รับรองสถานะของเกาะฮาชิมะในฐานะมรดกโลก ด้วยเงื่อนไขที่ว่า ญี่ปุ่นต้องยอมรับในการกระทำอันโหดร้ายที่เคยก่อไว้กับแรงงานต่างชาตินับหมื่นคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เกาะฮาชิมะ เปิดตัวในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของญี่ปุ่นในปี 2009 ผ่านระบบการจัดการของบริษัททัวร์ ท้องถิ่น โดยมีการสร้างท่าเทียบเรือขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นที่จอดเรือทัวร์เที่ยวชมทางตอนใต้ของเกาะ และใช้เวลาเที่ยวชมประมาณ 45 นาที เดินชมได้เฉพาะจุดที่กำหนดไว้เท่านั้น และบริษัททัวร์จะไม่รับผิดชอบหากนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจากการเข้าไปในตัวอาคาร เนื่องจากมีความเสี่ยงของการทรุดตัวของตัวอาคารได้ทุกขณะ ในช่วงแรกนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คืออดีตผู้ที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเคยวิ่งเล่นอยู่บนดาดฟ้าของตัวอาคาร และกระโดดข้ามไปมาระหว่างตัวอาคาร เนื่องจากไม่มีพื้นที่ด้านล่างให้วิ่งเล่น

ปัจจุบันมีบริษัททัวร์หลายแห่งที่เปิดให้บริการพานักท่องเที่ยวนั่งเรือออกไปที่เกาะพร้อมไกด์ โดยเดินทางจากท่าเรือต่างๆ เช่น ท่าเรือนางาซากิเฟอร์รี่ (Nagasaki Port Ferry)ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถรางโอฮาโตะ (Ohato tram) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง มีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 – 5,000 เยน (ประมาณ 1,200 - 1,500 บาท) หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.japan-guide.com

ใครอยากสัมผัสบรรยากาศหลอนๆ ท่ามกลางความผุพังของซากอาคารเก่า แต่ยังไม่มีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่จริง สามารถรับชมผ่าน Street View จาก Google Maps ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ (กรุณาคลิกลิงค์เที่ยวชมในเวลาดึกสงัดเพื่อเพิ่มอรรถรสความหลอน)  

 

ท่องเที่ยว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.