เพราะอสังหา คือ “ระเบิดลูกที่ 5” แสนสิริ จึงต้องคิดแบบ Pro Active

Mar 11, 2019 S.Vutikorn

สังเกตกันบ้างไหมว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา “อสังหาริมทรัพย์” เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวและนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจมากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งของไทย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ผู้ประกอบการหลายค่ายต่างก็รู้ตัวว่าไม่ช้าก็เร็ว ตลาดที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์จะต้องได้รับผลกระทบจากคำว่า Digital Disruption

ในความคิดเห็นของ ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลึกๆ แล้วเขาเชื่อว่า อสังหาริมทรัพย์ คือ ระเบิดลูกที่ 5 ที่จะถูก Disrupt จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ หลังจากที่เทคโนโลยี Digital นี้ไล่ถล่มมาแล้วถึง 4 อุตสาหกรรมใหญ่ คือ Teleco, Media, Financial และ Retail

“เรายังไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ เรารู้ว่า 4 ธุรกิจที่เจอ Disrupt ก่อนหน้านี้ ล้วนแล้วแต่เสียหายรุนแรง ไม่แพ้กับถูกสึนามิพัดถล่ม นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราต้องคิดแบบ Pro Active”

แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวและการลงทุนในส่วนของเทคโนโลยีของแสนสิริจึงมีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดบริษัท สิริ เวนเจอร์ส บริษัทร่วมทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital เพื่อความคล่องตัวในการลงทุนด้านเทคโนโลยีภายใต้มิชชั่น Sansiri Transformation

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทุกโครงการของแสนสิริจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอกับลูกค้าเสมอ

เป้าหมายของแสนสิริที่วางไว้นั้น คือต้องการเป็นผู้นำด้าน Digital Real Estate Developer ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับความเป็นอยู่ของลูกบ้าน

ล่าสุดแสนสิริได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ Sansiri Tech Forward พร้อมทุ่มงบ 600 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2019 ผ่าน AI , IoT และ Blockchain

ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ ก็คือเป็นการผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำด้านไอทีของไทยและระดับโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรม Sansiri Value Chain ตั้งแต่ การพัฒนาโครงการ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ไปถึงการสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านแสนสิริ โดยมีเป้าหมายที่จะนำเอาระบบ AI เข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2020

 

“ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในปีนี้ แสนสิริเร่งเครื่องนำ AI, IoT และ Blockchain มาขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์ มุ่งยกระดับการพัฒนาโครงการ (Product) การสร้างสรรค์การบริการ (Service) และการปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน (Process)” ดร.ทวิชา อธิบาย

ลงลึกในรายละเอียด ด้านการพัฒนาโครงการ แสนสิริวางแผนที่จะยกระดับเทคโนโลยี Home Automation สู่การเป็น Smart Home กับเทคโนโลยี AI และ IoT ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย มอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ช่วยประหยัดพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ Amazon Web Services เพื่อพัฒนานวัตกรรม PropTech ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ร่วมกันในอนาคต โดยบ้านตัวอย่าง Smart Home ของแสนสิริ วางแผนที่จะเปิดตัวในไตรมาส 3 นี้

“สมมติว่าลูกบ้านใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน 1 ชั่วโมง อนาคตหากวันไหนมีฝนตกตอนกลางคืน ระบบ AI และ IoT จะรู้ว่าเช้าวันรุ่งขึ้นรถจะติดมากกว่าปกติ ซึ่ง Smart Home จะสามารถทำหน้าที่ปลุกลูกบ้านให้เร็วขึ้นกว่าปกติได้โดยอัตโนมัติ” ดร.ทวิชา ยกตัวอย่าง

นอกจากนี้ แสนสิริเดินหน้าเสริมสร้างความปลอดภัยด้วย Smart Command Centre ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะ จากส่วนกลาง ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารและความปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้ลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 29 โครงการในปี 2019

ส่วนด้านการสร้างสรรค์การบริการ แสนสิริเน้นย้ำการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ นำเทคโนโลยี AI มาศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างคอนเทนต์ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) และเตรียมเปิดตัว Virtual Sales Gallery จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sale Centre ให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมหลาย ๆ โครงการได้ในที่เดียวในไตรมาส 3 นี้

ด้านการปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน แสนสิรินำเทคโนโลยี PropTech มาใช้ในวงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการบริหารการก่อสร้างออนไลน์แบบครบวงจร เริ่มจากการนำระบบ AI มาจัดหาและประเมินศักยภาพของที่ดินก่อนซื้อมาพัฒนาโครงการ นำระบบ BIM และ Primavera มาใช้บริหารจัดการและวางแผนการก่อสร้าง ตั้งแต่การออกแบบแบบจำลองสามมิติ (3D Model) ก่อนก่อสร้างจริง รวมถึงติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พร้อมกำหนดระยะเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้แม่นยำขึ้น ทำให้กระบวนการก่อสร้างโครงการเป็นไปตามระยะเวลาและงบประมาณที่วางแผนไว้ พร้อมนำ Inspection Mobile Apps มาใช้ตรวจสอบโครงการให้กับลูกบ้านก่อนส่งมอบ

 

นอกจากนี้แล้วยังมีการจับมือกับ Digital Ventures นำ Blockchain มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบจัดซื้อจัดจ้าง B2P (Blockchain Solutions for Procure-to-Pay) กับกลุ่มคู่ค้าของแสนสิริให้มีความโปร่งใส รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการทำงาน ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรให้มีความคล่องตัวผ่านเทคโนโลยี เพื่อส่งต่อการบริการคุณภาพ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกบ้านได้รวดเร็วและตรงจุด

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ แสนสิริมุ่งหวังที่อย่างเต็มที่ว่าจะสามารถเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านในทุกมิติผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วในอนาคต

ที่สำคัญ คือยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า คลื่นยักษ์ลูกนี้จะมาถึงอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เมื่อไหร่นั่นเอง

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.