18,591
VIEWS

กลุ่มเซ็นทรัลไปถึงไหนแล้ว ในการทรานส์ฟอร์มสู่ “Tech Company”

Mar 15, 2019 R.Somboon

เดือนมีนาคม 2561 ทศ จิราธิวัฒน์ ซีอีโอของกลุ่มเซ็นทรัล ออกมาประกาศในงานแถลงข่าวประจำปี โดยพูดย้ำอย่างชัดเจนถึงก้าวย่างสำคัญของการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลว่า กลุ่มเซ็นทรัลจะไม่ใช่แค่ธุรกิจค้าปลีกอีกต่อไป แต่จะเป็น Tech Company ที่ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์ม

ถ้านึกภาพไม่ออกว่า หน้าตาในการเป็น Tech Company ของกลุ่มเซ็นทรัลจะเป็นอย่างไร ให้มองอาลีบาบา และอะเมซอน เป็นตัวอย่าง ซึ่งการออกมาประกาศถึงทิศทางดังกล่าว เป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่ลามมาถึงบ้านเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ภาพของยุทธศาสตร์ “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่” ที่ถูกประกาศไว้เมื่อปีที่แล้วกำลังถูกลงรายละเอียดเพื่อเดินหน้าในการดันให้การขับเคลื่อนทัพธุรกิจของยักษ์ใหญ่รายนี้เดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจะไม่ใช่แค่การทำธุรกิจรีเทลเหมือนในช่วง 70 ปีก่อนหน้านี้ แต่เป็น “Tech Company” ที่ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนอยู่บนแพลตฟอร์ม ที่มีทั้งฟิสิคัล แพลตฟอร์ม หรือร้านค้าปลีก และศูนย์การค้าในรูปแบบของออฟไลน์ และด้วยดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม ที่จะเข้าถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่อยู่บนโลกของดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

เรียกได้ว่าเป็นการ Seamless ธุรกิจให้ออกมาเป็น O2O หรือออฟไลน์ทูออนไลน์ อย่างไหลลื่น และลงตัว ที่สำคัญ ยังเป็นตัวช่วยผลักดันให้เข้าไปหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

การก้าวไปสู่จุดหมายดังกล่าว ไม่จำเป็นที่กลุ่มเซ็นทรัลจะต้องถกแขนเสื้อเพื่อลงมือสร้างเองแบบนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด แต่อาจจะใช้วิธีการร่วมทุน หรือการเข้าซื้อกิจการของ Tech Company ที่สามารถเข้ามาเติมเต็มให้การก้าวสู่จุดดังกล่าวมีความสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญ ยังทำได้อย่างทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาส่งผลกระทบอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างของเรื่องนี้ก็คือ การทุ่มเงิน 200 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เข้าถือหุ้นในแกร็บ ประเทศไทย คือ 1 ในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในการขับเคลื่อนให้ “เซ็นทรัล อีโคโนมี่” มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในเรื่องของบริการแบบออฟไลน์ทูออนไลน์ให้กับกลุ่มเซ็นทรัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นตัวช่วยในการเปิดเข้าสู่โอกาสทางการตลาดให้กับธุรกิจค้าปลีกในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลได้เป็นอย่างดี โดย ทศ จิราธิวัฒน์ พูดไว้ในงานแถลงข่าวร่วมทุนอย่างเป็นทางการว่า ปัจจุบัน ฟิสิคัล แพลตฟอร์มที่กระจายทั่วประเทศของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น ลูกค้าสามารถเข้าถึงหรือมาที่ร้านค้าได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที แต่การร่วมทุนกับแกร็บในครั้งนี้ แทนที่จะรอให้ลูกค้าเข้ามาหา กลุ่มเซ็นทรัลจะเดินเข้าไปหาลูกค้าเอง โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ในการเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ เป็นการผสานจุดแข็งที่ลงตัวของฟิสิคัล แพลตฟอร์มกับออนไลน์ แพลตฟอร์ม ของแกร็บได้อย่างลงตัว

ที่สำคัญ ยังเป็นการเปิดโอกาสในการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ การทำตลาดร้านอาหารของบริษัทในเครืออย่างซีอาร์จีที่แม้จะมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ในช่วงที่ผ่านมา โอกาสที่ลูกค้าจะเข้ามากินหรือมาใช้บริการในร้านทุกวันนั้นแทบจะไม่มี แต่เมื่อมีบริการฟู้ด ดิลิเวอรี่ของแกร็บเข้ามาช่วยเติมเต็ม จะทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น

หรืออย่างตัวสินค้าประเภทอาหารสดของท็อปส์ ที่ผู้บริโภคต้องบริโภคอาหารอยู่แล้วเป็นประจำทุกวัน หากมีเซอร์วิสที่ทำให้พวกเขาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โอกาสในการขายก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

ถือเป็นการปลั๊กอินจุดแข็งของแกร็บในเรื่องของเซอร์วิส เข้ากับจุดแข็งของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีเครือข่ายของฟิสิคัล สโตร์กระจายอยู่ทั่วประเทศที่พร้อมจะถูกดึงเข้ามาเสริมในการให้บริการแบบ O2O ของกลุ่มเซ็นทรัลถัดจากนี้ไปให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ทั้ง 2 ส่วนที่กล่าวมา เป็นภาพตัวอย่างขั้นต้นที่เชื่อว่าจะมีการพัฒนาการให้บริการอื่นๆ ที่แกร็บยังไม่มี ออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้บริการแอพพลิเคชั่นสำหรับการจองโรงแรมในเครือเซ็นทรัล เป็นต้น

กลุ่มเซ็นทรัลพยายามขับเคลื่อน “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่” ให้มีความสมบูรณ์แบบในทุกดิจิทัล ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม ก่อนหน้านั้น การร่วมทุนกับเจดี ดอทคอม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่จะเข้ามาเติมเต็มในส่วนของอีคอมเมิร์ซของกลุ่มเซ็นทรัลให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยจะเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการช้อปปิ้งสินค้าของกลุ่มเซ็นทรัลในทุกที ทุกเวลา และทุกโอกาสที่อยากจะช้อปปิ้ง

สิ่งที่ตามมากับการร่วมทุนในครั้งนั้น ยังเป็นการเปิดโอกาสเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ อย่างไฟแนนเชียล โซลูชั่น โดยเฉพาะกับการเข้าถึงโอกาสของกลุ่มที่ไม่สามารถใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เป็นธนาคาร เป็นต้น

ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การทำ Strategic Partner ในรูปแบบของการร่วมทุนนี้ กลุ่มเซ็นทรัลจะดูว่า พันธมิตรที่จะร่วมทุนสามารถนำมาปลั๊กอินเพื่อช่วยเติมเต็มในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่ ได้หรือไม่ โดยเฉพาะกับการช่วยเพิ่มออนไลน์ ทราฟิก ที่ช่วย Fulfillment ให้กับออฟไลน์ ได้เป็นอย่างดี กลุ่มเซ็นทรัลจะมีการลงทุนทุกๆ ปีในวงเงิน 4 – 5 หมื่นล้านบาทต่อปี งบลงทุนส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับดิจิทัลไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มที่อาจจะมาในรูปของการร่วมทุนกับบริษัทที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ที่กลุ่มเซ็นทรัลมองว่าจะสามารถเข้ามาช่วยต่อยอดและเสริมซึ่งกันและกันได้

O2O จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างชัยชนะในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป โดยจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างแท้จริง กลุ่มเซ็นทรัลจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในเรื่องของดิจิทัล ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม ตัวฟิสิคัล แพลตฟอร์มก็ยังคงมีความสำคัญที่โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะลงทุนต่อเนื่องในการสร้างศูนย์การค้าใหม่ๆ ในหลากหลายฟอร์แมตเพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้ ฟิสิคัล แพลตฟอน์ม จะเข้ามาช่วยเสริมให้ดิจิทัลแพลตฟอร์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เราจึงต้องมีการลงทุนควบคู่กันไป”

 

 

กลุ่มเซ็นทรัล มีการเติบโตในแง่ของรายได้เพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละ 5 – 7% และในทุกๆ 5 ปี จะมีการเติบโตแบบดับเบิ้ล แน่นอนว่า 5 ปีถัดจากนี้ไป จะถูกจับตามมองว่า การเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล จะเติบโตได้มากน้อยแค่ไหนภายใต้ยุทธศาสตร์ “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่” ที่มีตัวดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์มเข้ามาช่วยขับเคลื่อน

5 การเติมเต็มของแกร็บ

1.ยกระดับในเรื่องของการ Tranportation ให้สมบูรณ์แบบทั้งการส่งอาหาร การส่งสินค้าที่เป็นอาหารสด การรับส่งลูกค้าจากบ้านมาห้าง และจากห้างไปบ้าน รวมถึงแขกที่พักในโรงแรมของกลุ่มเซ็นทรัล

2.เพิ่มโอกาสในการขายอาหารของร้านอาหารในเครือผ่านบริการฟู้ด เดลิเวอรี่ ที่ปัจจุบันแกร็บประเทศไทยมีการส่งอาหารให้กับลูกค้าปีละประมาณ 3 ล้านจาน การร่วมทุนในครั้งนี้จะมีการรวบรวมร้านอาหารทั้งหมดของซีอาร์จีไปอยู่ในแอพของแกร็บที่ลูกค้าสามารถคลิกเข้าไปดูร้านอาหารทั้งหมดได้ภายในคลิกเดียว

3.เติมเต็มความสมบูรณ์แบบของไฟแนนเชียล โซลูชั่นให้กับกลุ่มเซ็นทรัล

4.ความร่วมมือในครั้งนี้ยังส่งผลดีกับเรื่องของบิ๊กดาต้าให้กับกลุ่มเซ็นทรัลที่จะทำให้สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

5.เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการทำตลาดแบบ O2O ของกลุ่มเซ็นทรัล

 

3 มิติขับเคลื่อน

ดิจิทัล  - ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม

ในส่วนของ ดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มนั้น จะถูกพัฒนาในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนในสามมิติสำคัญ คือ

1.ข้อมูล (Data) จัดเก็บข้อมูลทั้งหมด (Data Lake) จากทุกกลุ่มธุรกิจ ไว้บนระบบคลาวด์ เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเชิงลึก (Single View of Customer) และสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าคนพิเศษ

2. ลอยัลตี้ และการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Loyalty & Personalized Experience) ผ่านทางแพลตฟอร์มใหม่ของเดอะวัน (The 1) จะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น

3. ออมนิแชนแนล แพลตฟอร์ม (Omni Channel Platform) พัฒนาให้ทุกธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็นออมนิแชนแนล แพลตฟอร์มอย่างแท้จริง สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งระหว่างโลกออฟไลน์ และออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา

ไม่เพียงเท่านั้น การร่วมทุนกับ JD.com ยังทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม Ecosystem ในธุรกิจออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดย 2 ธุรกิจใหม่ที่จะเกิดตามมา คือ

1.E – Logistics ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านลอจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศ พร้อมบริการออนดีมานด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

2.E- Finance ที่กลุ่มเซ็นทรัลจะมุ่งหน้าเป็นบริษัทฟินเทคเต็มตัว ให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งอีเพย์เม้นต์ และอีไฟแนนเชียล สำหรับทั้งลูกค้า และซัพพลายเออร์คู่ค้า

แม้ภาพทั้งหมดกำลังถูกต่อจิ๊กซอว์ขึ้นมา แต่หลายเรื่องก็เริ่มที่จะเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ การทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company ของกลุ่มเซ็นทรัล จึงน่าจับตามองไม่น้อย เพราะเป็นการขยับตัวของเบอร์ 1 ของบ้านเราที่มีศักยภาพ และเงินทุน พร้อมจะทุ่มเพื่องานนี้โดยเฉพาะ......

 

กลุ่มเซ็นทรัล

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.