4,831
VIEWS

การทำธุรกิจในทุกวันนี้ ไม่ได้แข่งขันเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับคู่แข่งจากทั่วโลก

Aug 10, 2017 BrandAge Team

หากจะบอกว่า โลกทุกวันนี้ เป็นโลกของเทคโนโลยี เป็นโลกในยุคดิจิตอล หลายๆ คนอาจจะมองว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เราต่างรู้กันอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่มากกว่านั้น คือ การเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่เข้าผ่านสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 44 ล้านคน เทียบเท่ากับ 2 ใน 3 ของประชากรไทยทั้งประเทศ จากตัวเลขเมื่อ  5 ปีที่แล้วยังอยู่ที่ราว 30 ล้านคน ตอนนี้สมาร์ทโฟนจึงกลายเป็นแกนกลางสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้โลกหมุนได้เร็วมากขึ้น เพราะเพียงแค่คลิกเดียวก็สามารถเข้าถึงผู้คนได้เกือบทั้งประเทศแล้ว

อริยะ พนมยงค์  กรรมการผู้จัดการ Line ประเทศไทย กล่าวว่า ตัวเลขการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ หากดูในแง่ Reach อาจจะยังน้อยกว่าทีวี แต่หากมองในแง่ความทรงอิทธิพลสื่อประเภทนี้เหนือกว่ามากนัก เพราะผู้บริโภคสามารถมี Engagement สามารถสื่อสารโต้ตอบได้ เพราะตอนนี้ทุกคนมีสมาร์ทโฟนใช้ ไม่ใช่เพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป และยังเป็นแนวโน้มเป็นทิศทางที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก ดังนั้น ในการคลิกแต่ละครั้งผลกระทบต่างๆ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเข้าถึงคนในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นการเข้าถึงผู้คนได้ทั่วทั้งโลก จึงสามารถสร้างให้เกิดทั้งโอกาสและวิกฤตได้เช่นเดียวกัน

“สิ่งที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่า เทคโนโลยีและดิจิตอลเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าใจ เพราะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน จึงเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะอยู่อย่างไม่เข้าใจเทคโนโลยี ไม่เข้าใจเรื่องของดิจิตอล โดยเฉพาะในการทำธุรกิจหากไม่สามารถก้าวตามสิ่งเหล่านี้ได้ทันจะมีโอกาสพลาดสูงมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงการไม่ทันโลก แต่เป็นการก้าวไม่ทันคู่แข่ง เพราะการทำธุรกิจในทุกวันนี้ เราไม่ได้แข่งขันเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับคู่แข่งอีกมากมายที่มาจากทั่วโลกด้วย” 

สิ่งแรกที่องค์กรธุรกิจต้องตระหนัก คือ ทั้งผู้บริหารและพนักงานทุกคน ทุกแผนก ต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานต่างๆ ได้ ขณะที่ทีมงานด้านดิจิตอลอาจจะต้องมีทักษะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มเติมมากขึ้น แต่องค์กรที่ให้พื้นที่สำหรับโลกดิจิตอลอยู่แค่ในทีมดิจิตอล ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในบริษัท และเป็นส่วนงานที่อาจจะอยู่ในส่วนปลายทาง เป็นการมองที่ผิดทาง และจะส่งผลให้องค์กรนั้นไปไม่รอดอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในแวดวงไอทีโดยเฉพาะ จำเป็นจะต้องเดินให้เร็วและก้าวให้ไวกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ เพราะความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะในธุรกิจที่เป็น Traditional เท่านั้น แม้แต่ในธุรกิจไอทีเอง ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างรวดเร็ว มีคู่แข่งรายใหม่ๆ เกิดขึ้นแบบรายวัน การรักษาที่ยืนในตลาดโดยที่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นความท้าทายอย่างมากของผู้ที่อยู่ในธุรกิจนี้

“วันนี้เราอยู่ในยุค Winner Take All จะมีผู้เล่นเพียงไม่กี่รายที่เป็นผู้กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนตลาด เราจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อรักษาตลาดไว้ให้ได้ เพราะจะเห็นได้ว่าช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา แม้แต่แบรนด์ใหญ่ๆ ในธุรกิจยังหายไปจากตลาดได้ การที่เราอยู่ในวงการนี้จึงไม่ใช่ข้อได้เปรียบหรือเป็นหลักประกันอะไรได้ เพราะถ้าหากก้าวพลาด ไม่ใช่แค่หลุดจากที่ 1 ไปเป็นที่ 2 แต่จะกลายเป็นไม่มีตัวตนเลยทันที จึงไม่สามารถหยุดนิ่งได้ ต้องวางแผน ต้องคิดว่าเทรนด์ต่างๆ ในวันพรุ่งนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง เพื่อพยายามนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีมากกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาก”

สำหรับ Line ประเทศไทยที่ผ่านมาพยายามนำเสนอบริการใหม่ๆ ให้กับแพลตฟอร์มอยู่เสมอ ซึ่งแต่ละบริการต่างก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ โดยเฉพาะ 3 บริการใหม่ ที่ถือว่าเป็นดาวรุ่ง แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มให้บริการมาเพียง 1-2 ปี ประกอบด้วย Line TV ที่ตอนนี้กลายเป็นช่องทางที่คนเลือกดูคอนเทนต์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากยูทูป และยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีอยู่แค่ใน 2 ประเทศ คือ ไทย และไต้หวัน โดยมีประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ ส่วน Line Today ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถขึ้นเป็น News Portal ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และ Line Man กับฐานะผู้นำตลาด Food Delivery ของไทย มีเครือข่ายร้านค้ามากกว่า 1 หมื่นร้าน และจำนวนคนขับรถหลายพันคน ซึ่งเป็นบริการที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะประเทศไทยอีกด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็นบริการจากแพลตฟอร์มอันดับ 1 อย่าง Line อาจเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เพราะความสามารถในการเข้าถึงฐานผู้ใช้กว่า 41 ล้านคน ทำให้ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้ว Key Success ก็อยู่ที่บริการเอง ทั้งประโยชน์ของแต่ละบริการ การสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า รวมทั้งการนำเสนอบริการที่แตกต่างจากที่ตลาดมีอยู่ เพราะหากทำสิ่งที่เหมือนคนอื่นก็จะเป็นได้เพียงผู้ตามทีมงานจึงต้องเข้าใจตลาด พยายามมองหาโอกาส และมีไอเดียเพื่อเข้าไปเจาะตลาดที่มองเห็นโอกาสเหล่านั้น ด้วยการหาพันธมิตรที่มีความแข็งแรงและเชี่ยวชาญในแต่ละตลาดที่จะเข้าไป

“ไลน์พยายามมองหาความต่างที่ตอบโจทย์อินไซต์ผู้บริโภคอย่างหลากหลายรวมทั้งเข้าไปเป็นพันธมิตรกับผู้นำในแต่ละธุรกิจ เพื่อหาจุด Win ทั้งไลน์ พันธมิตร และผู้บริโภค จากการใช้แพลตฟอร์มของตัวเองเพื่อเพิ่มช่องทางหรือ Business Model ใหม่ๆ ให้พันธมิตร ทั้งการเป็น Content Partner กับช่องทีวี ผู้ผลิตคอนเทนต์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ จนทำให้ Line TV และ Line Today ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะรูปแบบคอนเทนต์ที่เป็น Exclusive และพรีเมียม หรือความต่างในธุรกิจ Food Delivery ของ Line Man ที่เลือกอาหารที่ถูกจริตคนไทย และสามารถรับประทานได้บ่อยครั้ง รวมทั้งเป็นช่องทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจอาหารคนไทย โดยพันธมิตรเป็นตัวกลางอย่างวงใน และลาลามูฟ  รวมทั้งการยกระดับการทำงานร่วมกับพันธมิตร ที่จะเน้น Collaboration เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งขึ้น เช่น การต่อยอดพันธมิตรใน Line TV มาสู่การครีเอทสติกเกอร์ หรือในรูปแบบอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มของไลน์”

ในฐานะองค์กรที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และยังเปิดกว้างให้พนักงานที่มีไอเดียมีโอกาสทดลองสร้างนวัตกรรมต่างๆ  อยู่เสมอ ทำให้ไลน์ ประเทศไทย เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและดิจิตอลอันดับ 1 ที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด  โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบงานที่มีความท้าทายอยู่ตลอดเวลา และเป็นเรื่องปกติที่ทุกองค์กรจะประกอบด้วยคนหลากหลายเจนเนอเรชั่น ทำให้ต้องพยายามมองหาวิธีบริหารจัดการเพื่อลดความขัดแย้งในแง่ของวิธีคิด หรือมุมมองในแต่ละด้านที่แตกต่างกันของคนจากต่างเจนเนอเรชั่น 

“ไลน์ค่อนข้างเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ มีอายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี สิ่งสำคัญที่เราพยายามปลูกฝังให้กับทุกคน คือ การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะคนแต่ละวัยจะมีจุดแข็ง และความโดดเด่นที่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะเด็กๆ ก็จะมีความคิดแบบนอกกรอบ มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จโดยไม่มีคำว่าทำไม่ได้ ขณะที่คนที่โตกว่าก็จะมีประสบการณ์และไหวพริบในการทำงาน วางแผนความคิดต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีโซลูชั่นในการแก้ปัญหา หรือความคุ้นเคยในการเข้าถึงลูกค้าและพันธมิตร ซึ่งทั้งสองกลุ่มต่างก็ต้องพยายามเรียนรู้จากอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน”

ความสำเร็จของไลน์ ประเทศไทย ทำให้วันนี้ Line คือแพลตฟอร์มที่คนใช้เวลาด้วยมากที่สุด ด้วยระยะเวลา 70 นาที คิดเป็น 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด 234 นาที ที่คนใช้บนมือถือ ขณะที่ภาพใหญ่ที่มองไว้คือการสร้าง Mobile Portal เพื่อให้สอดคล้องกับยุค Mobile First ที่สมาร์ทโฟนจะกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผู้คน ขณะที่ไลน์เองก็ต้องการจะเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทำให้พยายามพัฒนาบริการต่างๆ เพื่อเติมเต็ม Ecosystemและผลักดันให้ไลน์ก้าวไปสู่ความเป็น Mobile Portal อย่างสมบูรณ์  

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.