8,737
VIEWS

ตลาดโรงหนังต้องมองข้ามการขาย Product ไปสู่การขาย Inspiration Passion Experience

Aug 10, 2017 R.Somboon

“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาไลฟ์สไตล์ของคนจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการพัฒนา Mobile Technology สิ่งสำคัญ คือเราต้องตามให้ทัน และต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้ คำถามที่เราต้องถามบ่อยๆ คือลูกค้ารู้สึกกับเราอย่างไร เราต้องเช็คเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา”

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดทรรศนะให้เห็นถึงการทำธุรกิจในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะในมุมของการเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยมองว่าหากลูกค้าต้องการสปีด แต่เราก็ยังช้า  หากลูกค้าต้องการความหลากหลายแต่เราก็ยังเป็นโมเดลแบบเดิมๆ เพราะลูกค้าอยู่ท่ามกลางทางเลือกที่หลากหลาย ซึ่งจะทำให้ลูกค้า Switch ไปที่อื่นได้

Uber  ผลักดันตัวเองให้เป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้าได้ ถ้าแท็กซี่แบบเดิมๆ ไม่มีการปรับตัว ก็อาจจะต้องถูกกลืนไป ส่วนของธุรกิจโรงภาพยนตร์ ทุกวันนี้ลูกค้าอาจจะไม่ต้องการที่ต้องไปเข้าแถวเพื่อซื้อตั๋ว หากเรายังเป็นระบบเข้าคิวอยู่ ต้องใช้เงินสดอยู่ ก็อาจจะตกยุคได้ เพราะไม่เข้าใจผู้บริโภค ไม่ตอบโจทย์ความต้องการเขา วันนี้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะสามารถซื้อตั๋ว และจ่ายเงินจากมือถือได้เลย  มาถึงก็สามารถเดินเข้าโรงได้เลย นี่คือภาพที่จะเปลี่ยนแปลงไป”

วิชา มองว่า การทำธุรกิจจากนี้ไป สิ่งแรกที่สำคัญ คือต้องสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้  และสอง ต้องมีความสามารถในการเข้าไปอยู่ใน Mobile Platform หรือ Mobile Technology ให้ได้  เพราะอยู่ในยุคที่โมบายเป็นทั้งเครื่องมือในการขาย เป็นทั้งเซอร์วิส เป็นทั้ง Search  เป็น Study เป็นทุกอย่างในชีวิต เรียกได้ว่าเข้าสู่ยุค Mobile First ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ จำเป็นที่ต้องลิงค์ หรืออยู่กับ Mobile Technology ที่มีการเปลี่ยนแปลงให้ได้  อย่างเช่น  เรื่องของการ Communication  จากที่ก่อนหน้าอาจใช้ในรูปแบบอื่นๆ แต่ในวันนี้เข้าสู่ยุคโมบาย จากที่เคยซื้อขายในอีกรูปแบบหนึ่ง วันนี้ก็เป็นเรื่องของโมบาย เทคโนโลยี  เป็นการขายของผ่านอีคอมเมิร์ซ  ดังนั้น  โมบายเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาและเข้ามาทดแทนทุกสิ่ง จำเป็นที่ผู้บริหารต้องก้าวตามให้ทัน เพื่อสามารถ Adaptability เพื่อให้สามารถเข้ากับแพลตฟอร์มนี้ได้

“ส่วนเรื่องสุดท้ายที่มีความสำคัญมากๆ ไม่แพ้กัน คือ เรื่องของคน เพราะสุดท้ายแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้  ปรับตัวให้เข้ากับแพลตฟอร์มใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีได้ หากบุคลากรตามไม่ทัน ไม่สามารถนำความรู้ หรือไม่รู้สึกสนุกกับการตามเทคโนโลยี ก็อาจจะทำให้องค์กรล้มเหลวได้ แม้จะมีวิชั่น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ อาจจะถูกโดนกลืนหายไปจากตลาด ดังนั้นการจะทำให้องค์กรผ่านไปสู่ทศวรรษหน้าได้ จำเป็นต้องมีความพร้อม  มีความรู้รอบที่จะเปลี่ยนแปลง รวมทั้งต้องก้าวนำลูกค้าไปก้าวหนึ่งเสมอ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมในปัจจุบันหนีไม่พ้น 3 เรื่องนี้ คือการตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้ มีการพัฒนา Mobile Technology และที่สำคัญ คือคนต้องมีความพร้อม ซึ่งในหลายๆ องค์กรจะมีคนที่อยู่กันตั้งแต่ช่วงก่อร่างสร้างองค์กรมา ดังนั้นในเวลาที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็ต้องพยายามก้าวตามให้ทัน โดยการใช้คนรุ่นใหม่ๆ ผสมผสานกันกับคนรุ่นเก่าได้อย่างลงตัว”

ในโลกของการตลาดทุกอย่างต้อง Beyond และข้ามเรื่องของการขายโปรดักต์ ไปสู่การขาย Inspiration Passion Experience ซึ่งในตลาดโรงภาพยนตร์นั้น เรื่องของ Experience กลายเป็นหัวใจสำคัญโดยถูกมองว่าจะมีวิธีการทำอย่างไรให้เกิด Beyond Expectation ได้ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้โรงหนัง Never Die และยังสามารถอยู่ได้นั้น จะเกี่ยวพันกับเรื่องดังกล่าวแทบทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่เรื่องของ Product Experience ที่จำเป็นต้องสร้างโรง VIP มีที่นั่งที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  สามารถสั่งอาหารมาทานได้  ขณะที่ในด้านของ Technology Experience ก็ต้องมีสิ่งใหม่ ทั้งในเรื่องของภาพ  เสียง บรรยากาศ  ซึ่งจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ ยังคงต้องพัฒนาและทำกันอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะถ้าหยุดเมื่อไหร่ ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ และทำให้เปลี่ยนแพลตฟอร์มได้  ส่วนเรื่องของ Content Experience ก็ต้องพัฒนาคอนเทนต์ให้มีหนังดีๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง การที่ฮอลลีวู้ดทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้งบ 200 - 300 ล้านเหรียญแล้ว แต่ละคนก็ต้องพายายามตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ทั้งในแง่ของเซอร์วิส  เทคโนโลยี และมีคอนเทนต์ที่มีความสนุกและตื่นเต้น ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบที่เข้ามาทำให้ตลาดนี้ยังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง 

“ในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมาจากเรื่องของคน เพราะเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าทีมงานไม่มีความละเอียดในการสังเกตลูกค้า ติดตามพฤติกรรม ดูว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร เมื่อลูกค้ามาแล้ว อะไรที่ทำให้เขากลับมาใหม่ นี่คือสิ่งที่เราพยายามฝึกให้ทีมงานของเรา ขณะเดียวกันเมื่อเราให้ความสำคัญกับการหาความต้องการของลูกค้า เราก็ต้องหาความต้องการของลูกน้องด้วยเช่นกัน  เพราะคนที่จะอยู่องค์กรไหนๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเจนเนอเรชั่นใดก็สามารถอยู่องค์กรไหนก็ได้  ถ้าเขารักองค์กรนั้น ดังนั้น เราต้องพยายามสร้างวัฒนธรรมให้ทุกคนมีความรักองค์กร ทำให้อยู่ในองค์กรแล้วมี Fun อยู่องค์กรแล้วมีความสุข มีความสนุกในการทำงาน  มีความตื่นเต้น มีสิ่งต่างๆ ใหม่ๆ ให้ทำตลอดเวลา  

ส่วนเรื่องที่สอง คือเรื่องของ Good Financial ซึ่งสำคัญมากๆ ห้ามมองข้าม  โดยเฉพาะ Gen Z เพราะว่าเขาต้องการ Good Financial มีการจ่ายที่สูง และแข่งขันจากที่อื่นๆ ได้  เพราะถ้าเงินไม่ดีก็ไม่มีใครอยู่  แม้งานจะสนุกแต่จ่ายน้อยกว่าคนอื่น  ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ เราก็มั่นใจว่าเราจ่ายมากกว่า  มีส่วนแบ่งคอมมิสชั่นจากการขายต่างๆ ทำให้พนักงานชอบเมื่อมีคนเข้ามาใช้บริการมาก  เพราะจะมีรายได้มาก และรู้สึกสนุก มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ รวมทั้งมี Fun และ Good Financial  ซึ่งหากตอบโจทย์ใน 2 เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจนเนอเรชั่นไหนก็ตาม ก็จะทำให้เขาอยู่กับองค์กรเรา และมีความรักในองค์กรของเรา ทำให้ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนงาน”

นอกจากนี้  ในมิติทางสังคมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ไม่เคยละเลย เพราะตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา  มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ทำการสานฝัน สร้างสุข และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ มาโดยตลอด ด้วยการมอบโอกาสให้เรียนรู้ สัมผัสความสุข ความบันเทิงผ่านการชมภาพยนตร์ สารคดี และการ์ตูนที่สร้างสรรค์ ทำให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคม ผ่านกิจกรรม “เปิดโลกกว้าง สร้างรอยยิ้ม” ที่นำเด็กและผู้สูงอายุด้อยโอกาสมาชมภาพยนตร์ฟรี พร้อมให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปี แก่กลุ่มเด็กด้อยโอกาส และกลุ่มเด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา  ตลอดจน จัดทำ “ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้” มอบให้โรงเรียนในชนบทที่มีเด็กด้อยโอกาสเรียนอยู่ และโรงเรียนที่เป็นศูนย์กลางชุมชน เพื่อเพิ่มพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านภาพยนตร์ การ์ตูน และสารคดีสร้างสรรค์ ในฐานะสื่อกลางที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ด้านความคิด และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจดีๆ  ด้วยภาพยนตร์สร้างสรรค์ที่ให้ข้อคิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง     

ตลอด  4 ปี ของการเดินทางผ่านหลักไมล์แห่งการให้และสร้างรอยยิ้ม มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์  นำน้องๆ ด้อยโอกาสชมภาพยนตร์แล้ว 145,924 คน พร้อมมอบอุปกรณ์เครื่องเขียน และผู้สูงอายุ  24,503 คน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตลอดจนมอบทุนการศึกษา  60 ทุน ทุนละ 10,000 บาท และส่งมอบห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ใน  11 โรงเรียน 11 จังหวัด เมื่อปี 2559 คือ อยุธยา, ร้อยเอ็ด, นครพนม, เชียงราย, เพชรบุรี, อุดรธานี, สกลนคร, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, นครราชสีมา และอุบลราชธานี  รวมทั้งมีแผนสร้างห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ในปีนี้อีก 10 โรงเรียน 10 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช, หนองบัวลำภู, ขอนแก่น, นครปฐม, สุราษฎร์ธานี, จันทบุรี, ระยอง, เชียงใหม่, พะเยา และราชบุรี  

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.