7,877
VIEWS

Singha Corporation 2019 เติบโตอย่างยั่งยืน

Jul 09, 2019 -None-

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดีของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นจริงๆ  เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่รอยยิ้ม เริ่มจากกลุ่มธุรกิจหลักอย่างเบียร์และกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ก็มีตัวเลขการเติบโตที่สวยงาม ส่วนในธุรกิจเกิดใหม่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอาหาร, ขนม ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ก็ล้วนแล้วแต่มีผลประกอบการที่ดีไม่แพ้กัน

ความสำเร็จของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นนั้น มาจากวิชั่นของผู้บริหารที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สิงห์ คอร์เปอเรชั่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าหลักอย่างเบียร์และน้ำดื่ม มีการคิดค้นนวัตกรรมตลอดจนการนำเอาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มาใส่ไว้ในสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก

ส่วนกลุ่มสินค้าไหนจะมีไฮไลท์อะไรบ้างนั้น สามารถติดตามได้นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

น้ำดื่มสิงห์ ชูนวัตกรรม

Smart Micro Filter

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์เขย่าตลาดน้ำดื่มอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ Smart Micro Filter เอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์ขึ้นมา

Smart Micro Filter ถือเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและความละเอียดสูงที่สามารถกรองและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย สิ่งสกปรก เชื้อโรค และสารเคมีต่างๆ ที่ปะปนมากับน้ำออกไปได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุตามธรรมชาติจากแหล่งน้ำไว้

หมายความว่า นวัตกรรม Smart Micro Filter สามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับน้ำออกไป แต่ยังสามารถรักษาแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไว้ได้

คุณธิติพร ธรรมาภิมุขกุล  ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด อธิบายว่า “น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์มากถึง 70% ดังนั้นน้ำดื่มสิงห์ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยสิงห์ให้ความสำคัญกับคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างมาก เพราะถือเป็นหัวใจหลักของการผลิตสินค้าให้กับผู้บริโภค ด้วยการระดมทีมฝ่ายสำนักงานมาตรฐานและประกันคุณภาพ สายเทคโนโลยีและพัฒนาผลิตภัณฑ์และทีมวิศวกรรมจำนวนมาก สำหรับวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการผลิตน้ำดื่มที่ดีและเหมาะกับร่างกาย”

ที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์เป็นสินค้าที่ได้รับรางวัลมาตรฐานระดับโลกด้านอื่นๆ มาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นรางวัลคุณภาพ ความสะอาด ได้แก่  GMP, HACCP, ISO2200, ISO9001, ISO14001, NSF International จากสหรัฐอเมริกา, อย.และฮาลาล ซึ่งทำให้แบรนด์น้ำดื่มสิงห์เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคมาตลอด

แต่ในระยะหลังตลาดน้ำดื่มมีการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกแบรนด์ล้วนทุ่มงบด้านการสื่อสารการตลาด เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ

สำหรับน้ำดื่มสิงห์นอกจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว ในส่วนของการสื่อสารก็ถือว่ามีความจำเป็นไม่แพ้กัน

ในช่วงที่น้ำดื่มสิงห์เปิดตัวนวัตกรรม Smart Micro Filter ทางสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ก็ได้มีการดึงเอาดารายอดนิยมอย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้าง Top of Mind และ Educated ตลาด หนุนการเติบโต และรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด ผ่านแคมเปญ “ดื่ม..สิ่งที่ใช่ให้ตัวเอง” ด้วยงบประมาณถึง 200 ล้านบาท

“เหตุผลของการเลือกณเดชน์เป็นพรีเซ็นเตอร์ก็เพราะเป็นนักแสดงที่ดูแลตัวเองอย่างดี มีการออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งถือเป็นคาแร็กเตอร์ที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ นั่นคือการเลือกสิ่งที่ใช่ให้กับตัวเอง และการที่ ณเดชน์เป็นนักแสดงในดวงใจของผู้บริโภคยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการรับรู้และช่วย Educated มาตรฐานใหม่ของน้ำดื่มให้เกิดกับผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว” 

สำหรับภาพรวมตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด (PET+GLASS) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 (ย้อนหลัง 1 ปี) ในเชิงมีมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,300 ล้านลิตร เติบโต 9.3% แบ่งตามบรรจุภัณฑ์แบบขวดพีอีที (PET) มูลค่า 34,200 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,130 ล้านลิตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 95% เติบโต 10% แบบขวดแก้ว (GLASS) มูลค่า 1,800 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 170 ล้านลิตร คิดเป็นสัดส่วน 5%

ทั้งนี้ น้ำดื่มสิงห์ยังครองความเป็นเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 21% เพิ่มขึ้น 10% ตามด้วยคริสตัล 20.6% เนสท์เล่ 15.2% น้ำทิพย์ 8.3% ช้าง 2.4% และอควาฟิน่า 1.5% สำหรับการรุกตลาดน้ำดื่มในปี 2562 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายเพื่อความเป็นผู้นำตลาดที่ 23

LEO สร้างนวัตกรรมด้วยดีไซน์

มาที่ตลาดเบียร์ เมนสตรีม ในบทบาทของผู้นำลีโอจำเป็นต้องกระตุ้นตลาดด้วยการสร้างสีสัน สร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดเบียร์ตลอดเวลา

ล่าสุดลีโอเพิ่งจะมีการเปิดตัว เบียร์ลีโอ LimitedEdition รุ่นขวดอะลูมิเนียม ซึ่งถือเป็นเบียร์เมนสตรีมรายแรกในประเทศไทยที่กล้าทำ

งานนี้ลีโอวางธีมการสื่อสารไว้ว่า Rare Item ของมันต้องมี!

คุณวิชัย เอี่ยมแสงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดธุรกิจเบียร์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการทำตลาดเบียร์ ลีโอในการพัฒนาสินค้า นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งการผลิต บรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างสีสัน ความแปลก และความตื่นเต้นให้กับตลาดและผู้บริโภคอยู่เสมอ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คนรุ่นใหม่

เบียร์ลีโอ Limited Edition ขวดอะลูมิเนียมนี้มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง สีดำ และสีเงิน โดยจะมีการผลิตมาวางจำหน่ายทั้งสิ้น 600,000 ขวด โดยแบ่งการผลิตเป็นสีละ 200,000  ขวด ขนาดบรรจุ 385 มิลลิลิตร โดยเลือกวางจำหน่ายผ่านเฉพาะช่องทางร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น 10,000 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้อย่างทั่วถึง

การออกแพ็กเกจจิ้งรุ่นพิเศษนี้ ถือเป็นแทคติคทางการตลาดซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มสินค้าพรีเมียม โดยวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การที่สร้างความแปลกใหม่เพื่อสื่อสาร และสร้าง Engagement กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

ที่ผ่านมา ลีโอเคยทำตลาดสินค้าแบบ Limited Edition มาแล้วหลายครั้ง อาทิ Leo Bigtank ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับจากตลาดดีมาก

ในเรื่องของสื่อสารการตลาด คุณวิชัย กล่าวว่าแบรนด์ลีโอ ยังคงตอกย้ำคอนเซ็ปต์รวมกันมันส์กว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำ Positioning ของแบรนด์ลีโอกับผู้บริโภค

SNOWY Weizen BY EST.33

จาก Mainstream สู่เบียร์ทางเลือก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดเบียร์ของไทยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีเบียร์ทางเลือกใหม่ๆ วางจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

ในฐานะผู้นำตลาด สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างความหลากหลายให้กับพอร์ตสินค้าของตัวเอง

ปี 2017 สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มีการเปิดตัวเบียร์ทางเลือกอย่าง U BEER ขึ้นมาใหม่

การแจ้งเกิดของ U BEER ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการตลาดที่พบเห็นไม่บ่อยนัก ทั้งในส่วนของการสร้าง Positioning ให้กับตัวสินค้า การเลือกช่องทางการขายตลอดจนแผนการตลาดที่มีความซับซ้อนแยบยลจนคู่แข่งขันตั้งตัวไม่ทัน

เชื่อไหมว่าเพียงเดือนแรกของการเปิดตัวเป้าหมายการขายในปี 2017 ทั้งปีของ U BEER ทะลุเป้าในระยะเวลาเพียง 18 วัน เดือนแรกที่ U BEER ออกบรรจุภัณฑ์แบบกระป๋องขายใน 7-Eleven ได้ 1,200,000 กระป๋องต่อเดือน 5 เดือนหลังวางตลาด U BEER มีส่วนแบ่งในตลาดเบียร์ขึ้นมาอยู่ที่ 3% ภายใน 1 ปี U BEER มียอดขายทะลุ 24 ล้านลิตร

เรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

แต่สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มองว่าแค่นี้ยังไม่พอ เพราะว่าตลาดเบียร์ของไทย เดินทางมาถึงช่วงเวลาที่ต้องมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยครั้งนี้สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มองเป้าหมายไปที่ Weizen Beer เพื่อมาเสริมกับ lager Beer อีกทางหนึ่ง

Weizen Beer คือเบียร์ที่ผลิตจากข้าวสาลี จึงทำให้รสชาติของเบียร์เบา และนุ่มกว่า lager Beer ทำให้ดื่มได้ง่าย ซึ่งถือเป็นเทรนด์การดื่มเบียร์ที่กำลังมาแรงในเมืองไทย

ครั้งนี้สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เลือกที่จะเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง SNOWY Weizen BY EST.33

ต้องเข้าใจกันก่อนว่าสิงห์ คอร์เปอเรชั่น นั้นมีร้านอาหารที่เป็น Micro Brewery อยู่แล้วในชื่อ EST.33 ดังนั้นการขยายไลน์ด้วยการหยิบเอาเบียร์ที่ขายในร้านมาพัฒนาต่อยอดจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะสิงห์ คอร์เปอเรชั่น มีห้องสมุดเบียร์ขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

นอกจากรสชาติที่ดีแล้ว อีกจุดเด่นของ SNOWY Weizen BY EST.33 นั้นอยู่ที่ดีไซน์ เพราะทางสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เลือกที่จะใช้ภาพวาดหมี Grizzly และต้นสน จากศิลปินอิตาลีนามว่า Alfred Basha มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารบนแพ็กเกจจิ้ง

เหตุผลที่เลือกภาพหมีกำลังเดินนั้น มีเบื้องหลังมาจาก Weizen Beer เป็นเบียร์ที่ยังไม่ได้กรองยีสต์และโปรตีนแบบ Lager Beer ดังนั้นเพื่อรสชาติที่ดีในการดื่มจึงจำเป็นต้องพลิกกระป๋องเพื่อไม่ให้ตกตะกอน ดังนั้นการออกแบบเป็นแนวนอน ก็เพื่อให้ผู้บริโภคที่ยังไม่เข้าใจวิธีการดื่มพลิกกระป๋องเพื่อที่จะได้ดื่มเบียร์ที่รสชาติดีไม่ตกตะกอนนั่นเอง

นอกจาก SNOWY Weizen BY EST.33 แล้ว สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ยังมีการส่งคราฟต์เบียร์ KOPPER BY EST.33 มาเสริมตลาดอีกแบรนด์หนึ่ง

Food Factors Reorganization

ช่วง 1-2 ปีท่ีผ่านมา คุณสันติ ภิรมย์ภักดี  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มองว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมน้ำดื่มสิงห์และโซดาสิงห์) ในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก จึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้ง Business Unit ใหม่ขึ้นมาเพื่อรวบรวมธุรกิจอาหารในเครือที่ยังกระจัดกระจายมาไว้ในบริษัทเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการเกิด Food Factor อย่างเป็นทางการ โดยมีคุณปิติ ภิรมย์ภักดี เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด

ภารกิจหลักของ Food Factor จึงถูกวางไว้ให้ดำเนินธุรกิจอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ที่เข้ามารับตำแหน่งได้พักใหญ่แล้วเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงภายในให้ฟังว่า ที่ผ่านมาธุรกิจอาหารในเครือบุญรอดยังถือว่าต่อจิ๊กซอว์ไม่ได้ลงตัวนัก ซึ่งทำให้ในเฟสแรกของการเข้ามาบริหารจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการปรับโครงสร้างขององค์กรให้เหมาะสมกับการแข่งขันเป็นอันดับแรก

“โจทย์ใหญ่ของเราคือ ทำอย่างไรให้ Take Off ได้เร็วที่สุด 3 ปีต้องทำได้ คำถามคือ เราจะ Take Off ในรูปแบบไหน การทุ่มซื้อดีลใหญ่ เราสามารถทำได้สบายๆ เราไม่มีปัญหาเรื่องทุน แต่ว่าเรื่องความพร้อมเรายังไม่พร้อมแน่นอน เพราะว่าเรายังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง เราต้องกลับมาประเมินตัวเองใหม่

เราเริ่มจากการควบรวมกิจการทั้งหมดเพื่อความแข็งแรงมากที่สุด อะไรที่ไม่ Fit In เราต้องปรับ ถึงวันนี้การปรับโครงสร้างทำได้เกือบจะสมบูรณ์แล้ว”

Food Factor หลังปรับโครงสร้างจะแบ่งฟังก์ชั่น งานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ Food Retails และ Product & Production โดยในส่วนของ Food Retails  มี บริษัท เอสคอมพานี จำกัด ดูแลรับผิดชอบด้านธุรกิจร้านอาหาร ประกอบไปด้วยร้าน Est.33, Farm Design, และ ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji

ในส่วนของ Product & Production มี บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด และบริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด ดูแลรับผิดชอบโรงงานผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาด ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินกิจการทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C โดยมีกลุ่มลูกค้าเป็นแบรนด์ชั้นนำต่างๆ  เช่น Made By TODD, Minor Food Group, King Power, Sodexo, ALDI เป็นต้น

โดยคุณปิติ ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจไว้ว่าภายใน 3 ปี Food Factor จะต้องมีรายได้รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท และมีผลกำไรเฉลี่ย 8-15% เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทางบริษัทได้เตรีบมงบประมาณสำหรับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหารไว้อย่างน้อย 2,500 ล้านบาท

Singha Estate

Think Global Act Global

ทุกวันนี้การขยายธุรกิจต่อยอดออกไปมากมาย อาณาจักรของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นไม่เพียงอยู่แค่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอีกต่อไป

การแจ้งเกิดของสิงห์ เอสเตท คือตัวอย่างของความสำเร็จในการทำงานที่มีปรัชญาการทำธุรกิจมาจากสิงห์ คอร์เปอเรชั่นในเรื่องของคุณภาพได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท จะเน้นการทำธุรกิจด้านการลงทุน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน 3 ส่วนหลักคือ

1. ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก

2. ธุรกิจโรงแรม

3. ธุรกิจที่พักอาศัย

เป้าหมายของสิงห์ เอสเตทนั้นถูกวางไว้ให้เป็น Global Holding Company มาตั้งแต่วันแรก

เพราะฉะนั้น สิงห์ เอสเตท จึงทำธุรกิจโดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม โดยอาศัยการวางโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

ล่าสุด บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ก็เตรียมนำ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ยื่นเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรม มุ่งสู่การเป็น ผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่า ปี 2018 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.4 พันล้านคน เติบโตจากปี 2017 ประมาณ 6% โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตถึง 7%  

Sustainable Growth

ไม่ว่าธุรกิจของสิงห์ คอร์เปอเรชั่นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่องค์กรนี้ไม่เคยมองข้าม ก็คือ ทุกธุรกิจจะต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม

ที่ผ่านมา สิงห์ คอร์เปอเรชั่น มีการจัดตั้งหน่วยงานสิงห์อาสาในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 เพื่อออกไปช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อน

หลังผ่านพ้นวิกฤตจนถึงตอนนี้ สิงห์อาสาก็ยังคงทำกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีการขยายวงการทำงานออกไปจากเดิมที่ทำกันเฉพาะพนักงานและดีลเลอร์ก็ขยายวงกว้างไปสู่สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

หรือจะเป็นโครงการสิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ที่สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ตั้งใจจะทำธุรกิจแบบ Social Enterprise มานานหลายปีแล้ว

ทุกวันนี้สิงห์ปาร์คจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดไปแล้ว

ล่าสุด สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยังได้รับรางวัลมาตรฐานไมซ์ หรือ “Thailand MICE Venue Standard” ประเภทสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษ (Special Event Venue) จากสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. โดยรางวัลดังกล่าว มอบให้กับผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานจัดงานที่มีคุณสมบัติด้านกายภาพ ความปลอดภัย การสนับสนุน และการจัดการอย่างยั่งยืน

เรียกได้ว่า สิงห์ปาร์คมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนรอบข้าง สร้างความยั่งยืนสู่สังคม ด้วยการให้องค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ส่งผลให้สังคมรอบข้างแข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้คือ แนวทางการดำเนินธุรกิจของ Singha Corporation ที่ต้องการสร้างธุรกิจให้เติบใหญ่ไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนตามปณิธานของบริษัทที่วางไว้ตั้งแต่วันแรกอย่างแท้จริง

Strategy

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.