84,514
VIEWS

ในที่สุด Startup ไทยก็สามารถ ผลิตปลั๊กไฟ IOT สัญชาติไทยได้แล้ว

Jun 28, 2019 S.Vutikorn

2 ปีที่แล้ว บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ผู้ผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ anitech เคยเปิดตัวปลั๊กไป IOT มาแล้วครั้งหนึ่งในรุ่น H-900 แต่ครั้งนั้นเป็นความร่วมมือระหว่าง anitech กับบริษัทสตาร์ทอัพในจีน

มาวันนี้ anitech สามารถพัฒนาและผลิตโซลูชั่นปลั๊กไฟ IOT สัญชาติไทยสำเร็จแล้วเป็นรายแรกในรุ่น H-1000

 

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้ให้ฟังว่า ปกติแล้วคนทั่วไปมักจะมองปลั๊กไฟว่าเป็นสินค้าทั่วไป แต่สำหรับ anitech มองว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ากลุ่มนี้ได้ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง IOT

ส่วนเหตุผลที่คราวนี้เขาเลือกที่จะพัฒนาโซลูชั่นด้วยทีมงานที่เป็นคนไทยทั้งหมด ก็เนื่องมาจากปัญหาในเรื่องของการบริการหลังการขายของปลั๊กไฟ IOT รุ่นแรก

 

เราเรียนรู้จากความผิดพลาด การพัฒนาสินค้าโดยมีฐานอยู่ต่างประเทศ เวลาเจอปัญหาจะติดขัดเรื่องเวลาซึ่งต้องใช้เวลาแก้ไขนานมาก เราเอาบทเรียนนี้มาพัฒนาต่อในไทยทั้งหมด สินค้ารุ่นปัจจุบันระบบหลังบ้านทั้งหมดอยู่ในมือคนไทย โดยเฉพาะความกังวลเรื่องข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภคที่จะรั่วไหลไปต่างประเทศ

 

โดยคุณสมบัติเด่นของปลั๊กไฟ Anitech H-1000 มีทั้งหมด 4 ฟังก์ชั่นที่เชื่อมต่อกับ Smart Phone เพื่อควบคุมการทำงานได้ทุกที่ คือ 

  1. ฟังก์ชั่นการตั้งค่าการเปิด-ปิด
  2. ฟังก์ชั่นการเปิด-ปิด ล่วงหน้าโดยระบุวันและเวลาได้  
  3. ฟังก์ชั่นการตั้งค่าเปิด-ปิดแถมตั้งเวลานับถอยหลัง  
  4. ฟังก์ชั่นPower Consumption  คือการแสดงค่าการใช้กำลังไฟฟ้าแบบ Real-Time พร้อมดูสถิติการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าย้อนหลังสูงสุดได้ถึง 3 เดือน 

ปลั๊กไฟรุ่นนี้ยังใช้มาตรฐาน Json web token JWTECC256 และ Transport Layer Security TLS 2048 bit ที่มีความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงยังได้มาตรฐาน มอก.

การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ พิชเยนทร์ตั้งเป้าการขายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ทั้งสิ้น 5,000 ตัว โดยราคาขายปลีกของปลั๊กไฟ IOTH-1000 นี้อยู่ที่ชิ้นละ 2,590 บาท 

รายได้จากปลั๊กรุ่นนี้จะมาจากกลุ่ม B2C และ B2B อย่างละ 50% แต่คาดว่าช่วงแรกจะมียอดขายมาจากกลุ่ม B2C มากกว่า เนื่องจากกลุ่ม B2B ต้องใช้เวลาในการทำตลาด เพราะต้องมีการเชื่อมต่อหลังบ้านในการพัฒนาโซลูชั่นตามความต้องการของแต่ละองค์กร

 

พิชเยนทร์ กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า อยากเห็นภาคการศึกษา อาทิ โรงเรียน และมหาวิทยาลัยนำเอาโซลูชั่นนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพราะว่ามีบางจุดที่ anitech ยังเข้าไม่ถึง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าโซลูชั่นนี้สามารถเอาไปทำเป็น New Business Model ได้ 

 

ตัวอย่างโซลูชั่นที่สามารถพัฒนาต่อยอดในธุรกิจ B2B เช่น ร้านอาหารที่มีสาขาเป็นจำนวนมากจะสามารถรับรู้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อนำมาคำนวณหาจำนวนลูกค้าในร้าน ตอนนั้น

 

การใช้ไฟฟ้าผ่านเตาไฟฟ้าทำให้เรารู้ว่ามีลูกค้านั่งในร้านทั้งหมดกี่โต๊ะ ถ้ามีลูกค้ามาก ระบบสามารถคำนวณอุณหภูมิของร้านให้พอดีกับจำนวนลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายไม่อึดอัด หรือแม้กระทั่งช่วงที่ปิดร้าน ระบบสามารถรายงาน หรือแจ้งเตือนกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ไม่คงที่ หรือไฟฟ้าดับเพื่อลดความสูญเสียของวัตถุดิบที่แช่อยู่ในตู้เย็นได้

 

ในอนาคตข้างหน้าทาง anitech จะพัฒนาสินค้าในกลุ่มที่ใช้การติดตั้งแบบถาวรกับผนัง แต่ยังคงมีซอฟ์ทแวร์คอยควบคุมเหมือนกับปลั๊กไฟ รวมถึงจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ จับความเคลื่อนไหว, จับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมาทำงานร่วมกัน โดยหวังที่จะให้ปลั๊กไฟ IOT เป็นศูนย์กลางเครื่องใช้ไฟฟ้าของบ้าน

 

พิชเยนทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2020 ทั่วโลกจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันมากถึง 50,000 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ตลาด IOT มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้ anitech ต้องรีบบุกตลาด IOT

 

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง anitech คาดว่าภายใน 3 ปี สินค้าในกลุ่ม IOT จะมียอดขายคิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมด

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn