76,261
VIEWS

ในที่สุด Startup ไทยก็สามารถ ผลิตปลั๊กไฟ IOT สัญชาติไทยได้แล้ว

Jun 28, 2019 S.Vutikorn

2 ปีที่แล้ว บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ผู้ผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ anitech เคยเปิดตัวปลั๊กไป IOT มาแล้วครั้งหนึ่งในรุ่น H-900 แต่ครั้งนั้นเป็นความร่วมมือระหว่าง anitech กับบริษัทสตาร์ทอัพในจีน

มาวันนี้ anitech สามารถพัฒนาและผลิตโซลูชั่นปลั๊กไฟ IOT สัญชาติไทยสำเร็จแล้วเป็นรายแรกในรุ่น H-1000

 

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้ให้ฟังว่า ปกติแล้วคนทั่วไปมักจะมองปลั๊กไฟว่าเป็นสินค้าทั่วไป แต่สำหรับ anitech มองว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ากลุ่มนี้ได้ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง IOT

ส่วนเหตุผลที่คราวนี้เขาเลือกที่จะพัฒนาโซลูชั่นด้วยทีมงานที่เป็นคนไทยทั้งหมด ก็เนื่องมาจากปัญหาในเรื่องของการบริการหลังการขายของปลั๊กไฟ IOT รุ่นแรก

 

เราเรียนรู้จากความผิดพลาด การพัฒนาสินค้าโดยมีฐานอยู่ต่างประเทศ เวลาเจอปัญหาจะติดขัดเรื่องเวลาซึ่งต้องใช้เวลาแก้ไขนานมาก เราเอาบทเรียนนี้มาพัฒนาต่อในไทยทั้งหมด สินค้ารุ่นปัจจุบันระบบหลังบ้านทั้งหมดอยู่ในมือคนไทย โดยเฉพาะความกังวลเรื่องข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภคที่จะรั่วไหลไปต่างประเทศ

 

โดยคุณสมบัติเด่นของปลั๊กไฟ Anitech H-1000 มีทั้งหมด 4 ฟังก์ชั่นที่เชื่อมต่อกับ Smart Phone เพื่อควบคุมการทำงานได้ทุกที่ คือ 

  1. ฟังก์ชั่นการตั้งค่าการเปิด-ปิด
  2. ฟังก์ชั่นการเปิด-ปิด ล่วงหน้าโดยระบุวันและเวลาได้  
  3. ฟังก์ชั่นการตั้งค่าเปิด-ปิดแถมตั้งเวลานับถอยหลัง  
  4. ฟังก์ชั่นPower Consumption  คือการแสดงค่าการใช้กำลังไฟฟ้าแบบ Real-Time พร้อมดูสถิติการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าย้อนหลังสูงสุดได้ถึง 3 เดือน 

ปลั๊กไฟรุ่นนี้ยังใช้มาตรฐาน Json web token JWTECC256 และ Transport Layer Security TLS 2048 bit ที่มีความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงยังได้มาตรฐาน มอก.

การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ พิชเยนทร์ตั้งเป้าการขายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ทั้งสิ้น 5,000 ตัว โดยราคาขายปลีกของปลั๊กไฟ IOTH-1000 นี้อยู่ที่ชิ้นละ 2,590 บาท 

รายได้จากปลั๊กรุ่นนี้จะมาจากกลุ่ม B2C และ B2B อย่างละ 50% แต่คาดว่าช่วงแรกจะมียอดขายมาจากกลุ่ม B2C มากกว่า เนื่องจากกลุ่ม B2B ต้องใช้เวลาในการทำตลาด เพราะต้องมีการเชื่อมต่อหลังบ้านในการพัฒนาโซลูชั่นตามความต้องการของแต่ละองค์กร

 

พิชเยนทร์ กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า อยากเห็นภาคการศึกษา อาทิ โรงเรียน และมหาวิทยาลัยนำเอาโซลูชั่นนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพราะว่ามีบางจุดที่ anitech ยังเข้าไม่ถึง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าโซลูชั่นนี้สามารถเอาไปทำเป็น New Business Model ได้ 

 

ตัวอย่างโซลูชั่นที่สามารถพัฒนาต่อยอดในธุรกิจ B2B เช่น ร้านอาหารที่มีสาขาเป็นจำนวนมากจะสามารถรับรู้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อนำมาคำนวณหาจำนวนลูกค้าในร้าน ตอนนั้น

 

การใช้ไฟฟ้าผ่านเตาไฟฟ้าทำให้เรารู้ว่ามีลูกค้านั่งในร้านทั้งหมดกี่โต๊ะ ถ้ามีลูกค้ามาก ระบบสามารถคำนวณอุณหภูมิของร้านให้พอดีกับจำนวนลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายไม่อึดอัด หรือแม้กระทั่งช่วงที่ปิดร้าน ระบบสามารถรายงาน หรือแจ้งเตือนกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ไม่คงที่ หรือไฟฟ้าดับเพื่อลดความสูญเสียของวัตถุดิบที่แช่อยู่ในตู้เย็นได้

 

ในอนาคตข้างหน้าทาง anitech จะพัฒนาสินค้าในกลุ่มที่ใช้การติดตั้งแบบถาวรกับผนัง แต่ยังคงมีซอฟ์ทแวร์คอยควบคุมเหมือนกับปลั๊กไฟ รวมถึงจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ จับความเคลื่อนไหว, จับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมาทำงานร่วมกัน โดยหวังที่จะให้ปลั๊กไฟ IOT เป็นศูนย์กลางเครื่องใช้ไฟฟ้าของบ้าน

 

พิชเยนทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2020 ทั่วโลกจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันมากถึง 50,000 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ตลาด IOT มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้ anitech ต้องรีบบุกตลาด IOT

 

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง anitech คาดว่าภายใน 3 ปี สินค้าในกลุ่ม IOT จะมียอดขายคิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมด

เครื่องใช้ไฟฟ้า

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.