3,131
VIEWS

วิชา พูลวรลักษณ์ “ธุรกิจหนังยุคนี้ต้องมี Selling Point ที่หลากหลายมิติ”

Jul 22, 2019 R.Somboon

พัฒนาการของโรงหนังในบ้านเราตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีวันหยุดนิ่ง เริ่มจาก การเกิดขึ้นของโรงหนังที่เรียกว่ามัลติเพล็กซ์ที่มีจำนวนโรงหลายโรงอยู่ในที่เดียวกัน มีระบบการฉายแบบ 35 มม.มาสู่การโรงหนังในฟอร์แมทที่หลากหลายทั้งโรงที่เป็น 4DX ไอแม็กซ์ หรือโรงหนังสำหรับเด็กที่เรียกว่าคิดส์ ซีนีม่า เป็นต้น

เช่นเดียวกับตัวคอนเทนต์หรือหนังที่มีการพัฒนาไม่หยุดนิ่งเช่นกัน โดยความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็คือ ผู้ผลิตหนังจากฮอลลี่วู้ด ต่างหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในย่านเอเชียมากขึ้นด้วยการผลิตหนังที่มีเนื้อหาที่คนเอเชียนิยมดู เช่นเดียวกับหนังท้องถิ่น หรือหนังไทย ที่มีการยกระดับคุณภาพขึ้นมาอย่างเห็นไดชัดเจน สิ่งเหล่านี้คือความพยายามในการที่จะมอบ Experience หรือประสบการณ์ที่น่าตื่นตา ตื่นใจให้กับคนดู เพื่อทำให้อุตสาหกรรมโรงหนังของบ้านเรายังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่เกิดจากการเข้ามาดิสรัปท์ของเทคโนโลยี

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) บอกกับเราว่า ในฐานะของการเป็นผู้นำตลาด เมเจอร์จะให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างมูฟวี่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ ทั้งในแง่ของฮาร์ดแวร์คือตัวโรงหนัง และซอฟต์แวร์ที่เป็นคอนเทนต์หรือตัวหนัง ในมุมมองของเมเจอร์นั้น ต้องทำโรงหนังให้เป็นโรงแรม 5 ดาว ซึ่งถือไดเร็คชั่น หรือ Strategic Thinking ที่จะทำให้อุตสาหกรรมของเรา Welcom กับคนทั้งครอบครัว ทำให้การไปดูหนังในปัจจุบันนี้เป็นอะไรที่แฟมิลี่ทุกคนรับได้หมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ตลาดนี้ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในช่วง 4 – 5 ปีก่อนหน้านี้ คนจะมองว่า เราจะถูกดิสรัปท์จากดิจิทัลเหมือนธุรกิจอื่นๆ หรือเปล่า Netflix กับ iflix จะเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมของเราหรือไม่ ปัจจุบันไม่มีใครถามแล้ว แม้คนดู Nextfix กับ ifix กับคนดูหนังมันกลุ่มเดียวกัน แต่เราก็พิสูจน์ได้แล้วว่ามันไม่กระทบ เพราะเรายังมีการเติบโตในแง่ของจำนวนคนดูอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยสิ่งที่เราเน้นมาตลอดก็คือต้องทำให้เห็นว่า การมาดูหนังมันสะดวก จองตั๋วผ่านมือถือได้ ไม่ต้องมาต่อคิวที่ช่องขายตั๋วอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เราทำให้เห็นก็คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำให้ลูกค้าเราสะดวกสบายที่สุด ทั้งการจัดโปรแกรมมิ่ง การซื้อตั๋ว รู้ว่าหนังอะไรจะเข้าฉาย เป็นต้น

 

วิชาบอกว่า การปรับตัวภายใต้กระแสของดิจิทัล ดิสรัปท์ชั่น นั้น ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาที่สุดว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาจะมีผลต่อการทำธุรกิจของเราอย่างไร โดยไม่หลอกตัวเอง ยอมรับความจริง ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เป็นการใช้ New School of Thinking ไม่ใช้ Old School of Thinking เพราะลูกค้าเราเป็นคนรุ่นใหม่ จะคิดแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“เราต้องรู้ว่าจะใช้ดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจได้อย่างไร อย่างการใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงดาต้าของลูกค้า ซึ่งจะทำให้เราสามารถนำดาต้าที่ได้นั้นมาใช้เป็นตัวช่วยในการเข้าใจความต้องการของลูกค้า และสามารถตอบโจทย์ได้แบบลงลึกเป็น Personalize ตามความชอบของแต่ละคนได้ สิ่งที่เป็นหัวใจของเมเจอร์จริงๆ ก็คือ เราทำธุรกิจบน Passion ของเราที่ต้องการจะทำให้โรงหนังที่ดีที่สุดออกมา ซึ่งการมี Passion ดังกล่าว ทำให้โรงหนังในเครือเมเจอร์ถูกทำออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในแง่ของการดีไซน์ที่ทิ้งสเปซไว้สำหรับการทำเลาจ์ในระดับเดียวกับโรงแรม 5 ดาว”

วิชา ยังบอกอีกว่า หัวใจของการทำธุรกิจไม่ว่ายุคสมัยไหน จะอยู่ที่ตัวลูกค้า เราเข้าใจความต้องการของพวกเขาหรือไม่ ลูกค้าชอบอะไร เราก็ทำอย่างนั้นออกมา ฟังดูแล้วมันเหมือนง่าย แต่เวลาลงมือทำมันยากมาก เพราะว่าความต้องการของลูกค้า มันไม่ใช่แค่คนคนเดียว แต่ลูกค้าเป็นแสน เป็นล้านคน

“หากไปดูที่ฟิเจอร์ของไลน์หรือยูทูป จะพบว่า มันจะเล่นได้หลายอย่าง ทำได้หลายมิติ เช่นเดียวกับมือถือ ที่ไม่ใช่แค่วอยซ์ หรือนอนวอยซ์ แต่มันเป็นได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเอนเตอร์เทนเม้นต์ เอ็ดดูเคชั่น หรือเป็นเอ็กซ์พอร์ที่อยากรู้อะไรไปถามกูเกิลได้ เพราะฉะนั้น เราจะขายอะไรที่เป็นมิติเดียวไม่ได้แล้ว แต่จะต้องมี Selling Point ที่หลากหลายมิติ เพื่อตอบโจทย์พวกเขาได้มากขึ้น”

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพในเรื่องนี้จากหนัง Avenger End game เป็นกรณีศึกษาที่ดีของการทำหนัง เพราะสามารถตอบโจทย์คนดูได้หลากหลายมิติทั้งในเรื่องของดราม่า ตลก และแอคชั่น การทำอย่างนั้นได้ เพราะเขาเข้าใจความต้องการของลูกค้าว่าต้องการแบบไหน

“หนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังแอคชั่น แต่มันมีครบรส เปรียบได้เหมือนกับการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องทำออกมาหลากหลายมิติ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอีกอย่างก็คือ ฮีโร่ในหนังไม่ได้มาแค่คนเดียว แต่มีการ Collaborate กันของหลายฮีโร่ ซึ่งหากต้องการจะทำอะไรที่มันมีมากกว่ามิติเดียว บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เมเจอร์ให้ความสำคัญมาตลอด”

 

20 ปี กับ 3 มาตรฐาน

ขับเคลื่อนตลาดของเมเจอร์

ภายในปี 2563 เมเจอร์จะมีโรงหนังในเครือเพิ่มขึ้นจากกว่า 800 โรงในปัจจุบัน เป็น 1,000 โรง ซึ่งยังคงทำให้เมเจอร์ถือครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 80% แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเมเจอร์ ได้เข้ามาเป็นคนสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และนี่คือ 3 มาตรฐานที่ถูกสร้างโดยเมเจอร์

1.สร้างประสบการณ์ในการดูหนังผ่านโรงหนังระดับเวิลด์คลาส ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างมาตรฐานของโรงให้เป็นระดับโลกเช่นเดียวกับสิ่งที่เมเจอร์สร้างประสบการณ์ให้คอหนังชาวไทย

2.สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโรงหนังในต่างจังหวัดที่การขยายโรงออกไปในต่างจังหวัดทั้งหัวเมืองขนาดใหญ่ หัวเมืองรอง หรือระดับอำเภอใหญ่นั้น จะออกไปด้วยโรงหนังที่มีมาตรฐานแบบเวิลด์คลาสเช่นเดียวกับที่ทำในส่วนกลาง

3. ยกระดับหนังไทยให้ได้มาตรฐาน ทำให้คนยอมรับมากขึ้น โดยนอกจากกการเป็นเจ้าของโรงหนังแล้ว เมเจอร์ยังเป็นผู้สร้างหนังไทยที่มีการจับมือกับผู้ผลิตหนังไทยหลายราย ไม่ว่าจะเป็นเวิร์คพ้อยท์ ทรู  หรือการร่วมทุนกับบริษัทซีเจ จากเกาหลีเ ทำให้มีส่วนในการยกระดับหนังไทยขึ้นมา ขณะที่การมีสเกลของโรงหนังในมือจำนวนมาก ก็มีส่วนช่วยให้หนังไทยสามารถทำรายได้ดีขึ้นจากในอดีต เข้าฉายไม่กี่วันทะลุ 100 ล้านไปแล้ว ไดเรคชั่นของเมเจอร์ในส่วนนี้ ทำให้หนังไทยสามารถทำส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 26% ในปีที่แล้ว และเพิ่มเป็น 33% ในไตรมาสแรกของปีนี้

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.