EXIM BANK ติดอาวุธ SMEs ไทย ให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

Aug 02, 2019 -None-

ธุรกิจ SMEs ในไทยถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยสัดส่วน GDP ของ SMEs คิดเป็น 42% ของ GDP ทั้งประเทศ และมีการขยายตัวมากกว่า GDP ทั้งประเทศ  โดยปี 2560 ขยายตัวถึง 5.1% สูงกว่า GDP ทั้งประเทศที่ขยายตัวเพียง 3.9% นอกจากนี้ SMEs ยังมีสัดส่วนการจ้างแรงงานถึง 80% ของทั้งประเทศ และจากข้อมูลของ สสว. หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ในปี 2560 มีจำนวนผู้ประกอบการทั้งประเทศราว  3.05 ล้านราย เป็น SMEs ถึง 3.04 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.8% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ
 
อย่างไรก็ตาม ในจำนวน SMEs 3.04 ล้านราย มีเพียง 2.5 หมื่นราย หรือ 1% ของจำนวน SMEs ทั้งประเทศเท่านั้นที่สามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้ส่งออกได้ หากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไต้หวันที่มีจำนวน SMEs ที่เป็นผู้ส่งออกสูงถึง 37% ขณะที่เยอรมนี 28% ฝรั่งเศส 27% ญี่ปุ่น 25% และสหราชอาณาจักร 21% ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยมาก จึงเป็นหน้าที่ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ SMEs สามารถขับเคลื่อนตัวเองไปสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
 
“หน้าที่หลักของ EXIM BANK คือ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสค้าขายหรือลงทุนในตลาดโลกนอกเหนือจากการค้าขายในประเทศ โดยเราโฟกัสใน 3 กลุ่มหลัก คือ รายใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ให้เขาสามารถที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตเพื่อแข่งกับประเทศอื่นได้ สองคือขนาดกลางซึ่งพร้อมจะไปต่างประเทศ หรือออกไปบ้างแล้ว เราไปสนับสนุนให้เขาขายในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น กลุ่มสุดท้ายคือรายเล็กที่ค้าขายอยู่ในประเทศ อาจจะยังขาดความรู้ความเชี่ยวชาญและแหล่งเงินทุนที่จะออกไปค้าขายในต่างประเทศ เราก็เข้าไปสนับสนุนในแง่ของการทำให้เขาส่งออกได้ โดยจับคู่ธุรกิจกับเทรดเดอร์ที่ทำการส่งออกอยู่แล้ว หรือทำให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาไปสู่การส่งออกมากขึ้น” คุณพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวถึงบทบาทของ EXIM BANK ในการสนับสนุน SMEs ไทย
 
นโยบายหลักและบทบาทของ EXIM BANK คือการมุ่งสู่วิสัยทัศน์ในการเป็น “สถาบันการเงินเฉพาะกิจชั้นนำระดับโลกที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศของไทย” ซึ่งปัจจุบัน EXIM BANK สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนที่สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งยกระดับภาคส่งออก ที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมยืนหยัดบนเวทีการค้าการลงทุนโลก
 
“EXIM BANK มีแนวทางในการสนับสนุนและเติมเต็มช่องว่างให้กับ SMEs ไทยเพื่อให้สามารถค้าขายไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่ง SMEs ไทยส่วนใหญ่ประสบกับปัญหา 3 ขาด คือ ขาดเงินทุนสำหรับดำเนินธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่มีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตเพื่อส่งออก ค่าขนส่งสินค้า ตลอดจนเงินทุนสำหรับการขยายกิจการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อพัฒนาสินค้า ขาดความเชื่อมั่นในการทำการค้าระหว่างประเทศ กังวลว่าจะขายไม่ได้ เมื่อขายได้ก็ยังกังวลอีกว่าจะไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้า กังวลความผันผวนของค่าเงิน และสุดท้ายคือปัญหาขาดคู่ค้า เขาไม่รู้จะเริ่มต้นค้าขายกับใครในต่างประเทศ ไม่รู้จักช่องทางในการกระจายสินค้า เหล่านี้คือปัญหาสำคัญที่ทำให้ SMEs ไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านไปค้าขายในเวทีโลกได้มาก”
 
EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีภารกิจด้านหนึ่งในการสนับสนุน SMEs ไทยให้สามารถเติบโตไปได้ และช่วยเติมเต็มช่องว่างของการขาดเงินทุน มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินครบวงจร เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้ทำการค้าระหว่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ ตั้งแต่การเริ่มต้นส่งออกไปจนถึงการขยายธุรกิจ หรือแม้กระทั่งสินเชื่อสำหรับสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการทำวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งสร้างนวัตกรรมของตัวเอง เพื่อต่อยอดธุรกิจและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย โดยในไตรมาสแรกของปี 2562 EXIM BANK ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศ มีเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่ SMEs เท่ากับ 40,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,529 ล้านบาท หรือ 12.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
ส่วนของ SMEs ที่มีปัญหาในเรื่องของการขาดความเชื่อมั่นในการค้าขายระหว่างประเทศ แน่นอนว่า การทำธุรกิจทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากมายซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่อาจขยายตัวและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ คุณพิศิษฐ์มองว่า สำหรับ SMEs ไทย ความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศประกอบด้วยปัจจัยหลัก 2 ส่วน คือ ความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่ง EXIM BANK เชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ส่งออก เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อหรือธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการค้า กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินและให้เครดิตทางการค้าแก่ผู้ซื้อ จากนั้น ผู้ส่งออกสามารถเลือกรูปแบบทำประกันการส่งออก เพื่อรับความคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อในต่างประเทศ ทำให้ผู้ส่งออกมีความมั่นใจที่จะค้าขายมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นคู่ค้าใหม่หรือตลาดใหม่ โดย EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินแห่งเดียวของไทยที่ให้บริการประกันการส่งออก ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมานานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 บริการประกันการส่งออกของ EXIM BANK ได้ก่อให้เกิดปริมาณธุรกิจส่งออกของไทยเป็นมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน EXIM BANK ได้พัฒนาบริการประกันการส่งออกหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการไทย อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นและสะดวกสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ตอบโจทย์ผู้ส่งออกที่ต้องการความคุ้มครองความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อ/ธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยให้ผู้ส่งออกเกิดความมั่นใจในการขยายการส่งออกไปตลาดเดิมและตลาดใหม่ รวมทั้งสามารถเสนอเงื่อนไขการชำระเงินที่ผ่อนปรนแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศมากขึ้น
 
นอกจากนี้ EXIM BANK ยังมีบริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) ซึ่งเป็นบริการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย ทำให้ผู้ส่งออกไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพราะได้ทำสัญญาจองอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าแล้ว ผู้ส่งออกจึงสามารถคำนวณต้นทุนและกำไรที่แน่นอนได้ตั้งแต่วันที่ทำ Forward Contract ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ทำให้กำไรของธุรกิจส่งออกไม่ผันผวนไปตามภาวะการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยน และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง นอกจาก Forward Contract แล้ว ยังมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอีกรูปแบบหนึ่งคือ FX Options ซึ่งเป็นสิทธิ์ในการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคต ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในสัญญา โดยหากอัตราแลกเปลี่ยนตลาด ณ วันส่งมอบในอนาคตอ่อนค่าลงกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์นั้นและสามารถขายเงินตราต่างประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยน ณ ราคาตลาดได้ ซึ่งเครื่องมือนี้จะทำให้ผู้ส่งออกได้ประโยชน์สูงสุดไม่ว่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่า โดยมีค่าธรรมเนียม (Premium) ณ วันที่ทำสัญญาเท่านั้น โดยปัจจุบัน EXIM BANK ได้ร่วมมือกับหน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง จัดสัมมนาโครงการบริหารความเสี่ยง FX ของ SMEs เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ส่งออก/นำเข้า SMEs มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในการทำการค้าระหว่างประเทศ และผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน จะได้รับวงเงิน 50,000 บาท สำหรับใช้เป็นค่าธรรมเนียมในการซื้อประกันค่าเงิน ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มช่องทางอบรมแบบ E-Learning เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ SMEs ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ของ EXIM BANK
 
“เรามองว่าผู้ส่งออกควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรค่าเงินในทุกกรณี แล้วหันมาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลกับค่าเงินในอนาคต และไม่ทำให้เงินในกระเป๋าลดลงโดยใช่เหตุด้วย” คุณพิศิษฐ์ กล่าวเสริม
 
ในระยะยาวผู้ส่งออกอาจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินอย่างยั่งยืนได้ในหลายมิติทั้งการกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป การพัฒนานวัตกรรมและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรและสร้างอำนาจต่อรองให้กับผู้ส่งออกมากขึ้น รวมถึงผู้ส่งออกอาจมองหาลู่ทางและขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อขยายฐานการผลิตและการกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศที่มีความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนหรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต
 
สุดท้าย EXIM BANK ช่วยแก้ปัญหา SMEs ที่ขาดองค์ความรู้ในการทำธุรกิจส่งออกด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXIM Excellence Academy : EXAC)” ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานจัดกิจกรรมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมและศักยภาพที่จะขยายธุรกิจสู่เวทีโลก โดยมุ่งยกระดับความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มต้นส่งออกหรือขยายการส่งออกได้เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการที่ต้องการการสนับสนุนทางการเงินและข้อมูลเพื่อขยายธุรกิจส่งออกให้เติบโตได้อย่างมั่นคง โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้าจะจัดกิจกรรมตั้งแต่ระดับการบ่มเพาะความรู้ที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นและขยายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ พาไปสำรวจตลาดและออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ จับคู่ธุรกิจกับผู้ส่งออกที่เป็นเทรดเดอร์หรือผู้ซื้อในต่างประเทศ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนมาให้คำปรึกษาแนะนำในทุกมิติ พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน สนับสนุนการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ ส่งเสริมการขยายพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ไปจนถึงการสร้างสังคมผู้ส่งออก โดยให้ผู้ส่งออกที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งผู้ที่ผ่านการอบรมจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้ากลับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเป็นพี่เลี้ยงผู้ส่งออกรุ่นใหม่ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีชุมชนผู้ส่งออกที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ในทุกตลาดทั่วโลก
 
อย่างไรก็ตาม คุณพิศิษฐ์ เสริมว่า สิ่งที่ต้องการฝากถึงผู้ส่งออก SMEs ไทยคือผู้ประกอบการ SMEs ยุคใหม่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาในการติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อรีบคว้าโอกาสให้ได้ก่อนคู่แข่ง ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันความเสี่ยงให้ได้อย่างทันท่วงที
 
“Exim Bank มีเครื่องมือทั้งในเชิงรุกและเชิงรับที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยประสบความสำเร็จในตลาดโลก เครื่องมือในเชิงรุก ได้แก่ การปรับปรุงการผลิตและหาตลาด หรือช่องทางใหม่ๆ โดยการศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่วนเครื่องมือในเชิงรับก็คือการป้องกันความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ เช่น ประกันการส่งออก ประกันความเสี่ยงการลงทุน ประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน สิ่งสำคัญที่เป็น Mindset ซึ่งผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญก็คือ ผู้ส่งออกควรปิดความเสี่ยงของทุกปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แล้วทุ่มเททรัพยากรที่มีในการพัฒนาสินค้าและปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งหาช่องทางใหม่อย่างเต็มกำลัง โดยไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาอีกต่อไป นอกจากนี้ EXIM BANK ยังได้เร่งเดินหน้าพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นำพาผู้ประกอบการไทยไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจที่เกิดขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกันกับภาครัฐและภาคเอกชนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยด้วยการเติมเต็มให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน เครือข่ายธุรกิจ และองค์ความรู้ นำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน”
 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.