6,795
VIEWS

ญนน์ โภคทรัพย์ “เมื่อ Customer Disruption ทำให้โลกค้าปลีกเปลี่ยน กลุ่มเซ็นทรัลจึงต้องเปลี่ยนตาม”

Aug 13, 2019 P.Narata

 “คนอื่นอาจมองว่า Disrupt ที่เข้ามา คือ เทคโนโลยี แต่ผมว่า Disruption ที่แท้จริง คือ Customer Disruption เพราะตอนนี้สิ่งที่เราต้องจัดการคือเรื่องของ Multi Generation มีทั้งผู้สูงอายุไปจนถึงคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันไป ขณะเดียวกันโลก Connect เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด”

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล กล่าวถึง มูลเหตุของการเกิดปฐมบทใหม่แห่งวงการค้าปลีกที่ไร้พรมแดน และไร้ขีดจำกัด ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ใหม่สู่การเป็น New Central New Retail ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เหตุผลสำคัญของการนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ในครั้งนี้ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่ทำให้เซ็นทรัล รีเทลต้องขยับจาก Family Business ไปสู่ Public Business Company เพื่อรองรับการเข้ามาของ Regional หรือ International Partnership และจะช่วยดึงดูดกลุ่ม International Talent ให้เข้ามาได้อีกด้วย

ที่สำคัญ เมื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะช่วยสร้างศักยภาพในเรื่องของ Capital Market เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ด้วยรูปแบบ และวิธีการในการสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจแตกต่างไปจากโลกค้าปลีกในยุคเดิมๆ 

“เราเตรียมตัวมานานกว่า 3 ปี และไม่ได้ทำแค่เรื่องการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น แต่เรายังทำเรื่องของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด อย่างแรก คือ การขยายธุรกิจ Physical Platform โดยมีการเติบโต 2-3 สาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ให้ทุก Business Unit ของเซ็นทรัล รีเทลขยับเข้าไปสู่ออนไลน์บนแพลตฟอร์มเดียวกันทั้งหมด รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ที่เป็น New Economy Platform เพื่อรองรับกับโอกาสในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไป และเทคโนโลยี Disrupt เข้ามา”

 

มีดีที่ Physical Platform

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัลได้มีการทำใน 3 เรื่องสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างธุรกิจ การสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจหลัก และการสร้างธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Brand Purpose ในการเป็น Central of Life ของทุก Steakholder

กว่า 70 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย และเป็นบริษัทเรือธงด้านค้าปลีก เป็นรากฐานของกลุ่มเซ็นทรัล ด้วยความแข็งแกร่งที่เกิดจากองค์ประกอบสำคัญในสามมิติ ได้แก่ การนำเสนอสินค้าหลากหลายประเภท (Multi-Category) อาทิ สินค้ากลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มอาหาร ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ในรูปแบบ Omni Channel และมีเครือข่ายค้าปลีกในหลายประเทศ (Multi Market) คือ ประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี

 

โดยภาพรวมของ Multi Format ที่เป็น Physical Platform ที่มีศักยภาพในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกอบด้วย

Department Store - ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แบรนด์หลักของกลุ่ม ที่มีสาขากว่า 23 สาขา ส่วนแบ่งตลาดและจำนวนพื้นที่ขาย โดยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 35 ในปี 2560 และร้อยละ 37 ในปี 2561 หรือห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และรีนาเชนเต  (Rinascente)

Specialty Store - ซูเปอร์สปอร์ต, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ และเหงียนคิม ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทางในประเทศเวียดนาม

Brand Shop – สินค้าแฟชั่น และผลิตภัณฑ์เสริมความงามจากต่างประเทศ ภายใต้การดูแลของ Central Marketing Group (CMG) โดยมีแบรนด์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์หรือเป็นผู้แทนจำหน่ายรวมกว่า 40 แบรนด์ เช่น Guess, Topshop, Polo Ralph Lauren, Clarins, Aesop, Lee และ Wrangler

Supermarket - เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต และ ท็อปส์ เดลี่ Hypermarket - บิ๊กซี เป็นเครือไฮเปอร์มาร์เก็ต และพลาซ่าหลักของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทลในประเทศเวียดนาม 

Convenience Store - แฟมิลี่มาร์ท ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ในประเทศไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาด 4.8% ในปี 2561 และมีสาขา 1,008 สาขา

Retail Plaza - ท็อปส์ พลาซ่า และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์

ส่งผลให้วันนี้ เซ็นทรัล รีเทล มีเครือข่ายที่ครอบคลุมในหลากหลายประเทศ ในประเทศไทยที่มีห้างสรรพสินค้า ร้านค้า รวมกัน 1,979 แห่ง ใน 51 จังหวัด พร้อมทั้งยังดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศอิตาลี ด้วยจำนวนห้างสรรพสินค้า 9 แห่ง ใน 8 เมืองยุทธศาสตร์ของอิตาลี รวมถึงการขยายสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายสินค้าเฉพาะทางในประเทศเวียดนามที่มีมากถึง 125 แห่ง ใน 37 เมือง ในประเทศเวียดนาม (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562)

เมื่อนำศักยภาพของ Multi Format หรือ Physical Platform ทั้งหมดที่มีอยู่ใน 3 ประเทศ มารวมกัน เซ็นทรัล รีเทล ก็จะมีสาขาจุดขายทั้งสิ้นถึง 3,936 แห่ง ด้วยจำนวนพื้นที่ขายรวมที่มากถึง 2,945,811 ตร.ม. และพื้นที่ให้เช่ารวม 517,420 ตร.ม. ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 27 ล้านคนทั่วโลก 

โดยในปี 2561 มีรายได้รวมกว่า 240,297 ล้านบาท ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตโดยรวม 8% เฉลี่ยเติบโตต่อปี 1.8-2.2 เท่าของจีดีพี 

 

เชื่อมโลกด้วย Omni Channel Platform

ญนน์ กล่าวเสริมว่า วันนี้ผู้บริโภคมองสินค้าเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่ม Community และกลุ่ม Value Added (Brand/Service) เมื่อ 3 ปีก่อน คนมองว่า เมื่ออีคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลส และออนไลน์มา ธุรกิจ Brick & Mortar ตายแน่นอน แต่วันนี้มันเปลี่ยนเพราะคนหนีไม่พ้นเมื่อต้องอยู่ในโลกของไฮบริด ออนไลน์ ออฟไลน์ ปนกันไปหมด ลูกค้าไม่รู้จะเข้าทางไหนออกทางไหน ทำให้ผู้ประกอบการมีความยากลำบากในการทำตลาดมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุด คือ จะรวมเรื่องของออนไลน์ และออฟไลน์เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เพราะวันนี้ Business Landscape ของค้าปลีกเปลี่ยนไปมหาศาล และเกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก ก็ขึ้นอยู่ที่ Speed of Change ของใครจะเร็วกว่ากัน

“อาจมีคนถามว่าวันนี้ยอดขายบนออฟไลน์ และออนไลน์เป็นเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก เพราะลูกค้าอาจนั่งดูสินค้าบนออนไลน์แต่มาซื้อของที่ออฟไลน์ หรือมาดูของที่ออฟไลน์ และกลับไปซื้อของที่ออนไลน์ หรือซื้อของที่ออนไลน์แต่ไปรับของที่ออฟไลน์ จึงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วทั้ง 2 เรื่องส่งผลต่อการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้น”

ยกตัวอย่าง ถ้าเข้าไปดูของที่ออนไลน์ของเพาเวอร์บาย ต้องสามารถเช็คของได้ว่ามีสินค้าอยู่ที่เพาเวอร์บายสาขาไหนบ้าง นี่คือเรื่องที่จะนำไปสู่การสร้าง Omni Channel Experience บางทีคนจะมาซื้อของที่ห้างแต่ก็อยากรู้ก่อนว่าสินค้าชิ้นนี้อยู่หรือไม่ เซ็นทรัลจึงมีเรื่องของ Check & Shop หากมีสินค้าลูกค้าก็มี 2 ทางเลือก คือ ระบุสาขาที่จะมารับสินค้า หรือให้จัดส่งสินค้าไปที่บ้าน

 

 

ที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล มีการขยายธุรกิจทั้งในเรื่องของ Physical Platform และ Online Platform อยู่ตลอดเวลา โดยเรื่องของออนไลน์จะทำอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อให้ระบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งหมดนี้ เป็นการขับเคลื่อนในรูปแบบแพลตฟอร์มภายใต้นโยบายของการเป็น Tech Company ตามวิชั่นที่ “ทศ จิราธิวัฒน์” กำหนดไว้

โดยมี Physical Platform ทำหน้าที่ดึงคนในรัศมีที่กลุ่มเป้าหมายสาขาเดินทางเข้าไปได้ ขณะเดียวกันก็ใช้พลังของ Online Platform ในการรุกสู่กลุ่มเป้าหมายที่ห่างไกลออกไป เมื่อทั้ง 2 แพลตฟอร์มสามารถผนวกกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นช่วงเวลาของการเก็บดอกออกผล

โดยเฉพาะการเติบโตบน Online Platform และ Omni Channel Platform ของเซ็นทรัล รีเทล ถือว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมากมาย และอาจก้าวได้ถึงระดับ Alibaba หรือ Amazon ที่เป็น Role Model ของเซ็นทรัล รีเทล

ญนน์ ย้ำว่า หลังจากนี้ การมองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่จะนำเข้ามาเสริมทัพ ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของเซ็นทรัล รีเทล ส่วนการขยายตลาดไปสู่ประเทศใหม่ๆ หลังจากนี้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบ Physical Platform อีกต่อไป

“เพราะออนไลน์สามารถวิ่งถึงกันได้ทั่วโลก จึงไม่จำเป็นต้องมี Physical Place มากมาย อาจเป็นการขยายในรูปแบบ Partnership ก็ได้ เพราะเราสามารถคอนเน็คลูกค้าได้ทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์”

การเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ คือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มพละกำลังจากการรวมพลังของธุรกิจค้าปลีกในส่วนต่างๆ ของเซ็นทรัล รีเทล ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี เพื่อผลักดันให้การ Transform จาก Offline Brick & Mortar ไปสู่การเป็น Omni Channel ทำได้รวดเร็ว และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.