8,255
VIEWS

เปปทีนพลัส เป็นที่ 1 ในเรื่องโซเชียลมีเดีย

Aug 27, 2019 -None-

การแข่งขันของผู้เล่นในตลาดเครื่องดื่มประเภท Functional Drink ยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ เปปทีน สามารถครองความเป็นผู้นำตลาด ด้วยการวางกลยุทธ์การใช้สื่อที่ถือว่าเหนือชั้น และน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

โดยช่วงที่ผ่านมา เปปทีน วางนโยบายด้านการสื่อสารการตลาดที่ให้น้ำหนักไปที่การใช้สื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการนำกลยุทธ์ Influencer Marketing มาใช้กับแคมเปญ เปปทีนพลัส ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ที่ดีในเรื่องของสมอง และสายตา เป็นจุดขายสำคัญ

 

คุณสุทิพา ปัญญามหาทรัพย์ Chief Marketing Officer Thailand บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แบรนด์เปปทีน ให้ความสำคัญเรื่องการสื่อสารออนไลน์มากเป็นอันดับ 1 เพราะมองไปที่ผู้บริโภคเป็นหลัก เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายหลักของเปปทีนนิยมใช้สื่อออนไลน์มากกว่าออฟไลน์ ดังนั้นเปปทีนจึงเน้นในเรื่องการสร้างคอนเทนต์ที่ดี เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย รวมถึงการนำวิธีการใหม่ๆ มาใช้ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด และง่ายขึ้นในช่องทางออนไลน์

ปีนี้เปปทีนมีการปรับโฉมแพ็กเกจจิ้งใหม่ และออกรสชาติใหม่เป็นครั้งแรก เราจึงทำความเข้าใจกับผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้เราสามารถนำไปใช้กับสื่อออนไลน์ได้ดีขึ้นในการทำแคมเปญใหม่ๆ ซึ่งการมองกลุ่มเป้าหมายของเปปทีนจะโฟกัสไปที่เรื่องของคุณประโยชน์ของตัวสินค้าที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก เช่น กลุ่มคนทำงานที่ใช้มัลติสกรีน หรือนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในช่วงการเตรียมสอบ

แต่เดิมเมื่อพูดถึงเปปทีนคนจะนึกถึงเรื่องของสมอง วันนี้เรามีผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเรื่องของสมองและสายตาที่มีความสัมพันธ์กันมาก และจากการทำสำรวจความต้องการของผู้บริโภคพบว่าสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจากตัวผลิตภัณฑ์มีอยู่ 2 เรื่อง คือ สมอง และสายตา เป็น 2 สิ่งที่ถูกใช้งานอยู่ตลอดเวลา เราจึงมองกลุ่มเป้าหมายโดยสนใจเรื่องคุณประโยชน์มากกว่าการมองแบบช่วงอายุ ซึ่งคนที่ทำงานอยู่หน้าจอ และกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ดูหนังสือในช่วงสอบ ล้วนเป็น กลุ่มที่ใช้สมอง และสายตามากๆ เป็นเวลานาน”

สำหรับแคมเปญ เปปทีนพลัส! สูตรปรับปรุงใหม่ดีกว่าเดิม (ไม่มีน้ำตาล) มาพร้อมแฮชแท็กแนวๆ แบบ #สมองเบลอหรือตาเธอไม่ชัดเจน โดยมีเซเลบริตี้ “คณาธิป สุนทรรักษ์” หรือ “ครูลูกกอล์ฟ” ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ (ANGKRIZ) เจ้าของห้องภาษาอังกฤษของ LG (โปรแกรมทีวีบน GMM25 TV) และเป็นดีเจที่ EFM STATION (พุธทอล์คพุธโทร) ที่มีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์ถึง 993,700 ราย และอินสตาแกรม 766,000 ราย มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

 

 

ผลจากการใช้สื่อที่หลากหลาย รวมถึงการสื่อสารบนช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์เปปทีนพลัส ในรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ใหม่ ส่งผลให้เปปทีนพลัสสามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และมีอิมแพค ด้วยจำนวนการรับรู้ที่มากถึง 166 ล้านวิว และเกิด Engagement เพิ่มขึ้น 25% จากการทำแคมเปญโดยรวม

แคมเปญเปปทีนพลัส จึงเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เพราะเป็นแคมเปญที่ใช้เงินค่อนข้างน้อยแต่สามารถสร้าง Engagement ได้ดีมาก เนื่องจากเปปทีนเป็นสินค้า Niche Market ที่มีราคาค่อนข้างสูง เราจึงไม่ใช้การสื่อสารในช่องทางออฟไลน์ แต่มาสื่อสารในช่องทางออนไลน์เป็นหลัก หรือถ้าจะสื่อสารในช่องทางออฟไลน์ก็ต้องเป็นสื่อที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น รายการวิทยุที่จับกลุ่มคนทำงาน หรือพนักงานออฟฟิศ เป็นต้น”

 

คุณผลิดา ราชประสิทธิ์ Managing Director, Dude Digital Co., Ltd. กล่าวว่า เปปทีนมีรูปแบบการสื่อสารบนออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์ม ได้แก่ เฟสบุ๊ค ยูทูบ ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม โดยอินสตาแกรมจะเน้นรูปแบบที่เป็นไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกับทวิตเตอร์ ซึ่งทวิตเตอร์จะช่วยสร้างกระแสด้วยแฮชแท็กที่น่าสนใจอย่างเช่น #สมองเบลอหรือตาเธอไม่ชัดเจน และให้ Key Influencer ช่วยปั่นกระแสอีกที ซึ่งความสำเร็จของแคมเปญนี้นอกจากความเข้าใจง่ายของตัวแฮชแท็ก ตัวพรีเซนเตอร์ก็สำคัญ เนื่องจากครูลูกกอล์ฟเป็นคนที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย

ในมุมของครีเอทีฟ เราได้ใช้ลูกเล่นใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำแฮชแท็ก #สมองเบลอหรือตาเธอไม่ชัดเจน  โดยตัวฮีโร่คลิปจะเป็นการเล่าแบบคลิปซ้อนคลิป ซึ่งเน้นเรื่องของคนที่ดูคลิปบนมือถือ และเห็นภาพไม่ชัด แต่พอดื่มเปปทีนภาพก็ชัดขึ้น เช่นเดียวกับ โมเมนต์ในเฟสบุ๊คที่คนดูรูปหมาแมว ดูไปยิ้มไป แล้วก็เห็นภาพเบลอ สักพักลูกกอล์ฟที่เป็นพรีเซนเตอร์ในโปรเจ็กต์นี้ก็แท็กเข้ามาว่า ส่องเยอะไปแล้ว โดยรูปแบบการสื่อสารจะเน้นถึงไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอลในทุกแพลตฟอร์ม

คุณสุทิพา กล่าวเสริมว่า โดยหน้าที่หลักๆ ของเฟสบุ๊ค ไอจี และทวิตเตอร์ จะเป็นการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ในเรื่อง Brand Awareness เน้นการใช้ข้อความสั้นๆ ง่ายๆ เพราะบนเฟสบุ๊คคนจะเลื่อนหน้าจออยู่ตลอดเวลา จึงต้องอาศัยแฮชแท็กที่น่าสนใจอย่าง #สมองเบลอหรือตาเธอไม่ชัดเจน ส่วนการทำคอนเทนต์บนยูทูบจะต้องจะใส่ Entertaining Effect เข้าไปด้วย เพื่อทำให้คลิปวิดีโอบนยูทูบมี Entertaining Value ทำให้คนอยากเปิดดู และยังสามารถให้ข้อมูลได้มากขึ้น แต่ต้องเป็น Short Video ที่สั้น กระชับ และสื่อสารจบภายใน 610 วินาที นี่คือความแตกต่างของวิธีการใช้ในแต่ละแพลตฟอร์ม ทางหนึ่งเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ และอีกทางหนึ่งเพื่อเป็นการอธิบายคุณประโยชน์ของตัวผลิตภัณฑ์

ปัจจุบัน แบรนด์เปปทีนมีผู้ติดตามบนเฟสบุ๊คจำนวน 100,000 Followers และบนยูทูบจำนวน 7,928

Subscribers

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มีเดีย อินไซต์ จำกัด กล่าวเสริมถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้สื่อออนไลน์ของเปปทีนประสบความสำเร็จ เรื่องแรก คือ ความง่าย ประกอบกับมีการติดแฮชแท็กที่เข้าใจง่าย ใช้พรีเซ็นเตอร์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี และรู้วิธีใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์แต่ละตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คือ การวางกลยุทธ์ Influencer Marketing ที่กระจายไปถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกระดับ ด้วยการใช้ตั้งแต่ Key Influencer และลงไปถึงระดับ Micro Influencer หรือ Nano Influencer

โจทย์ของเปปทีนพลัส คือ การเน้นการสร้าง Engagement ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ดังนั้นในแง่ของการสื่อสารจึงต้องมีทั้งในส่วนที่แบรนด์พูดเอง และมีส่วนที่คนอื่นเข้ามาช่วยพูดให้กับแบรนด์ การใช้ Key Influencer จึงเป็นหัวใจสำคัญของแคมเปญนี้ แต่ครั้งนี้เปปทีนได้ขยายลงไปถึงกลุ่มที่เป็น Nano Influencer ส่งผลให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้แตกต่างจากแคมเปญอื่นที่เคยทำมา และยังทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มโซเชียลได้อย่างหลากหลายมากขึ้น”

คุณภวัต กล่าวเสริมว่า การสื่อสารครั้งนี้ ต้องการให้เกิด Engagement มากกว่า Awareness เพราะที่ผ่านมาคนรู้จักเปปทีนดีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงให้น้ำหนักกับเรื่องของ Cost Per Engagement มากกว่า Cost Per Action เพราะไม่ได้เน้นการขายสินค้าไปที่อีคอมเมิร์ซ แคมเปญนี้เราจึงวัดผลในระดับกลางๆ โดยทำให้เกิดแอ็กชั่นในช่องทางต่างๆ เพื่อทำให้คนเห็นโฆษณาในแคมเปญ และเกิดการเอนเกจกับแบรนด์ ซึ่งในสกอร์ที่ได้กลับมาก็ถือว่าน่าพอใจ 

ในส่วนของการใช้งบประมาณ โดยหลักๆ จะใช้เพื่อการสื่อสารในรูปแบบที่แบรนด์พูดเองผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ค และยูทูบ ขณะที่การพูดผ่านคนอื่นๆ หรือการสื่อสารผ่านกลุ่ม Key Influencer และ Nano Influencer จะมีอยู่ประมาณ 20% แต่ถือว่าได้ผลในแง่ของการสร้าง Engagement ในวงกว้างมาก เพราะด้วยความที่เปปทีนเป็น Functional Drink ทำให้ไม่สามารถพูดในหลายๆ เรื่องได้บน Above the Line ดังนั้นในเชิงเทคนิค Nano Influencer จึงเป็นพระเอกอีก 1 ตัว ที่เข้ามาช่วยสร้างโอกาสการรับรู้ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ซึ่งแม้ว่าจะมีคนติดตามเพียงแค่ระดับ 1,000 คน แต่เมื่อขยายไปหลายๆ กลุ่มก็สามารถสร้างการรับรู้ในระดับแสน หรือเป็นล้านคนได้เช่นกัน

สำหรับแผนการตลาดของเปปทีนในปีนี้ ในช่วงเดือนสิงหาคมจะมีการ Relaunch ผลิตภัณฑ์ Peptein Original Soy Peptide ให้มีความโมเดิร์นมากขึ้น โดยยังยึดแนวทางการสื่อสารผ่านแคมเปญสนุกๆ พร้อมด้วยการใช้แฮชแท็กที่น่าสนใจ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ทำให้เหมือนแบรนด์คุยกับผู้บริโภค หรือเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน เข้าใจได้ง่ายๆ สไตล์คนโซเชียลคุยกัน ในแนวทางแบบ Two Way Communication ที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการโฆษณาจนเกินไป 

คุณสุทิพา ย้ำว่า เป้าหมายการทำตลาด Functional Drink ไม่ได้มองไปที่เรื่องของการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเบอร์ 1 เนื่องจากตลาด Functional Drink มีขนาดค่อนข้างเล็ก และมีขนาดตลาดเพียงแค่ 1 ใน 4 ของตลาด Energy Drink ที่โอสถสภาเป็นผู้นำตลาดอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นแผนการทำตลาด Functional Drink จึงเน้นไปที่เรื่องการสร้างความเติบโตในระยะยาวมากกว่า และจะทำอย่างไรให้คนดื่ม Functional Drink มากขึ้น มากกว่าที่จะแข่งกับใครเพื่อเป็นเบอร์ 1

วันนี้ เปปทีน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งของโอสถสภา ที่เราอยากให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ตัวหลักที่จะทำให้เราเติบโตในขาที่ไม่ใช่ Energy Drink ได้มากยิ่งขึ้น เราจึงทำตลาดอย่างจริงจัง ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องดื่มเป็น กลุ่มที่ต้องค่อยๆ สร้างตลาดขึ้นมา เราจึงต้องเลี้ยงดูเพื่อให้แบรนด์ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปได้เรื่อยๆ ซึ่งในอนาคตเราอยากให้เปปทีนก้าวขึ้นเป็น Top 3 ในกลุ่ม Functional Drink และเป็นเบอร์ 1 ในด้าน Brain Benefit” คุณสุทิพา กล่าว

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn