9,935
VIEWS

6 แนวคิดการทำงานของ “ป๋าเต็ด” ที่สร้าง Event ฟอร์มเทพมาตลอด 22 ปี

Sep 04, 2017 S.Vutikorn

ยุทธนา บุญอ้อม หรือ ป๋าเต็ดนั้นมีชื่อเสียงมาจากการเป็น DJ แต่ความสามารถพิเศษของป๋าเต็ดนั้นคือสามารถคิดอะไรที่มากกว่าแค่การเปิดเพลง กระทั่งต้องมาจัดงาน Event ป๋าเต็ดก็ยังวาดลวดลายในการสร้างสรรค์งาน Event ได้อย่างน่าทึ่ง

วันนี้ BrandAge Online มีเคล็ดลับในการทำงานของป๋าเต็ด มาฝากกัน 6 ข้อ

1. เริ่มต้นจากศูนย์

แนวคิดการทำงานของป๋าเต็ดนั้น มีหลักการง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถเอาไปประยุกต์ใช้งานได้จริงๆ ก็คือ เริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้ง

ป๋าเต็ด ได้เล่าประสบการณ์ในการทำงานให้ฟังไว้อย่างน่าสนใจว่า สำหรับการทำงาน Event แล้ว ความโชคร้ายของคนทำงานก็คือไม่ว่าจะคิดงานออกมาดีแค่ไหนทันทีที่งานจบลงก็ต้องรื้อทุกอย่างที่สร้างและคิดมาแล้วเริ่มต้นทำโปรเจ็กต์ใหม่ในเช้าวันใหม่ เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ดังนั้นการคิดงานด้วยการเริ่มต้นจากศูนย์จะทำให้ได้ไอเดียที่สดใหม่และมีแรงบันดาลใจตลอดเวลา

2. หากลุ่มเป้าหมายให้เจอ

นอกเหนือจากการเริ่มต้นจากศูนย์แล้วอีกหนึ่งปัจจัยที่ป๋าเต็ดอยากให้ทุกคนคำนึงถึงก็คือต้องมองกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนเป็นสิ่งแรก

ย้อนกลับไป 22 ปีก่อน สมัยที่ยังทำงานที่สถานีวิทยุ Hotwave ป๋าเต็ดถูกบรีฟให้สร้างกิจกรรมขึ้นมาเพื่อไปขายกับเอเยนซีโฆษณา

จนกระทั่งได้แนวคิดที่จะจัดงานประกวดวงดนตรีขึ้นมา แต่ก็มีคำถามในใจของป๋าเต็ดที่ค้างคาใจมานานก็คือ ทำไมคนดูต้องมาเชียร์วงดนตรีที่ไม่รู้จัก

ป๋าเต็ดมารู้คำตอบที่สามารถเอาไปประยุกต์กับการทำงานได้ ตอนที่มีโอกาสได้ไปเชียร์ทีมฟุตบอลสวนกุหลาบในการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี           

ตอนไปดูบอลจตุมิตรผมถามตัวเองว่า ทำไมเราตามเชียร์โรงเรียนมาตลอด คำตอบก็คือเราเชียร์เพราะความผูกพันเลยเอาแนวคิดนี้มาผสมกับการประกวดวงดนตรี

การประกวด Hotwave Music Awards ครั้งแรกจึงมีกติกาว่า สมาชิกในวงต้องมาจากโรงเรียนเดียวกัน เพราะป๋าเต็ดเชื่อว่าจะต้องมีเพื่อนๆ ในโรงเรียนตามมาเชียร์

เป็นไปตามคาด การจัดประกวดครั้งแรกมีวงดนตรีจากทั่วประเทศส่งเข้าแข่งขันกว่า 200 วง และเพิ่มเป็น 300 วงในปีที่2 และขึ้นไปแตะระดับ 500 วง ในเวลาไม่กี่ปี จนกลายเป็นประเพณีสืบทอดของแต่ละโรงเรียนไป

Hotwave Music Awards กลายเป็นเวทีที่สร้างศิลปินชื่อดังในเวลาต่อมา อย่างเช่นในปีแรกสมาชิกของวงละอ่อนได้กลายมาเป็นนักร้องชื่อดังอย่างตูน บอดี้ สแลม

3. ยืนยันในสิ่งที่ใช่

ในวันที่ป๋าเต็ดเข้ามาบุกเบิกสถานี วิทยุ Fat Radio ซึ่งมีจุดขายหลัก คือเปิดเพลงกึ่งอินดี้หรือเพลงของศิลปินที่ไม่ค่อยจะถูกสถานีหลักหยิบมาเปิดเท่าไหร่

Fat Radio กลายมาเป็นคลื่นวิทยุที่มีตัวตนอย่างชัดเจนในเวลาไม่นาน แม้จะมีคนติดตามไม่มากเท่ากับสถานีวิทยุดังๆ แต่ก็มีกลุ่มคนฟังที่เหนียวแน่น

กระนั้นก็ดี FatRadio ก็ประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะมีเดียเอเยนซีไม่เชื่อว่ามีคนฟังมากพอ

ป๋าเต็ด อธิบายปัญหาให้ฟังว่า เอเยนซีมอง Fat Radio ว่ามีตัวเลขคนฟังไม่มาก เพราะจับกลุ่มเป้าหมายตรงกลางระหว่างนักศึกษากับผู้ใหญ่จึงกลายเป็นพื้นที่สีเทาที่ไม่ชัดเจน

แต่ป๋าเต็ดมีความเชื่อมั่นในกลุ่มคนฟังของตัวเอง จึงได้พยายามคิดงาน Event ขึ้นมา เพื่อให้คนเอเยนซีเข้ามาดูด้วยตาตนเองว่ามีตัวตนจริงๆ แทนที่จะเลือกปรับแนวทางการเปิดเพลงเพื่อเอาใจเอเยนซี

ในยุคนั้น ศิลปินที่ไม่ดังมากจะไม่ค่อยมีงานแสดงเท่าไรนัก เพราะว่าร้านอาหารหรือผับก็ยังไม่นิยมจ้างวงดนตรีไปเล่นนอกจากนี้แล้วยังไม่มีสื่อโซเชียลมีเดียที่จะสื่อสาารกับแฟนเพลง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการแจ้งเกิดอย่างมาก

เพลงที่เราเปิดคนไม่รู้จักมากนักในตอนนั้นอย่าง Groove Rider, ฟักกลิ้งฮีโร่ ฯลฯ เราเลยมีความคิดที่จะจัดเวทีแล้วเอาคนพวกนี้มาเล่นสด คนน่าจะอยากดูเพราะมาหลายวงเล่นจบก็เปิดแผงขาย CD เลยเราสร้าง 2 เวทีตรงกลาง กันพื้นที่ให้ศิลปินมาขาย CD

ส่วนเรื่องสถานที่เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีคนฟัง Fat Radio จริงๆ เราโปรโมทผ่านคลื่นเรา อย่างเราเลือกสถานที่ที่ต้องตั้งใจไปจริงๆ เราเลือกโกดังยาสูบเก่าแถวเจริญกรุง เพราะว่าไม่มีคนมาแน่ๆ ถ้าไม่ตั้งใจมาดูคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเอเยนซี

กลายเป็นว่างาน Fat Festival ที่จัดขึ้นอย่างเล็กๆ 2 วันมีคนมามากถึง 20,000 ต่อวัน แถมวงที่มาแสดงก็เป็นวงรองแต่คนฟังร้องเพลงได้หมด

เมื่อคนเอเยนซีได้มาเห็นภาพกลุ่มเป้าหมายโฆษณาก็เริ่มเข้ามา และ Fat Radio ก็อยู่รอดได้เพราะว่าสิ่งที่ทำนั้นชัดเจน

Fat Festival กลายเป็นเทศกาลดนตรีเล็กๆ ของชนกลุ่มน้อย

ปัจจุบันนี้ Fat Radio ได้กลายมาเป็นคลื่น Cat Radio และมีงาน Cat Expo ทุกปี ที่สำคัญคือทำให้กำแพงของคำว่าเพลงอินดี้เริ่มหายไปอย่างช้าๆ

4. คิดการใหญ่บ้างก็ได้

ตอนที่ป๋าเต็ดออกมาทำค่ายเพลงสนามหลวง และต้องคิดโปรเจ็กต์เปิดตัวเพลงให้กับศิลปินลุลา ป๋าเต็ดก็เริ่มต้นจากศูนย์ด้วยการคิดจะจัดคอนเสิร์ตเหมือนเช่นเคย เพียงแค่ว่าป๋าเต็ดกลัวว่าลุลาวงเดียวจะไม่มีคนมาดู               

จากปัญหาดังกล่าวก็เริ่มมีความคิดต่อยอดมาเป็นการเพิ่มวงดนตรีที่จะมาแสดง จนเป็นต้นกำเนิดของมหกรรมดนตรีมันใหญ่มาก

ตอนนั้นมี Music Fest มากแล้วเราต้องคิดต่อว่าจะแตกต่างอย่างไรถึงจะสู้ได้

เรามองว่าทุกเทศกาลเหมือนกันคือ มีแค่เวทีเดียวคนเล่นก็ขึ้นโชว์ได้จำกัด เล่นได้ไม่เกิน 10 วง คนจัดเลยต้องเลือกแต่วงดังๆ กลายเป็นว่ามีหลายงานแต่คนเล่นเหมือนกันหมด เพราะคนจัดเลือกเอาแต่วงดังๆ ไป

ถ้าจะทำให้ไม่เหมือนต้องมีศิลปินมากกว่าต้องจัดงาน 2 วัน มีหลายเวทีสำหรับวงที่ดังแล้วกับเริ่มดัง กับเล็กมากสำหรับเพิ่งเกิดหรือว่าเวทีสำหรับแนวเพลงซับซ้อนมาก เราคัดมาได้ 8 เวที พอเวทีใกล้กันเสียงตีกัน พอ 8 เวทีต้องมีระยะห่างกัน งานจึงต้องใหญ่มากจนทีมงานอุทานขึ้นมาว่า มันใหญ่มากจนกลายเป็นสโลแกนของงานบิ๊กเมาเท่น มันใหญ่มาก

งานบิ๊กเมาเท่น กลายเป็นเทศกาลดนตรีที่ไม่เหมือนการมาดูคอนเสิร์ตทั่วไปเพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในปีนี้ ป๋าเต็ดก็มีแผนที่จะจัดงาน BIG MOUNTAIN MUSIC FESTIVAL 2017 ในวันที่ 9-10 ธันวาคมที่จะถึงนี้

5. Possibilities With in The Context

อีกหลักการทำงานที่ป๋าเต็ดใช้มาตลอดก็คือ Possibilities With in The Context

ขยายความเพิ่มเติมก็คือ การคิดงานแต่ละครั้งจะต้องเข้าใจในบริบทของงานที่เราจะทำให้ดีเสียก่อน หลังจากนั้นจึงมาดูถึงความเป็นไปได้ในการจัดกิจกรรม

ป๋าเต็ดเล่าว่า ครั้งหนึ่งทางบริษัทเกิดปัญหาในการทำงานขึ้นมาคือไปจองสถานที่สำหรับจัดงานคอนเสิร์ตไว้แต่เกิดปัญหากับศิลปินจนไม่สามารถแสดงคอนเสิร์ตได้

ทางเลือกในตอนนั้นมี 2 ทางคือ

1. ยอมให้ยึดเงินมัดจำ 1 ล้านบาท

2. หาศิลปินมาเสียบแทนในเวลา 1 เดือนซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้

แต่ป๋าเต็ดก็เลือกที่จะทำอย่างหลัง

ระยะเวลาเพียงเดือนเดียว ลำพังจะโปรโมทคอนเสิร์ตยังแทบจะไม่แต่นี่ต้องหาศิลปินมาเล่นให้ได้ก่อน ป๋าเต็ดตัดสินใจเลือกเอาวงดนตรีที่มีแนวทางดนตรีที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง และมีกลุ่มคนฟังที่เหนียวแน่นอย่างพาราด็อกซ์มาเป็นตัวช่วย

พาราด็อกซ์ เป็นวงดนตรีที่มีการแสดงสด มันสนุกสนาน นักดนตรีแต่งตัวบ้าบอมีอะไรแปลกๆ มาแสดงบนเวทีอยู่เสมอ ที่สำคัญคือมีแฟนเพจติดตามมากกว่าล้านคน

เราทำคอนเสิร์ตครั้งนี้แบบ Low Cost Airline โปรโมทผ่านโซเชียลมีเดียล้วนๆ โดยวาดภาพพาราด็อกซ์ต้องการความช่วยเหลือแล้วโพสต์ลงไปแค่นี้แฟนเพลงรู้แล้วว่าจะมีคอนเสิร์ตทันที เราสามารถขายบัตรเกินครึ่งได้ในเวลา 1 อาทิตย์บัตรราคา 900 บาท ซื้อแล้วแถมกางเกงในโลโก้วงพาราด็อกซ์

คอนเสิร์ตครั้งนี้มีงบประมาณน้อยมากแต่จะทำโปรดักชั่นให้สนุกได้อย่างไร ขนาดขอ LED ยังไม่มีเงินเช่าขนาดใหญ่สุดท้ายเราได้คอนเซ็ปต์จากของเล่นที่วงพาราด็อกซ์ชอบเอามาแจกเฟนเพลงคือตุ๊กตาเป่าลมมาประดับเวทีจำนวน 10,000 ตัวในงบประมาณ 250,000 บาท"

ในที่สุดคอนเสิร์ตเฉพาะกิจ พาราด็อกซ์ผงาดง้ำค้ำโลกโดดไม่รู้ล้มก็จบลงอย่างงดงามแบบ Low Cost

ทั้งหมดเกิดจากบริบทที่ต้องจัดคอนเสิร์ตให้ได้ในหนึ่งเดือนแล้วพยายามควานหาอะไรที่เป็นไปได้มาทำ

กระบวนการคิดที่ง่ายสุด คือเราต้องเข้าใจ Context ของเราก่อน แล้วเราก็หาอะไรที่เป็นไปได้มาทำให้เกิดขึ้นเหมือนคอนเสิร์ตพาราด็อกซ์

ผมเริ่มงานจากความเป็นไปได้ก่อนเสมอว่า เงื่อนไขเรามีอะไรบ้างแล้วคิดย้อนกลับไป แรกๆ มันอาจจะดูห่างไกลกับงานครีเอทีฟมากแต่มักจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องเสมอทุกครั้งที่เริ่มงาน เราจะให้ความสำคัญกับ Context แล้วความเป็นไปได้มันจะตามมาแล้วไอเดียดีๆ มันจะตามมาเอง

6. อย่าหยุดอยู่กับที่

ป๋าเต็ดบอกว่า การคิดตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งจะทำให้ได้งานที่ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับที่เขากำลังทำโปรเจ็กต์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านี้

งานที่ว่านี้คือ ยักษ์เฟส

ป๋าเต็ดอธิบายเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้มีเทศกาลดนตรีเกิดขึ้นมากมายและตนเองก็ไม่อยากทำเทศกาลดนตรีที่เหมือนเดิมจึงเริ่มมองหา Community ที่แปลกและไม่เคยรู้จักมาก่อนเพื่อนำมาเป็นแนวคิดของงาน

เรามองเห็นคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันเป็น Community งานยักษ์เฟสจะเดินเข้าไปแล้วมีหมู่บ้าน 5 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีระบบนิเวศของตัวเอง คนเข้างานสามารถเลือกเข้าหมู่บ้านไหนก็ได้ตามที่ต้องการ จากการค้นข้อมูลเราเจอกลุ่มแปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ว่ามีสมาชิกเหนียวแน่นมาก เช่น คนรักคราฟท์เบียร์, คนที่ชอบเต้นสวิงแจ๊ส หรือแม้กระทั่งไปเจอชมรมคนรักก้อนเมฆ

การมายักษ์เฟส คือการมาเจอคนที่เราไม่คุ้นเคยจริงๆ มางานนี้แล้วกลับไปเราจะตัวใหญ่ขึ้นเหมือนไปค้นพบโลกใหม่ๆที่ทำให้โลกของเราใหญ่ขึ้น

สิ่งที่ป๋าเต็ดคิดไว้แล้วว่าจะทำในงานนี้ก็คือ การให้ศิลปินมาออกแบบตุ๊กตาเป่าลมสำหรับไปประดับในแต่ละหมู่บ้านเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มนั่นเอง ส่วนรายละเอียด Final ของงานทั้งหมดคงต้องรออีกสักพัก

แต่รับรองว่าด้วยฝีมือของป๋าเต็ดแล้วไม่มีจัดงานแบบธรรมดาแน่นอน

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.