จาก “แดจังกึม” สู่ “แบล็กพิงค์” เมื่อ “ติ่งเกาหลี” เปลี่ยน เรดซัน เลยต้องปรับกลยุทธ์ตาม

Sep 20, 2019 R.Somboon

ด้วยเหตุที่ ตลาดร้านอาหารเกาหลีในบ้านเราส่วนใหญ่จะถูกขับเคลื่อนด้วย K – Culture ซึ่งฐานลูกค้าหลักส่วนหนึ่งจะเป็นแฟนหรือติ่งเกาหลีที่คุ้นเคยกับอาหารเกาหลีผ่านซีรีส์หนังเกาหลี ซึ่งความเป็นเค ป๊อป นี้ค่อนข้างไดนามิค ทำให้แบรนด์ที่ทำตลาดร้านอาหารเกาหลีอย่าง Red Sun จึงต้องมีการปรับตัวให้มีไดนามิคตาม โดยเฉพาะกับการนำเสนอเมนูต่างๆ ที่มีความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การบริโภคของกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม แม้ในภาพรวมจะยังคงสามารถยึดฐานลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารเกาหลีไว้ได้อย่างเหนียวแน่นมาตลอด 5 ปีที่เข้ามาทำในตลาดในเมืองไทย แต่การสร้างโอกาสเติบโตจากกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้สามารถขยายฐานการเติบโตของยอดขายได้แล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นกับ Red Sun ให้เติบพร้อมกับ Carry Brand ในระยะยาว ก็เป็นเรื่องจำเป็นไม่น้อย

การเปิดยุทธการ “รีแบรนด์” เพื่อปรับภาพลักษณ์ใหม่ พร้อมกับขยายฐานมายังกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีอายุ 18 – 25 ปี จึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของ Red Sun ในห้วง 2 – 3 ปีถัดจากนี้ไป จากเดิมที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของ Red Sun ในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นคนที่มีอายุ 25 – 35 ปี

 

นพวินท์ รอดริน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดซัน จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ Red Sun บอกกับเราว่า การรีแบรนด์ของ Red Sun มีเป้ามหายเพื่อต้องการ Refresh ให้ภาพลักษณ์ของ Red Sun มีความสนุกและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นตอบโจทย์ persona ของกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-25 ปี ที่ชื่นชอบวัฒนธรรมเกาหลี ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่สดใส สนุกกว่า เดิม จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงที่มากขึ้นในทุก Touch Point ที่ทำ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจกลุ่ม เป้าหมายได้มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Korean with a Twist” ซึ่งถูกคิดมาจากจุดแข็งของแบรนด์ คือ “การพัฒนาสินค้าที่ไม่หยุดยั้งและแปลกใหม่เสมอ” เพื่อตอบสนองความต้องการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสความนิยมเกาหลีในยุคใหม่โดยยังคงรักษากลิ่นอายของความเป็นออริจินัลไว้ตามแบบฉบับของ Red Sun

การรีแบรนด์ในครั้งนี้ ยังมีการปรับ Corporate Identity ใหม่ โดย Red Sun ทุกสาขาในประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ทั้งหมด, สีของแบรนด์ จากเดิมเป็นสีดำ/แดง ที่ดูหนักแน่นและนิ่งกว่า ไปสู่สีแดง ขาว น้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่ดูมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น สดใสขึ้น โดยสาขาใหม่ทั้ง 3 สาขาที่จะเปิดตัวในปีนี้จะเป็นลุคค์ใหม่ทั้งหมด โดยสาขาแรกที่จะเป็นต้นแบบของ Red Sun โฉมใหม่ในประเทศไทย คือ สาขาสยามเซ็นเตอร์ ที่นอกจากจะมีการปรับโฉมร้านแล้ว ยังมีการเพิ่มโซนบริการแนว Grab & Go ที่ขายเมนูของทานเล่นและของหวานอีกด้วย ขณะที่อีก 2 สาขาที่จะเปิดที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน

 

ส่วนอีก 12 สาขาที่มีอยู่ จะมีการรีโนเวท เพื่อให้ออกมาในคอนเซ็ปต์ ที่จะมีการพิ่มบริการ Grab & Go และ ดิลิเวอรี่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยปัจุบันนี้สัดส่วนการขายจากดิลิเวอรี่มีไม่ถึง 1% จะเพิ่มเป็น 10% ในปีหน้า ส่วน Grab & Go นี้ จะสามารถทำสัดส่วนการขายในปีหน้าได้ที่ 20% จากตัวเลขประมาณ 5% ในปีนี้

“กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างไดนามิคสูง ต้องการของใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของเมนูที่ต้องมีความหลากหลาย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งการปรับภาพลักษณ์ในครั้งนี้ มีการหยิบเอาเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ 3 แกนเมนูหลักทั้งเมนูชึกซอกต็อกปกกี่ข้าวผัดเรดซันชิคเก้นบอง มาทำเป็นคอมโบเซต พร้อมลดไซส์ และปรับราคาลดลงเพื่อให้สามารถเข้ามานั่งรับประทานได้ 1 – 2 คน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการใช้บริการได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ลูกค้ากลุ่มเดิมคืออายุ 25 – 35 ปี มีการเข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน มีการใช้จ่ายต่อบิล 850 บาท หรือเฉลี่ยต่อคน 350 บาท”

นพวินท์ ยอมรับว่า ตลาดร้านอาหารเกาหลีในบ้านเรา ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนที่นิยมชมชอบเค ป๊อป เพราะอาหารเกาหลีถูกสร้างการจดจำจากหนังซีรีส์มาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเลยค่อนข้างจะ Niche ซึ่งจะเหมือน กับตลาดอาหารญี่ปุ่นเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่เริ่มต้นจากการเป็น Niche เจาะลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมก่อนที่จะสามารถขยายให้ฐานของตลาดเติบโตมาเป็นแมสได้สำเร็จ

 

การรีแบรนด์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวแรกของการปูทางให้ตลาดร้านอาหารเกาหลีที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดประมาณ 2,000 ล้านบาท ให้มีการเติบโตเพื่อให้ฐานของการบริโภคขยายตัวมากขึ้น โดยการเลือกกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ เป็นเป้าหมายแรกนั้น นอกจาก คนกลุ่มนี้ ชอบลองอะไรใหม่ๆ แล้ว ยังคุ้นเคยกับความเป็นเกาหลีได้ค่อนข้างดี โดย Red Sun พยายามทลาย Pain Point ในการทำตลาดของตัวเองลง เพื่อให้สามารถผลักดันแบรนด์ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การบริโภคอาหารของเด็กรุ่นใหม่ให้ได้

ไล่ตั้งแต่ การทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการขยายสาขาเข้าไปในโลเกชั่นสำคัญๆ ซึ่งการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งแบรนด์ในเครือฟู้ดแพชชั่น ที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการทำตลาดได้เป็นอย่างดี ทั้งจากการต่อรองพื้นที่ในศูนย์การค้าใหญ่ การมีระบบสนับสนุนในการทำตลาดที่ดี ซึ่งจะเข้ามาช่วยทำให้สามารถขยายสาขาได้เร็วขึ้น

เช่นเดียวกับเรื่องของการเพิ่มความหลากหลายของเมนู และการทำให้ไซส์ของเมนูที่นำเสนอสามารถเข้าถึงและจับต้องได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่จะเข้ามาใช้บริการเมนูที่เป็นคอมโบเซตนั้น จะต้องมีเพื่อนร่วมโต๊ะ ไม่ต่ำกว่า 3 – 4 คน ก็สามารถมาใช้บริการในเมนูไซส์ที่รับประทานได้ 1 – 2 คน ซึ่งน่าจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มความถี่ในการใช้บริการได้เป็นอย่างดี

 

ที่ผ่านมา Red Sun ในไทย ถือเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งจะต่างจากสาขาที่เป็นต้นแบบที่ประเทศเกาหลีที่มีเพียง 7 – 8 เมนู โดยในเมืองไทยมีการพัฒนาเมนูต่างๆ ออกมาถึงกว่า 100 เมนู ซึ่งไม่เพียงแค่การครีเอทเมนูใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังมีการทำให้การรับประทานมีความสนุกเพิ่บมขึ้นมาจากลูกเล่นต่างๆ ที่ใส่เข้าไป ทำให้สามารถมอบ Experience ในการบริโภคอาหารเกาหลีในรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

Red Sun ตั้งเป้าหมายในการเติบโตของรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 40% โดยจะใช้งบ 40 ล้านบาท เพื่อการรีแบรนด์ในครั้งนี้ ซึ่ง Red Sun มองไปที่การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารเกาหลี จากปัจจุบันที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาดร้านอาหารเกาหลีเซ็กเม้นต์ที่เป็นหม้อต้ม โดยมีส่วนแบ่งตลาดในภาพรวมอยู่ที่ 5% และคาดหวังว่าจะเพิ่มเป็น 10% ภายในสิ้นปีนี้ โดยทั้งหมดจะมีแรงส่งจากยุทธการรีแบรนด์ในครั้งนี้

“การรีแบรนด์ในครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกของการผลักดันให้อาหารเกาหลีขยายจากการเป็น Nich Market มาสู่แมส ซึ่งหลังจากนี้เราจะมีการสร้างสีสันใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้อาหารเกาหลีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เพื่อขยายฐานการบริโภคให้มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น”

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.