“คิงส์คอลเลจกรุงเทพ” คำตอบของการศึกษา ในการเตรียมพร้อมเด็กสู่โลกอนาคต

Nov 08, 2019 A.Kanitha

ปีนี้ถือได้ว่าเป็นปีทองของตลาดโรงเรียนนานาชาติ เพราะแค่ปีนี้ปีเดียวมีโรงเรียนนานาชาติเกิดใหม่ร่วมหลายแห่ง  ข้อมูลจากสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ระบุว่าโรงเรียนนานาชาติมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12% ทำให้ปัจจุบันมีตัวเลขตลาดรวมของธุรกิจ 60,500 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขนี้ยิ่งตอกย้ำว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองยอมที่จะลงทุนให้กับลูก ยิ่งกระแส Disrupt  มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ Business Landscape จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ปกครองต้องเตรียมความพร้อม ด้วยหลักสูตร และการเรียนการสอนที่จะหล่อหลอมให้เด็กมีความสามารถในการปรับตัวต่อทุกสถานการณ์

ท่ามกลางโรงเรียนนานาชาติมากมายในปัจจุบัน “คิงส์คอลเลจกรุงเทพ” ที่กำลังเปิดสอนในปีหน้านี้เป็นสถาบัน การศึกษาที่ถูกจับตามากที่สุด ในฐานะหนึ่งในโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาสูงสุดในโลก  และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 สุดยอดโรงเรียนที่มีคะแนนสอบดีที่สุดของอังกฤษมาโดยตลอด นักเรียนของโรงเรียนสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ปีละประมาณ 25% หรือ 300 คนในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้นักเรียนมากกว่า 90% สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตนเองเลือกเป็นอันดับแรกทั้งในประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเยลได้สำเร็จ

มร.แอนดรูว์ ฮอลส์ ครูใหญ่โรงเรียนคิงส์คอลเลจวิมเบิลดัน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ เป็นแห่งแรกของอาเซียนและแห่งที่ 3 ของโลก ที่เกิดจากความร่วมมือกันของโรงเรียนคิงส์คอลเลจวิมเบิลดัน ประเทศอังกฤษ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดที่ประเทศจีน  2  แห่ง

“การมาก่อตั้งโรงเรียนคิงส์คอลเลจในต่างประเทศถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของเรา หลายต่อหลายครั้ง เราได้รับการติดต่อจากผู้ที่สนใจเข้ามาให้เราไปเปิดในประเทศต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจมาเปิดที่ไทย คือ ปรัชญาด้านการศึกษาที่เหมือนกัน หลังจากที่ได้เจอและพูดคุยกันกับ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ พบว่าเรามีจุดประสงค์ ความตั้งใจ ตลอดจนวิสัยทัศน์ทางการศึกษาสอดคล้องกัน เกิดเป็นความเชื่อถือไว้วางใจซึ่งกันและกัน เรื่องนี้ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ แต่มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ผมคิดว่าเราอยู่บนเส้นทางเดียวกัน จึงทำให้เราตัดสินใจที่จะมาร่วมเปิดโรงเรียนด้วยกัน”

แต่จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคิงส์คอลเลจกรุงเทพจะมีความแตกต่างจากประเทศจีน เพราะที่จีนเกิดจากจับมือของ 3 ฝ่าย ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ โรงเรียนในประเทศจีน และนักลงทุนชาวจีน แต่สำหรับเมืองไทยเป็นการร่วมมือกันโดยไม่มีภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องและใช้ชื่อว่า “คิงส์คอลเลจกรุงเทพ” ซึ่งมีมาตรฐานการเรียนการสอนและการบริหารเดียวกันกับ คิงส์คอลเลจวิมเบิลดัน ประเทศอังกฤษ แต่ขณะเดียวกันก็มีการผสมผสานวัฒนธรรมไทยด้วย

“เราทำงานอย่างหนักในการวางหลักสูตรให้เหมาะสมให้เป็นไปตามหลักสูตรของคิงส์คอลเลจวิมเบิลดัน โดยมีวิชาภาษาไทยและภาษาจีนเข้ามาเสริม รวมถึงมีครูผู้ช่วยคนไทย เพราะเราทราบดีว่าต้องเอาความเป็นไทยเข้ามาในโรงเรียนด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว เราพบว่าวัฒนธรรมต่างๆ ของคิงส์คอลเลจวิมเบิลดันซึ่งเน้นเรื่องมารยาท การเคารพความคิดเห็นของคนอื่น และความอ่อนน้อมถ่อมตน สอดคล้องและสามารถเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี”

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของคิงส์คอลเลจกรุงเทพที่ไม่เหมือนโรงเรียนโดยทั่วไป คือ นอกจากมาตรฐานทางวิชาการที่สูงแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้านอื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา และศิลปะ เพราะคิงส์คอลเลจวิมเบิลดัน ถือเป็นสิ่ง จำเป็นที่ต้องสร้างความสมดุลของการเติบโตให้กับเด็กนักเรียนด้วย

“การพัฒนาเด็กเพื่อเตรียมความพร้อมในโลกอนาคตนั้น ผมคิดว่าเด็กๆ ต้องการมากกว่าความพร้อมด้านวิชาการ คือเขาจะต้องมีความประพฤติที่ดีและมารยาทที่นอบน้อม ทัศนคติที่เปิดกว้าง มีแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ เราจึงมุ่งเน้นให้เด็กมีทักษะความรู้ที่รอบด้านผ่านหลักสูตรร่วมผสม หรือ Co-curricular Programme และดูแลเด็กแบบ Pastoral Care ซึ่งเป็นการดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเพื่อปลูกฝังคุณค่าของเด็กในทุกเรื่องทุกมิติ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กในอนาคต ให้มีความยืดหยุ่น ฉลาด มีทัศนคติที่ดีในการเรียนรู้ต่อสิ่งใหม่ๆ มีเหตุผลในการตัดสินใจ ทำให้ความสามารถในการปรับตัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

จุดต่างอีกอย่างที่คิงส์คอลเลจกรุงเทพไม่เหมือนโรงเรียนนานาชาติอื่นๆ ในเมืองไทยก็คือ การเป็นโรงเรียนที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นให้ครูกับเด็กใช้เวลาร่วมกัน ทั้งในห้องและนอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทำให้ครูรู้จักเด็กของตัวเองในทุกแง่มุม ทั้งความรู้ ความสามารถ และศักยภาพ เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ

นอกจากครูประจำชั้นแล้ว ที่นี่ยังมีครูเมนเทอร์ทำหน้าที่เหมือนครูพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาคอยดูแลเด็กนักเรียน โดยกำหนดให้นักเรียนทุกคนจะมีครูเมนเทอร์ 1 คนดูแลตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนจนถึงวันที่จบการศึกษา ทำให้ดูแลอย่างทั่วถึง และคอยช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเรียนหรือกิจกรรม ตลอดจนคอยแนะนำแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องเมื่อเด็กต้องการ

นอกจากนี้เพื่อให้มาตรฐานของ “คิงส์คอลเลจ กรุงเทพ” เท่าเทียมกับโรงเรียนแม่ “คิงส์คอลเลจ วิมเบิลดัน” มีแผนการจัดส่งครูจากคิงส์คอลเลจ วิมเบิลดันมาร่วมเป็นทีมงานภายใต้โครงการครูแลกเปลี่ยนจากโรงเรียนแม่ เพื่อให้ครูที่คิงส์คอลเลจวิมเบิลดันสามารถมาสอนที่เมืองไทยได้และสามารถกลับไปทำงานต่อที่คิงส์คอลเลจวิมเบิลดันได้ โดยจุดประสงค์ของโครงการดังกล่าว เพื่อต้องการให้คิงส์คอลเลจมีความเป็นครอบครัวเดียวกันนั่นเอง

“ความร่วมมือกันครั้งนี้เป็นมากกว่าหุ้นส่วนทางธุรกิจ แต่เหมือนเพื่อน เหมือนครอบครัว ที่นั่นมีอะไร ที่นี่ก็มีเหมือนกัน เพียงแต่อยู่ที่เมืองไทยเท่านั้นเอง ”

ในฝั่ง โจนาธาน เชน และเฟรดดี้ เบรตต์ นักเรียนเพิ่งที่สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนคิงส์คอลเลจวิมเบิลดัน ประเทศอังกฤษ ได้มาฝึกงานพร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณของความเป็นคิงส์คอลเลจ วิมเบิลดันสู่คิงส์คอลเลจกรุงเทพ เผยถึงความรู้สึกในสิ่งที่เขาได้รับจากโรงเรียนแห่งนี้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือ เขาสามารถทำทุกอย่างได้ ทั้งไปเล่นกีฬา หรือเล่นดนตรี โดยไม่ต้องกังวลว่าผลการเรียนจะตกลง เพราะมีติวเตอร์เสมือนเป็นพ่อแม่ใหม่อีกคนหนึ่ง คอยดูแลตักเตือนเพื่อมั่นใจได้ว่าจะยังรักษามาตรฐานผลการเรียนได้ดีเหมือนเดิม ทั้งยังสอนให้คิดบวก และสนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอด เวลา รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจ  นี่คือคุณสมบัติที่ดีในการเตรียมพร้อมที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn