ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของตลาดสด

Sep 12, 2017 R.Somboon

เฉกเช่นเดียวกับช่องทางการจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิมอื่นๆ ที่กำลังโดนผลกระทบจากการรุกเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของโมเดิร์นเทรด “ตลาดสด” ในวันนี้ กำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่เข้าไปใช้บริการ ทำให้มีตลาดสดหลายรายต้องล้มหายตายจากไป

มีบางรายต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่ เพื่อต่อลมหายใจ โดยเฉพาะตลาดสดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีปัจจัยมาจาก

1.การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการจับจ่ายของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาจับจ่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรดที่เป็น “ฟู้ด สโตร์” อย่างซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่มีความสะดวกสบายมากกว่า โดยพวกเขามองว่า ตลาดสดในรูปแบบเดิมไม่น่าเดิน เพราะเฉอะแฉะ มีกลิ่นเหม็น ที่สำคัญร้อนอบอ้าว ไม่เหมาะกับการเดินเลือกซื้อสินค้า ซึ่งเป็นมุมที่แม้ตลาดสดจะพยายามแก้ไข แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยน Perception ของผู้บริโภคได้เท่าไรนัก

2.ขณะที่การขยายตัวของสังคมเมืองที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ก็มีส่วนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของพวกเขา ทำให้เทรนด์ในเรื่องของ “สแน็ค บ็อกซ์” ซึ่งเป็นรูปแบบของการบริโภคอาหารที่ปรุงสำเร็จโดยเชฟในซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อกลับมารับประทานที่บ้านโดยไม่ต้องเสียเวลาไปทำอาหารเองได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนรุ่นใหม่โดยเทรนด์นี้แพร่หลายในเมืองใหญ่ทั่วโลก และในเมืองไทยเอง เชนซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังอย่างกรูเม่ต์ มาร์เก็ตของกลุ่มเดอะมอลล์ หรือเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ ของกลุ่มเซ็นทรัล ต่างมีการเติมเต็มการให้บริการในรูปแบบนี้เข้าไปอย่างเต็มที่เพื่อรับกับการเติบโตที่ดี

3.ตัวผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดเองก็มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง มีการพัฒนาสโตร์ ฟอร์แมตที่หลากหลาย ทั้งสาขาที่อยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้ มอลล์ สาขาสแตนอะโลน สาขาในอาคารสำนักงาน และสาขาในปั๊มน้ำมัน การมีรูปแบบสาขาที่หลากหลายนี้ สามารถรองรับกับความต้องการในการช้อปที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

4.ไม่เพียงแค่การขยายสาขาที่เป็น Physical Store เท่านั้น แต่ฟู้ด รีเทล เหล่านั้นยังมีการพัฒนาฟอร์แมตที่เป็นออนไลน์ ซึ่งเข้ามาตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเร่งรีบได้อย่างลงตัว ผลที่ตามมาก็คือ จะมีสักกี่คนที่คิดถึงการไปเดินตลาดสด

5.ไม่เพียงความท้าทายจากการรุกเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าในส่วนที่เป็นผู้บริโภคทั่วไปเท่านั้น ในส่วนของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านค้า หรือร้านอาหาร ก็ถูกท้าทายจากการเข้ามาทำตลาดของค้าส่งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร ที่มีการพัฒนาสโตร์ในรูปแบบที่ขายสินค้าอาหาร และอุปกรณ์การประกอบธุรกิจให้กับร้านอาหาร อย่างแม็คโคร ฟู้ด เซอร์วิสขึ้นมา และมีการขยายสาขาครอบคลุมในหลายพื้นที่ ซึ่งแม็คโครเอง มีการขายแบบเทิร์นคีย์ที่สามารถนำไปเปิดร้านได้ทันที ซึ่งจะเป็นอีกผลกระทบที่จะตามมา เพราะตลาดสดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปขายต่อมากถึง 70 – 80% เลยทีเดียว

6.ราคาที่ดินที่แพงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการตลาดสดบางราย ขายที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตลาดสดตัวเองทิ้ง แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน ซึ่งเราได้เห็นตลาดสดที่อยู่ในเมืองหลายตลาดหายไป และถูกแทนที่ด้วยคอนโดมิเนียม เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน ที่ปั๊มในเมืองทยอยปิดตัวลง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างกรณีศึกษาของการปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงแลนด์สเคปใหม่ของตลาดสดดูบ้างว่ามีแนวทางอย่างไร โดยยกตัวอย่างการปรับตัวของตลาดยิ่งเจริญมาเป็นกรณีศึกษาในเรื่องนี้

ยิ่งเจริญ

การ Fight Back ของตลาดสด

หากย้อนไปดู การเกิดขึ้นของตลาดสดในบ้านเราแล้ว ตลาดสด เกิดขึ้นมาโดยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มีไม่น้อยที่การพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมืองในอดีตจะมีการสร้างตลาดสดเพื่อเข้ามาเป็นแม่เหล็กส่วนหนึ่งของโครงการ ซึ่งคล้ายคลึงการสร้างโรงหนังสแตนอะโลนในอดีต ที่จะมีการสร้างอาคารพาณิชย์ล้อมรอบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินรอบข้าง

กรณีของตลาดยิ่งเจริญ ที่มีอายุยืนนานมาถึง 62 ปี คือตัวอย่างของการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ยิ่งเจริญมีการปรับตัวมาตลอด โดยในช่วง 10 ปีที่แล้ว มีความพยายามที่จะเติมเต็มแม็กเนต หรือร้านค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างจากตลาดสดทั่วไป เพื่อดึงทราฟฟิกให้เข้ามาเดินในตลาด เพราะหากมองเข้ามาที่กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายในตลาดแล้ว จะพบว่า 70 – 80% จะเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่เข้ามาซื้อเพื่อไปขายต่อ

ขณะที่ลูกค้าที่ซื้อไปบริโภคเองมีสัดส่วนอยู่แค่ 20 – 30% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาที่เข้ามาซื้อสินค้าไม่เกิน 10 โมงเช้า จึงมีการเติมเต็มร้านค้าที่ขายสินค้าไอที และที่เป็นเซอร์วิสอย่างธนาคารต่างๆ เข้าไป เพื่อที่จะดึงให้คนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้บริการในช่วงหลัง 10 โมงเช้า

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการปรับในส่วนของร้านอาหารให้ออกมาใกล้เคียง โดยยิ่งเจริญมีการมองถึงการพัฒนาร้านค้าต่างๆ ผ่านโรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อสอนการทำอาหารต่างๆ รวมถึงพัฒนาร้านค้าเพื่อต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพที่ดีขึ้น

การปรับตัวในครั้งนั้น ยังมีการมองถึงการตั้งบริษัทกลางขึ้นมาเพื่อจัดซื้อรวมให้กับร้านค้าในตลาด โดยมองถึงการช่วยลดต้นทุนเพื่อให้ร้านค้าในตลาดสามารถแข่งขันกับโมเดิร์นเทรดในเรื่องของราคาได้

นั่นคือ การปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่การปรับตัวในครั้งใหม่นี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการมองว่า หลังรถไฟฟ้าที่ผ่านหน้าตลาดสร้างเสร็จ จะทำให้การเดินทางมาตลาดยิ่งเจริญทำได้ง่ายขึ้น ผู้บริหารของยิ่งเจริญ ซึ่งเป็นคนในเจนเนอเรชั่น 3 ของ “ธรรมวัฒนะ” ที่เข้ามารับช่วงต่อ โดยนฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารตลาดยิ่งเจริญ บอกว่า มีแผนที่จะปรับตลาดยิ่งเจริญให้ทันสมัย และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีการใช้งบถึง 1 พันล้านบาท ในช่วง 5 ปีจากนี้ไป เพื่อปรับเปลี่ยน และเพิ่มพื้นที่ใหม่ๆ เข้าไป รวมถึงการดึงเอาร้าน QSR  (Quick Service Restaurant) เข้ามาให้บริการ เพื่อเติมเต็มความทันสมัยเข้าไป

ยิ่งเจริญถือเป็นตลาดสดที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ถึง 30 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับการขายสินค้าประมาณ 12,000 ตารางเมตร ในจำนวนนั้นจะมีแผงเช่าประจำอยู่กว่า 1,500 แผง และเป็นการเช่าแผงแบบขาจรอีกกว่า 400 แผง สัดส่วนร้านค้าที่อยู่ภายในตลาด แบ่งเป็น  อาหารสด 60%  โซนพลาซ่า ที่เป็นร้านค้าต่างๆ รวมทั้งเสื้อผ้า และสินค้าไอที ประมาณ 30%  และพื้นที่ 10% จะเป็นโซนของร้านอาหารต่างๆ

ตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับตลาดสดชื่อดังแห่งย่านสะพานใหม่ก็คือ ตลาดยิ่งเจริญจะมีลูกค้าหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการในตลาดไม่ต่ำกว่าวันละ 2 หมื่นคน  สามารถรองรับจำนวนรถยนต์ 6 - 8 พันคันต่อวัน และจักรยานยนต์อีกกว่า 3-4 พันคัน ซึ่งตามแผนการขยายตลาด จะนำพื้นที่ลานจอดรถที่ 2 พื้นที่ประมาณ 9 ไร่  มาขยายเพิ่มเติมสำหรับร้านค้าใหม่ๆ ที่จะถูกเติมเข้ามา

ไม่เพียงแค่การขยายพื้นที่ ยิ่งเจริญ ยังมีการมองถึงการวางแนวทางไปสู่การเป็น Green Market ภายใต้นโยบาย Y Together  เพื่อการเติบโตร่วมกันทั้งตลาด และพ่อค้าแม่ค้าในตลาด บนแนวทาง DEEC  ที่ให้ความสำคัญใน 4 เรื่อง คือ  Development,  Education, Environment และ Charity เพื่อให้ตลาดสะอาดและมีระเบียบ น่าเข้ามาเดิน มาจับจ่ายซื้อของมากขึ้น

การปรับตัวในครั้งนี้ ยังรวมถึงการนำเรื่องของออนไลน์เข้ามาเป็นช่องทางขาย โดยพัฒนาบริการที่ชื่อว่า “ส่งสด”  เพื่อต่อยอดจากการเป็น “ตลาดสด”  ไปสู่  Online Fresh Marketplace

นอกจากนี้ ยังมองถึงการทำให้ตัวเองเป็น Food Destination เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบข้างที่เรียกว่าทุ่งบางเขน ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบ “One Day Trip” เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้คนมาที่ตลาดเพิ่มมากขึ้น

การปรับตัวในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความพยายามของยิ่งเจริญ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการพัฒนาตัวเองเพื่อให้ยังคงเป็น Destination ของลูกค้าในการใช้บริการ น่าจะเป็นการมองถึงการทำให้สัดส่วนของลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค ยังคงมั่นคง และมีการเติบโต โดยไม่หนีหายไปใช้บริการในโมเดิร์นเทรด

ถือเป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไล่เข้ามาในระลอกนี้ถือว่าหนักเอาการ..... 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ โฮลดิ้ง จำกัด. All rights reserved.