เรียนรู้ Business Model ของ“เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” สัมพันธ์อย่างไรกับการสร้างโอกาสเติบโตในต่างจังหวัด

Nov 27, 2019 R.Somboon

หน้าที่ของผู้นำตลาดนั้น ไม่ได้อยู่แค่การรักษาส่วนแบ่ง หรือสร้างการเติบโตให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการขยายฐานให้ตลาดยังคงมีการเติบโตในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งการเป็นผู้นำตลาดด้วยการมีส่วนแบ่งในมือถึง 70% อย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการสร้างการเติบโตให้กับทั้งอุตสาหกรรม

ยิ่งเมื่อมองเข้ามาที่โอกาสทางการตลาดแล้ว ผู้บริหารของเมเจอร์ คือ วิชา พูลวรลักษณ์ เคยกล่าวไว้ในงานแถลงข่าวครบรอบ 25 ปีของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า โอกาสการเติบโตของตลาด ยังคงอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่า ภายในปี 2025 สัดส่วนของรายได้จากต่างจังหวัดจะมีเพิ่มขึ้นจนมากกว่ารายได้จากโรงหนังในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านั้น สัดส่วนรายได้จากกรุงเทพฯ จะมีมากถึง 70% ของรายได้รวมทั้งตลาด

 “เนื่องจากเราเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนจะถามเราเสมอว่า ถ้าขยายโรง หนังออกไปในต่างจังหวัด จะไม่เจ๊งเหรอ เพราะหากเก็บค่าตั๋วแพงจะไม่มีคนดู แต่ถ้าเก็บถูกก็จะไม่คุ้มทุน เราจึงมีการปรับ Business Model ในการลงทุนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับตลาด ซึ่งหากมองมาที่การลงทุนในกรุงเทพฯ จะพบว่า มีต้นทุนค่อนข้างสูง เฉลี่ยต่อโรงถึง 12 ล้านบาท แต่สำหรับการลงทุนในต่างจังหวัด เราจะใช้เงินลงทุนไม่สูงนัก เฉลี่ยแค่ 2 ล้านบาท ลงทุนในแต่แห่งด้วยจำนวนโรงไม่มากนัก ขณะเดียวกันก็มีราคาตั๋วหนังที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ที่มีอยู่ ทำให้เราสามารถขยายสเกลหรือจำนวนโรงในต่างจังหวัดได้ค่อนข้างรวดเร็ว”

 

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ตั้งเป้าหมายในการมีโรงหนังทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV จำนวน 1,200 โรง โดยในประเทศไทยจะมีสาขาครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2025 จากปัจจุบันที่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีโรงภาพยนตร์อยู่ใน 60 จังหวัด เข้าถึงในระดับอำเภอและตำบล โดยมีแผนจะขยายสาขาโรงภาพยนตร์ไปอีก 17 จังหวัด ที่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, แพร่, กาฬสินธุ์, บึงกาฬ, เลย, สุรินทร์, อำนาจเจริญ, ชัยนาท, อุทัยธานี, นครนายก, สมุทรสงคราม, ตราด, ภูเก็ต, ตรัง, ยะลา, นราธิวาส, ปัตตานี โดยภายในสิ้นปีนี้ น่าจะมีจำนวนโรงหนังทั้งสิ้น 169 สาขา 810 โรง 183,958 ที่นั่ง แยกเป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 46 สาขา 355 โรง 80,468 ที่นั่ง สาขาในต่างจังหวัด 115 สาขา 416 โรง 95,041 ที่นั่ง สาขาในต่างประเทศ 8 สาขา 39 โรง 8,449 ที่นั่ง

ส่วนหนึ่งของการขยายจำนวนโรงในต่างจังหวัดได้ค่อนข้างรวดเร็วนั้น มาจากการเกาะติดไปกับการขยายสาขาของเทสโก้ โลตัส ซึ่งการยึดโมเดลดังกล่าวเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขยายสาขานั้น แน่นอนว่า เป็นการเข้าไปในโลเกชั่นที่มีประชากรหนาแน่นมากพอ

ขณะเดียวกัน เมเจอร์ น่าจะใช้วิธีคิดแบบเดียวกันกับยักษ์ค้าปลีก ที่ต้องการมีสาขาให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าไม่ต้องขับรถมาดูในเมืองที่มีระยะทาง 60 – 70 กิโลเมตร ทำให้เราได้เห็นโรงหนังของเมเจอร์ ไม่เพียงแค่ขยายเข้าไปยังจังหวัดเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังมีการขยายลงลึกไปสู่อำเภอขนาดใหญ่ของแต่ละจังหวัดอีกด้วย

เมื่อประกอบเข้ากับ เทคโนโลยีของโรงหนังในปัจจุบันสามารถเข้ามาช่วยให้การขยายสาขาไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป เพราะเมื่อการฉายหนังเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นดิจิทัล ทำให้สามารถโหลด และฉายได้ทันที ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถปรับเปลี่ยนหน้าหนังที่ฉายอยู่ได้ หากหนังเรื่องไหนไม่ได้รับการตอบรับที่ดี

เมเจอร์ใช้กลยุทธ์ราคาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ หากเป็นจังหวัดใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา จะมีราคาตั๋ว 180 บาท ขณะที่จังหวัดขนาดรอง เช่น กำแพงเพชร พิษณุโลก ราคาค่าตั๋วจะอยู่ที่ 160 บาท และถ้าเป็นโรงหนังในระดับอำเภอ อาทิ อำเภอพังโคน ของจังหวัดสกลนคร หรืออำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จะคิดราคาค่าตั๋วที่ 160 บาท ซึ่งเป็นการปรับให้เข้ากับกำลังซื้อของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

 

“หนังไทย”

ตัวช่วยขับเคลื่อนการเติบโต

การจะขับเคลื่อนการเติบโตให้กับตลาดนั้น วิชา บอกว่า หนังไทยจะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในขับเคลื่อน เพราะประเทศที่มีการเติบโตที่ดีไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี หรืออินเดีย ต่างก็มีหนังท้องถิ่นเข้ามาป้อนโรงในจำนวนปีละหลายร้อยเรื่อง ต่างจากบ้านเราที่มีการผลิตหนังไทยป้อนเข้ามาไม่มากนัก

การทำหนังออกมาป้อนตลาดนั้น หัวใจสำคัญต้องมีสเกลของโรงที่พร้อมจะรองรับการฉาย โดยเฉพาะกับโรงในต่างจังหวัด ซึ่งตรงกับแผนการลงทุนของเครือเมเจอร์เองที่กำลังขยายฐานของโรงหนังออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดขนาดเล็ก หรืออำเภอขนาดใหญ่ที่เราจะขยายออกไปกับ เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การขยายตัวเพิ่มขึ้นของโรงหนังในต่างจังหวัด จะสอดรับกับการเติบโตของอุตสาห กรรมภาพยนตร์ไทยที่ปัจจุบัน เมเจอร์ ถือเป็น 1 ในผู้ขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในฐานะของผู้สร้าง ซึ่งวิชา บอกว่า โมเดลในการทำหนังไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยแทนที่จะเป็นการลงทุนของคนใดคนหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นการ Collaboration กันของแต่ละบริษัท เพื่อดึงเอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้ามาช่วยกันทำตลาด อย่างเวิร์คพ้อยท์ ที่เก่งในเรื่องของการโปรโมทเพราะมีสื่อที่เข้าถึงกลุ่มแมสซึ่งจะเข้ามาช่วยกันทำตลาดให้มีพลังมากขึ้น

 

ขณะที่หนังไทยที่จะผลิตออกมาให้สอดคล้องกับแผนการขยายฐานตลาดก็คือหนังที่อยู่ใน "เทียร์ 2” ซึ่งมีฐานคนดูส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด หนังในเทียร์นี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการฉายที่ส่วนกลาง แต่สำหรับในต่างจังหวัดแล้ว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การทำเงินอย่างถล่มทลายของหนังเรื่องหลวงพี่แจ๊ส 4G หรือหนังเรื่องนาคี 2 ที่โกยรายได้ถึง 420 ล้าน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม  Pain Point ของอุตสาหกรรมหนังไทยที่มีอยู่ก็คือ หนังไทยในบ้านเรายังขาดสตอรี่ หรือคนเขียนบทที่ดีๆ ส่วนอีกเรื่องจะอยู่ที่ Perception ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมองหนังไทยว่าไม่มีคุณภาพ เมเจอร์จึงต้องเข้ามาเปลี่ยน Perception ตรงนั้นด้วยการทำหนังไทยคุณภาพออกมา โดยหนังของเมเจอร์แต่ละเรื่องที่ทำออกมานั้น ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเน้นให้ได้หนังคุณภาพออกมาสู่ตลาด

“ธุรกิจของเมเจอร์ คือธุรกิจขายความสุข ยิ่งคนไทยมีเรื่องเครียดจากเรื่องต่างๆ ก็ยิ่งเป็นโอกาสทางการตลาด ซึ่งธุรกิจของเมเจอร์จะต่างจากธุรกิจอื่นๆ ตรงที่แม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ก็ยังมีคนเข้าโรงหนัง แน่นอนว่า เราต้องมี Business Model ที่สามารถปรับให้ยืดหยุ่นกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งนั่นจะทำให้เรายังคงสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 10 - 15% เหมือนกับที่ในปีนี้ เราน่าจะเติบโตที่ 15% มีจำนวนตั๋วหนังที่ขายไปทั้งสิ้น 40 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีประมาณ 38 ล้านใบ” ผู้บริหารของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวทิ้งท้าย

 

โรงภาพยนตร์

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.