4,577
VIEWS

Krungsri Business Forum 2019 : Platform Economy เปิดเวทีเสริมศักยภาพ ก้าวทันโลกธุรกิจแห่งอนาคต

Dec 06, 2019 -None-

ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ในโลกธุรกิจ กับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของเทคโนโลยีดิจิทัล เรียกได้ว่าเข้ามาปฏิวัติวงการในทุกอุตสาหกรรมและทุกองค์ประกอบในการทำธุรกิจจริงๆ แน่นอนว่าการเสริมสร้างศักยภาพด้านองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ผ่านงานสัมมนาก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เดินหน้าจัดกิจกรรม Krungsri Business Forum 2019 - “Platform Economy: The New Business Revolution” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้ Krungsri Business Empowerment บริการความรู้และเครือข่ายธุรกิจที่จัดขึ้นสำหรับลูกค้าธุรกิจกว่า 800 รายของกรุงศรีเพื่อแบ่งปันมุมมองในการทำธุรกิจรวมถึงแนวทางการเสริมศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจจากแนวคิด Platform Economy เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต 

วันนี้เราได้เก็บไฮไลท์ของงานมาฝากผู้อ่านทุกท่านกัน เริ่มต้นจากหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งนโยบาย และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล เทคโนโลยี โดยคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้มาบรรยายพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงหัวข้อของงานให้เห็นภาพใหญ่ของประเทศในเรื่องของดิจิทัลเทคโนโลยี ในหัวข้อ “Thailand Digital Roadmap”

พุทธิพงษ์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า คนไทยพร้อมที่จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเทคโนโลยีและดิจิทัลไม่แพ้ชาติอื่นๆ เนื่องจากตัวเลขประชากร 66.4 ล้านคนแต่มีการเข้าถึงการใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 187% หมายความว่ามีคนใช้โทรศัพท์มือถือเกินกว่าประชากรของประเทศ หนึ่งคนอาจจะใช้อุปกรณ์ หรือมือถือเกินกว่า 1 เครื่องนั่นเอง

ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคเอกชนอย่างอุตสาหกรรมการเงิน การธนาคาร ที่ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมของผู้คนภายในระยะเวลาไมกี่ปี เราก็ได้เห็นการพลิกโฉมในหลายๆ วิธีการของการทำธุรกิจ

“โลกอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในปี 2022 มีการประมาณการว่า 60% ของตัวเลข GDP จะเป็นเม็ดเงินที่มาจาก Data และแพลตฟอร์ม เพราะฉะนั้นการขยับตัวของภาครัฐต้องมีความเร็ว เพื่อวางระบบแพลตฟอร์ม โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนด้านดิจิทัลให้กับภาคเอกชนได้”

พุทธิพงษ์ อธิบายต่อว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มุ่งเน้นเพื่อยกระดับใน 5 เรื่องหลักที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือ S-Tech เทคโนโลยีที่มุ่งเน้นทางด้านการศึกษา FinTech เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการเงิน การธนาคาร HealthTech เทคโนโลยีด้านสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ AgriTech เทคโนโลยีที่จะยกระดับเกษตรกร ที่นับว่าเป็นอาชีพหลักของประชากรในประเทศ และ Government-Tech เทคโนโลยีที่พัฒนาระบบการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ท่านรัฐมนตรี ได้ยกตัวอย่าง ในเรื่องของ Government-Tech ว่า “ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ไปทำ MOU กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อที่จะรวมฐานข้อมูลของประชาชนกับระบบสาธารณสุขในประเทศให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ทั้งประวัติผู้ป่วย การรักษา การจ่ายยาต่างๆ ทั้งในโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน เพื่อให้ระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพต่อการใช้งานกับภาคประชาชน”

การเดินเครื่องเร่งการทำงานอย่างรวดเร็วของภาครัฐต่อเรื่องของเทคโนโลยีนั้น พุทธิพงษ์ อธิบายว่า จะมีกลุ่มต่างๆ ที่ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ 4 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรกคือภาคธุรกิจ เอกชน แน่นอนว่าการขยับตัวของภาครัฐจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการวางโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนโครงการ และนโยบายต่างๆ ที่มีความสำคัญอย่างเร่งด่วน ก็จะส่งผลให้ภาคธุรกิจได้รับประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าภาคธุรกิจเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลของธุรกิจ ลูกค้า จะเป็นตัวที่มาขับเคลื่อนการเติบโตได้ในอนาคต

กลุ่มสองคือภาคประชาชน แน่นอนว่าจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้รับประโยชน์จากโครงการที่พัฒนาขึ้น อย่างเรื่องระบบสาธารณสุขที่พุทธิพงษ์ ได้อธิบายไปในข้างต้น

กลุ่มที่สาม คือกลุ่มงานสายวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญ แต่มาวันนี้โลกของ Data จะนำมาซึ่งการได้ผลงานวัจัยที่มีคุณภาพ และนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสังคมและประเทศชาติ สุดท้าย ภาครัฐ พุทธิพงษ์ ย้ำว่า ภาครัฐทั้งหมดจะใช้ Cloud ตัวเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และการพัฒนาประเทศต่อไป

“ไม่แปลกใจที่ภาคการเงิน การธนาคาร สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากความเข้าใจ และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ จึงไม่สายเกินไปที่เราจะเรียนรู้ด้านดิจิทัลเพื่อนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับภาครัฐก็มีความตั้งใจผลักดันให้ประเทศไทยเป็นดิจิทัลไทยแลนด์โดยรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนแต่รัฐบาลโดยลำพังไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยประชาชนและภาคเอกชนที่ต้องเข้มแข็งและเดินไปในทิศทางเดียวกัน”

สิ่งที่รัฐมนตรีเน้นย้ำกับผู้เข้าร่วมในงานคือ การผลักดัน 5G ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ภายในปีหน้า แม้ว่าหลายคนจะมองว่าประเทศไทยพึ่งเข้าสู่ระบบ 4G ได้ไม่นาน แต่ภาครัฐก็มองไปถึงอนาคตว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดึงดูดนักลงทุน และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกเรื่องของประเทศ

“5G ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพียงเท่านั้น แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับทุกอุตสาหกรรมที่จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล สิ่งต่างๆ ที่เราพูด ทั้ง AI Robot และเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่างๆ จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากไม่มี 5G เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งหมดต้องพึ่ง 5G”

ทั้งนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาคด้วยการสร้าง Digital Valley ครั้งแรกในประเทศไทยบนพื้นที่กว่า 700 ไร่ที่อำเภอศรีราชาเชื่อมโยงการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดบริษัทด้านดิจิทัลชั้นนำของโลกมารวมในDigital Valleyทั้งนี้กระทรวงตั้งเป้าจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 900 วัน

นั่นคือภาพใหญ่ของประเทศต่อเรื่องดิจิทัล ที่แน่นอนว่าจะกระทบต่อพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน ขยับลงมากับเนื้อหาที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ในหัวข้อ “The Rise of the Platform Economy” โดย ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสายงานวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

ความน่าสนใจของหัวข้อนี้คือการยกตัวอย่างกรณีศึกษาเพื่อมาเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจได้อย่างเห็นภาพ โดยดร.สมประวิณ ได้เริ่มต้นด้วยการทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นภาพเดียวกันจากรูปแบบของ “ตลาด”

โลกของเรารู้จัก “ตลาด” และ “การแลกเปลี่ยน” มาตั้งแต่ 700 ปีก่อน แต่รูปแบบธุรกรรมของการซื้อขายในวันนั้น กับวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง อย่างปากคลองตลาด แหล่งรวมร้านค้าปลีกดอกไม้ที่สำคัญของประเทศ ที่มีร้านค้ากว่า 1,500 ร้าน

ดร.สมประวิณ ตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะไปซื้อดอกไม้ เราจะเลือกอย่างไรใน 1,500 ร้านนี้ แน่นอนว่า เราต้องดูว่าจะซื้อไปทำอะไร ดูว่าร้านไหนมีคุณภาพที่ดี และราคาที่เหมาะสม 

แต่ในความเป็นจริงแล้วมีข้อจำกัดเกิดขึ้นมากมายในการเลือกซื้อ อาจจะทำให้เราเลือกร้านที่ใกล้ตัวมากที่สุด นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเราตัดสินใจทำธุรกรรมการซื้อขายบนข้อจำกัด เราไม่สามารถเห็นข้อมูลของร้านต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน จนทำให้ไม่สามารถประเมินว่าร้านไหนคือสินค้าที่ดีที่สุดตามที่เราต้องการ

มาวันนี้ “ตลาด” ถูกสร้างพื้นที่ใหม่ ที่เรียกว่า ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีสิทธิ์เลือกว่าร้านไหนคือร้านที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา โดยไม่ถูกจำกัดด้วยปัจจัยบางอย่าง

เมื่อตลาดเปลี่ยน ระบบเปลี่ยน ดร.สมประวิณ ก็ได้อธิบายต่อไปถึงการจัดสรรด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะเปลี่ยนในสามมิติ คือ ตลาด, สินค้า และ Ecosystem

เรื่องของตลาด โลกของข้อมูลและออนไลน์ จะเอื้อให้เกิดการรีวิวผ่าน Social Reputation เราสามารถประเมินคุณภาพ ราคา บริการของร้านต่างๆ ในตลาดผ่านการเปรียบเทียบได้อย่างเสรี กฎเกณฑ์แบบเดิมถูกทำลายไป ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจบนข้อมูลเดียวกัน

สินค้า วิธีการมองสินค้าจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของการ Sharing Economy เมื่อก่อนเราตีราคาสินค้าจากความเป็นเจ้าของ แต่วันนี้การตีราคาเปลี่ยนไปเป็นการตีราคาตามที่ใช้จริง

สุดท้าย Ecosystem ในระบบธุรกรรมการซื้อขายก็เปลี่ยนไปทั้งหมด ผู้ผลิตสามารถเลือกได้ว่าใครจะเป็นผู้ส่งสินค้าไปยังร้านค้าและผู้บริโภค ในขณะที่ผู้ซื้อก็เลือกร้านได้ วันนี้ทุกคนขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์ม ได้ทำลายกำแพงกั้นทั้งหมด โดยเชื่อมโลกเข้ามาไว้รวมกัน เป็นการเปลี่ยนหน้าตาของโลก สู่ตลาดยุคใหม่

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโอกาสและความท้าทาย แต่ ดร.สมประวิณ ก็พยายามชี้ให้เราเห็นถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“เราสามารถใช้ Data มาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ อย่าง Netflix ที่เข้าใจพฤติกรรมการดู และได้นำข้อมูลเหล่านั้นมากระตุ้นให้เกิดการดูคอนเทนต์บน Netflix มากขึ้น หรืออย่าง Coke ที่ใช้ Data ของลูกค้ามาเป็นตัวกำหนดการผลิตสินค้าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขายและบริการ”

ดร.สมประวิณ อธิบายต่อว่า นอกจาก Data Driven แล้ว การคิดแบบ Customer Centric ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่จะทำให้เราสามารถสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การส่งมอบบริการแบบ Seamless ตั้งแต่ต้นจนจบ การสร้างสินค้าและบริการที่ตอบสนองเฉพาะบุคคลแบบ Personalize เนื่องจากการได้ Data ที่ครบในทุกมิติ และสุดท้ายคือการได้มาซึ่ง Loyalty ต่อแบรนด์

ดร.สมประวิณ ทิ้งท้ายผ่านกรณีศึกษาของ Nintendo ไว้อย่างน่าสนใจว่า Nintendo ที่เรารู้จักกันดีในนามของบริษัทเกมชั้นนำของโลก เริ่มต้นจากการผลิตเกมไพ่แบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Hanafuda

Nintendo เป็นบริษัทที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา จนวันนี้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีความก้าวล้ำมากๆ สาระสำคัญที่ ดร.สมประวิณ กำลังบอกก็คือ โลกมีการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวก่อนการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ Nintendo ทำอยู่เสมอ

“การตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยเทคโนโลยี กับความเข้าใจความชื่นชอบการเล่นเกมของคน  2 สิ่งที่ผนวกกันจนทำให้ Nintendo ประสบความสำเร็จได้จนถึงวันนี้”

ดร.สมประวิณ ได้หงายไพ่ Hanafuda ขึ้นมา 1 ใบเพื่อเป็นข้อคิดส่งท้ายให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคนคือไพ่ ดอกบ๊วย

“ดอกบ๊วย เป็นดอกไม้ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะออกในช่วยปลายฤดูหนาว ดอกบ๊วยมักขึ้นก่อนดอกไม้อื่น นั่นสอนให้เราเรียนรู้ถึงการปรับตัวที่ต้องปรับก่อนคนอื่นเสมอ”

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort