3,953
VIEWS

รับมือโลกยุค “ดิสรัปชัน” หมดยุคค่อยเป็นค่อยไป ต้องรีบปรับให้ทันโลก - ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

Jan 07, 2020 M.Pussapol

อธิการบดี สจล. ย้ำ ต้องปฏิรูปและพัฒนาภาคการศึกษาไทย เพื่อรับมือโลกยุค “ดิสรัปชั่น” พร้อมปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง รวดเร็ว โดยเฉพาะ AI เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตและการทำงานมากขึ้น และประสบการณ์นานปีที่นับวันสำคัญน้อยลง  

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้หลายครั้งหลายหน ทุกคนจะพบว่า ประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานไม่สามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์อะไรได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิต สาเหตุข้างต้น ทำให้ภาคการศึกษา จึงต้องปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย จึงจะสามารถอยู่รอดได้ในโลกยุค “ดิสรัปชัน” (Disruption) ซึ่งเป็นยุคที่รวบรวมทั้งความปั่นป่วน การทำลายล้าง และการเกิดขึ้นใหม่ไว้พร้อมกัน  

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวระหว่างแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Shaping Thailand’s Education in the Age of the Fourth Industrial Revolution” ในงานซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ร่วมกับ มูลนิธิสมาคมนักเรียนรัฐบาลไทย ในพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี พ.ศ. 2562  ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ  ว่า การศึกษาของไทยควรได้รับการปฏิรูปและพัฒนา เพื่อให้ก้าวทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะไทยที่ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่ต้องการเน้นวิชาชีพด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อใช้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น

AI  แทนที่มนุษย์ – ประสบการณ์ไม่มีความหมาย

ศ.ดร.สุชัชวีร์  กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี  AI : Artificial Intelligence  เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน  มาทดแทนการทำงานหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักการเงินที่เคยมีบทบาทด้านการลงทุน ด้วยความสามารถด้านการจดจำข้อมูลย้อนหลังนานนับ 10 ปี รวมถึงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่า อีกทั้งปราศจากอคติในการทำงาน เป็นข้อดีที่มนุษย์ไม่มี นอกจากนี้  สิ่งที่เคยเป็นจุดเด่นของมนุษย์ คือ ประสบการณ์ ที่สะสมมายาวนานกว่า 70 ปี ปัจจุบันมองว่านำมาปรับใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว เนื่องจากโลกยุคนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

“ดังนั้น เด็กไทยควรได้รับการพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาประเทศ โดยเฉพาะการแข่งขันกับเด็กสิงคโปร์ ที่ในอดีตเด็กไทยเคยถูกสอนมาว่าสู้เด็กจากประเทศนี้ไม่ได้”

อธิการบดี สจล. ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีความรู้และความสามารถหลายๆ ด้าน จะเห็นได้จากนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตพระจอมเกล้าลาดกระบัง วัยเพียง 10 ปี เขียนโปรแกรม Blockchain AI ควบคุมหุ่นยนต์ได้แชมป์โลก มีเด็กไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมการแข่งขัน Google Science Fair ประดิษฐ์เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน  แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยมีความรู้และความสามารถไม่แพ้เด็กชาติใดในโลก

“ทุกวันนี้เด็กยุคใหม่ๆ ทั่วโลก ไม่ได้สนใจที่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต บางคนจบวิศวะก็ไปปลูกผักขาย หรือไปขายเสื้อผ้าออนไลน์ เพราะสร้างรายได้ที่ดีกว่า หากธุรกิจนั้นได้รับการยอมรับ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ไม่ใช่ยุคที่คนจะมาเรียนเพื่อเป็นด๊อกเตอร์หรือศาสตราจารย์ต่อไปแล้ว”  

หมดยุคค่อยเป็นค่อยไป ต้องปรับให้ทันโลก

ศ.ดร.สุชัชวีร์  กล่าวต่อไปว่า ในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยและนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ตั้งใจใช้ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาพัฒนา และสร้างคุณค่าให้กับประเทศ

ที่ผ่านมา สจล. ปรับตัวและรับมือให้เข้ากับยุค Disruption โดยเชิญมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน (Carnegie Mellon University : CMU)  มหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ร่วมกันจัดตั้งสถาบันร่วมระดับอุดมศึกษา ภายใต้ชื่อ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2561 สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์, วิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอกวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กไทย ด้วยเหตุผลที่ว่านักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่เคยศึกษาในมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กว่า 300 คน ไม่เคยทำให้ผิดหวังมาก่อน 

มีการเปิดสอนคณะแพทยศาสตร์ ผลิตแพทย์ที่ไม่เหมือนสถาบันอื่นๆ โดยเน้นการเรียนการสอนควบคู่กับสถาปัตยกรรม โฟกัสด้าน  System Thinking และ System Design เนื่องจากเครื่องมือทางการแพทย์เป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้นักศึกษาเมื่อจบหลักสูตรแล้ว มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงเรียนด้านภาพยนตร์สั้น ซึ่งพบว่านักศึกษาสามารถนำความรู้ไปผลิตเป็นภาพยนตร์สั้นส่งรายงานวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์ เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาติในโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า (KMIDS)  เป็นโรงเรียนสาธิตแห่งแรกของประเทศไทยที่บรรจุหลักสูตรนานาชาติ  เน้นการเรียนการสอนด้าน Science Technology สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับนักเรียนนานาชาติ มีเป้าหมายเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง Top 10 ของโลก และเมื่อเรียนจบระดับปริญญาก็จะกลับมาทำงานและนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป 

“คำพูดที่ว่าค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรับตัว หรือช้าไปเพียงวันละ 1 นาที อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันในตลาดและจะทำให้ธุรกิจเกิดการล่มสลายได้เหมือนยักษ์ใหญ่ในอดีต อย่าง โกดัก โนเกียที่ถูกเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่”

“ฉะนั้นจะต้องไม่หยุดนิ่งและต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าคู่แข่งของเราเป็นใคร และใครเป็นคู่แข่งของเรา” ศ.ดร.สุชัชวีร์ สรุป

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort