ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยตลาด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยแบรนด์ไทย

Mar 06, 2017 BrandAge Team

อีกหนึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และฉายภาพทิศทางของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยการสร้างความแข็งแรงให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับฐานราก ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศและเป็นการเสริมโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาให้มั่นคง เพื่อสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้  

จากการบรรยายพิเศษในหัวข้อ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยตลาด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยแบรนด์ไทย โดย  คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  ในงาน Thailand's Most Admired Brand 2017  มีเนื้อหาโดยสรุปว่า การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยภาคการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนหลักมาเป็นระยะเวลายาวนาน เมื่อศักยภาพในการส่งออกของประเทศลดลง จึงส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศในภาพรวมไม่เติบโตมาหลายปี ทำให้รัฐบาลพยายามหาแนวทางในการผลักดันการเติบโตของประเทศ ผ่านการศึกษาและวิจัยอย่างจริงจังในการหาจุดแข็งหรือพื้นฐานที่แข็งแรงของประเทศ เพื่อต่อยอดการเติบโตผ่านการโฟกัส  S-Curve และสร้าง New S-Curve รวมทั้งการสนับสนุนให้มี Infrastructure ที่เอื้อให้เกิดการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้

 สิ่งที่รัฐบาลพยายามแก้ไข คือ การทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต หรือการกระตุ้นผ่าน Local Economy ที่ก่อนหน้านี้ขาดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง และนำมาสู่การทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ   ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ และสังคม

“Local  Economy มีหลายมิติ แต่ที่เราจะโฟกัสในขณะนี้ คือ การขับเคลื่อนโดยใช้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน โดยจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า ตลาด  Driven หรือ Market Driven โดยการใช้กลไกตลาดมาเป็นตัวนำ  เพื่อต่อยอดไปสู่การ Shape ภาคการผลิต เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาระดับฐานรากมักจะไปเน้นเรื่องของการพัฒนาการผลิต โดยไม่มีความรู้ว่าจะทำเพื่อขายใคร ตลาดจึงเป็นพื้นที่สำคัญในการทำรีเสิร์ชที่ดี และสำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจในกลุ่มฐานราก และยังเป็นตัวบอกว่าควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทิศทางอย่างไร”
 

สังเกตได้ว่ากลุ่ม SME หรือโอท็อป ส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นทำไปเพื่อขายใคร ส่วนใหญ่จะถูกสอนแค่เรื่องของการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งว่าทำอย่างไร หรือพัฒนาโปรดักต์อย่างไร ทำให้ส่วนใหญ่ทำการผลิตสินค้าออกมาเหมือนกัน โดยไม่รู้จะขายใครหรือคู่แข่งคือใคร ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ โดยตลาด  Driven จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้แก่ภาคเศรษฐกิจฐานราก เพราะนอกจากทำให้เกิดการหมุนของเศรษฐกิจได้ทันที ยังสามารถ Shape ไปสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์  ซึ่งตลาดที่รัฐบาลตั้งใจจะส่งเสริมให้เกิดขึ้น แบ่งเป็น 4 ตลาด  ประกอบด้วย

1. ตลาดชุมชน คือ ตลาดที่กระจายลงไปสู่รากหญ้าจริงๆ  เช่น  ตลาดนัด ตลาดในชุมชน สถานที่ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน ทำมาค้าขาย บางคนทำงานอย่างอื่นอยู่แล้ว ก็สามารถผลิตหรือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เพื่อให้เกิดเป็นรายได้ขึ้นมา รองรับกำลังซื้อที่เกิดขึ้น  ซึ่งตลาดชุมชนนับเป็นตลาดพื้นฐานสำคัญ ที่ต้องพยายามส่งเสริมให้เกิดการกระจายตัวจำนวนมาก

อีกหนึ่งแนวทางที่รัฐบาลพยายามสร้างให้เกิดขึ้นในเรื่องของตลาดชุมชน คือ การขยายร้านค้าชุมชนให้กระจายไปทั่วทั้ง 80,000 หมู่บ้าน โดยปีที่ผ่านมาสามารถเปิดไปแล้วกว่า 19,000 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่แข็งแรงจริงๆ  ยังมีจำนวนจำกัด  ทำให้สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำต่อในปีนี้ คือ การทำให้ทั้ง  19,000 หมู่บ้าน มีความเข้มแข็ง เพราะถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับการสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจฐานราก

2. ตลาดต้องชม  เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของตลาดชุมชน ที่ขยับขึ้นมาสู่การเป็นตลาดที่มีความเป็นเอกลักษณ์หรือมีอัตลักษณ์ จากต้นทุนของประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรม หากพยายามต่อยอดพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ จะทำให้สิ่งนี้กลายมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ได้  โดยกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของตลาดนี้คือ กลุ่มนักท่องเที่ยว จากการดึงเอาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ของพื้นที่มาเป็นจุดขาย และพยายามเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยว โดยที่มีชุมชน หรืออาจจะเป็นภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการ

3. ตลาด S-Curve คือ การใช้ความเข้มแข็งทางด้านอัตลักษณ์ของไทย โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินมาเป็นจุดขายให้กับกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ  ด้วยการพยายามส่งเสริมตลาดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ เช่น ผลไม้  ถือเป็นลักษณะของการทำ Area Base Development  เพื่อให้เกิดการเติบโตแบบทั้งคลัสเตอร์  ไม่ใช่เติบโตเพียงจุดใดจุดหนึ่ง โดยพยายามนำโปรดักต์ต่างๆ ของภาคเกษตรและปศุสัตว์ เข้ามาอยู่ในไปป์ไลน์ เพื่อใช้ในการหมุนเศรษฐกิจฐานราก  

ส่วนตลาดที่  4. คือ ตลาดกลางสินค้าเกษตรของชุมชน ซึ่งเป็นตลาดที่มีความหมายและเป็นหัวใจสำคัญ เพราะสามารถเข้ามาเป็นกลไกในการลดเรื่องของการผูกขาด  แก้ปัญหาเรื่องล้ง หรือการเอาเปรียบเกษตรกร เนื่องจากตลาดกลางแห่งนี้ จะเข้ามาดึงซัพพลายส่วนเกินที่ยังเหลืออยู่ หลังจากเข้าไปในตลาดอื่นๆ ก่อนหน้าที่จะทำการส่งต่อไปยังตลาดกลางขนาดใหญ่ของประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องของตลาดมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption ที่กลุ่มฐานรากอาจไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความรู้ หรือความเชี่ยวชาญในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้  ซึ่งจะกลายเป็นรอยต่อสำคัญที่ทำให้ช่องว่างในเรื่องของความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มฐานรากและบริษัทขนาดใหญ่แตกต่างกันมากยิ่งขึ้น และเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลต้องพยายามเข้ามาพัฒนาเรื่องของตลาดต่างๆ เหล่านี้ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงสู่ดิจิตอลชุมชน ในรูปแบบอินเตอร์เน็ตชุมชน ที่เชื่อมกันโดยมีตลาดเข้ามารองรับ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องของ Product Gap หรือเรื่องของช่องว่างของความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมาก 

“วันนี้วิธีคิดของรัฐบาล คือ การใช้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก  แต่ไม่ใช่เน้นที่การเปิดตลาดอย่างเดียว เพราะไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ หากยังขาดซึ่ง Skill ในการบริหารจัดการอย่างสิ้นเชิง  ทำให้จะมีอีกสิ่งที่เราจะทำอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้คือ การใส่งบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาทั้ง 4 ตลาดนี้ จำนวน 15,000 ล้านบาท ซึ่งมิติในการพัฒนาครั้งนี้  ไม่ใช่แนวทางในการพัฒนาแบบเดิมๆ แต่จะพยายามเติมในเรื่องของเทคโนโลยีเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้  และสามารถปรับตัวเข้ากับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้”

สเตปแรกในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลชุดนี้คือ การใช้ตลาดเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งการเดินในลักษณะนี้จะทำให้คนในระดับฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น  และยังเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การนำแบรนด์ไทยออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ โฮลดิ้ง จำกัด. All rights reserved.