3,474
VIEWS

ผลวิจัยระบุธุรกิจส่วนใหญ่ใน Asean เน้นบริหารแบบ Reactive มากกว่า Proactive

Jan 27, 2020 S.Vutikorn

ร้านอาหารจะปรับตัวอย่างไร ถ้าพรุ่งนี้คนไม่ออกมากินนอกบ้าน แต่สั่งผ่าน Food Delivery แทน?

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นเทรนด์การเติบโตของธุรกิจสั่งอาการผ่าน Platform กันมาบ้างแล้ว

การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจร้านอาหารนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอันเป็นผลมาจาก Digital Disruption ที่ยังคงสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งในหลายอุตสาหกรรม

จนหลายคนกล่าวว่า “วันนี้ถ้ายังไม่เริ่มปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด ถือว่าไม่ทันแล้ว”

ไม่นานมานี้มีผลสำรวจ “Make Your Wise Pivot to the New” ที่น่าสนใจชุดหนึ่งจัดทำขึ้นโดย Accenture โดยมีการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจผู้บริหารระดับสูง 1,440 ราย ครอบคลุม 11 อุตสาหกรรม ใน 12 ประเทศ

ผลสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจก็คือ “ธุรกิจส่วนใหญ่ใน Asean เน้นบริหารแบบ Reactive มากกว่า Proactive”

โดยตัวเลขจากผลสำรวจชุดนี้ ได้รายงานว่า มีเพียง 38% ของธุรกิจในอาเซียนมีการวางแผนการปรับเปลี่ยนองค์กรแบบ Proactive ขณะที่ 62% ยังอยู่ในโหมด Reactive คือ ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนถึงคิดที่จะแก้ไข ขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของทั่วโลกนั้น 72% ปรับตัวเองไปอยู่ในหมวด Proactive แล้ว

เป็นค่าตัวเลขต่างกันมากมาย...

ส่วนเหตุผลหลักที่บริษัทส่วนใหญ่มีความคิดแบบ Reactive นั้นมาจากผลสำรวจอธิบายว่า บริษัทส่วนใหญ่ยังยึดติดกับธุรกิจหลักที่เป็น Core Business หรือพูดได้ว่ายังไม่กล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง โดยพบว่า 75% ของบริษัทในอาเซียนยังคงมีรายได้เกิน 75% จากธุรกิจหลัก และมีบริษัทเพียง 1 ใน 3 ที่ก้าวออกไปหาธุรกิจใหม่ มีเพียง 6% ในอาเซียนที่คาดว่ารายได้จากธุรกิจใหม่ๆ จะเพิ่มขึ้นเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขความคาดหวังเฉลี่ยทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 54%

มาที่หัวข้อความสามารถในการลงทุนเพื่อการสร้างธุรกิจใหม่ ก็ยังพบว่ามีตัวเลขที่ตามหลังค่าเฉลี่ยทั่วโลกเช่นกัน ตัวอย่าง เช่น มีเพียง 33% ที่บอกว่ามั่นใจในการทรานส์ฟอร์มองค์กร ขณะที่ตัวเลขทั่วโลกอยู่ที่ 49%

สรุปภาพรวมในกลุ่มอาเซียน

  • บริษัทจำนวนมาก (62%)ในอาเซียนมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงรับ หรือ Reactive
  • สิ่งที่ต่างจากในระดับโลกคือบริษัทในอาเซียนมีความคาดหวังปรับตัวไปสู่ธุรกิจใหม่ในระดับต่ำ และยังอยู่ในระยะเริ่มต้นในเส้นทางการตอบรับโอกาสใหม่
  • ความมั่นใจโดยรวมเกี่ยวกับความเพียงพอของการลงทุนในอาเซียนโดยทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากิจการอื่นทั่วโลก
  • มีบริษัทในอาเซียนเพียง 33% ที่เชื่อว่าตนเองมีความสามารถในการลงทุนที่เพียงพอต่อการปรับขยายธุรกิจใหม่ ๆ
  • ในช่วง 3 ปีข้างหน้า กิจการในอาเซียนจะยังคงล่าช้าในการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจหลักเพื่อยกระดับความสามารถในการลงทุน
  • เงินลงทุนในอนาคตจะไปอยู่กับกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจหลัก
  • นวัตกรรมจะพัฒนาแบบรวมศูนย์มากขึ้น (77%) ในอาเซียน
  • กิจการในอาเซียนมีความต้องการขยายธุรกิจใหม่น้อยและมีกิจการจำนวนไม่มากนักที่ตระหนักถึงศักยภาพในการปรับรูปแบบวัฒนธรรมใหม่ และการเพิ่มยอดขายของธุรกิจหลักผ่านกิจกรรมของธุรกิจใหม่

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า โลกเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยทุกองค์กรต้องทำ 2 สิ่งไปพร้อมๆ กัน คือ 1.ทำ Core Business ให้ดีขึ้น และ 2.วางแผนลงทุนในธุรกิจใหม่

Accenture ยังให้คำแนะนำสำหรับนำไปใช้ในการปรับปรุงการทำงานขององค์กรไว้ 3 ด้าน คือ

1. Transform The Core หรือการเพิ่มความสามารถในการลงทุนได้ด้วยการฟื้นความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก   

“เราไม่แนะนำให้ปิดของเดิมแล้วไปสร้างอะไรใหม่ทั้งหมด แต่ให้มองว่า ทำอย่างไรถึงจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับธุรกิจที่มีอยู่เดิม เช่น ธนาคารจะบริหารสาขาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด หรือธุรกิจค้าปลีกจะบริหารสาขาอย่างไรให้มีรายได้สูงสุด”

2. Grow The Core หรือการสร้างการเติบโตจากธุรกิจหลัก เพื่อรักษาการเติบโต

3. Scale The New หรือการปรับขยายธุรกิจใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ตัวอย่าง เช่น Microsoft ที่ยุคก่อนมีรายได้จากโปรแกรม Window และ Microsoft Office แต่ปัจจุบันมีรายได้หลักมาจาก Cloud Computing เช่น Microsoft Azure หรือจะเป็น Netflix ที่ปรับตัวจากการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ของผู้ผลิตอื่นๆ มาเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์เอง เป็นต้น”

สำหรับภาพการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรขนาดใหญ่จะมีความตื่นตัวมากกว่าขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีข้อดีคือ องค์กรขนาดใหญ่จะมีซัพพลายเชนเป็นจำนวนมาก ทำให้องค์กรขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำในการทรานส์ฟอร์มองค์กร และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

“ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงก่อนคนอื่น ย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จกว่า หัวใจคือ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงตรงนี้หรือเปล่า?”

Research

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.