ทำความรู้จัก “โกลว์ฟิช” Service Office ระดับไฮเอนด์

Mar 07, 2017 BrandAge Team

Hamburger Crisis ที่เกิดขึ้นเมื่อราวๆ 8-9 ปีก่อน กลายเป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสให้กับธุรกิจบริการในกลุ่ม Service Office และ Co-Working Space ซึ่งการเติบโตในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา ได้สะท้อนภาพวิถีการทำงานของผู้คนยุคใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตเร็วในแนวสตาร์ทอัพ (Startup) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ก็ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ Service Office หรือ Co-Working Space เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

“โกลว์ฟิช” (Glowfish) คือ Service Office ระดับไฮเอนด์ ในเครือของ “เฮอริเทจ เอสเตทส์” ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ของกลุ่มลูกค้าบริษัทที่ต้องการลดต้นทุนในเรื่องการเช่าพื้นที่เพื่อทำสำนักงาน โดยสาขาแรกเกิดขึ้นที่อาคารอโศก ทาวเวอร์ ในปี 2556 ด้วยการนำพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร โดยนำพื้นที่มาแบ่งเป็นห้องสำหรับการทำสำนักงาน ขณะที่พื้นที่บางส่วนมีการใช้งานร่วมกันในแบบ Co-Working Space มีสิ่งอำนวยความสะดวก และมีบรรยากาศการทำงานร่วมกันในลักษณะคอมมูนิตี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มสตาร์ทอัพ

ส่วนสาขา 2 เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2559 บนพื้นที่ประมาณ 900 ตารางเมตร บริเวณชั้น 4 - 5 ของอาคารเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง อีกทั้งยังได้นำคาเฟ่สุดชิค "kuppadeli"  มาเปิดให้บริการเพื่อรองรับนักธุรกิจรุ่นใหม่อีกด้วย

“หลัง Hamburger Crisis เราเริ่มเห็นเทรนด์ของธุรกิจแนวใหม่หลากหลายคอนเซ็ปต์ที่เกิดขึ้นในย่านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการให้เช่าพื้นที่ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตเร็วในแนวสตาร์ทอัพ (Startup) ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการใช้คำว่า สตาร์ทอัพ จึงเกิดความคิดขึ้นว่า ประเทศไทยก็น่าจะมีตลาดแบบนั้นเกิดขึ้นได้ กระทั่งเมื่อมีโอกาสก็ได้นำไอเดียนี้กลับมาต่อยอดอีกครั้ง ก็เป็นจังหวะที่เทรนด์ของสตาร์ทอัพเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว โดยนำอาคารอโศก ทาวเวอร์ มาปรับปรุง และแบ่งเป็นพื้นที่ให้เช่าด้วยคอนเซ็ปต์ของการเป็น Service Office ที่อาจยังไม่ใช่ Co-Working Space อย่างเต็มรูปแบบมากนัก”

กวิน ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮอริเทจ เอสเตทส์ จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจ Service Office โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไลฟ์สไตล์ของผู้ประกอบการในยุคใหม่ มีลักษณะการทำงานที่ไม่อยู่กับที่ ไม่ค่อยทำงานอยู่บนโต๊ะ เพราะต้องไปนู่นมานี่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งวันนี้ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีที่ทำให้คนสามารถทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ ซึ่งอาจไปนั่งทำงานในร้านกาแฟที่เชียงใหม่ก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วคนก็ยังต้องการการสื่อสารกันแบบ Face to Face ทำให้วันนี้ความต้องการใช้ออฟฟิศเปลี่ยนไป เกิดความต้องการใช้ห้องประชุมมากขึ้น หรือใช้ห้องเพื่อเทรนนิ่ง หรือจัดกิจกรรมในบางครั้ง เราจึงต้องมีที่ที่หนึ่งที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอยากกลับมาใช้งานเพื่อประชุม หรือใช้เวลาร่วมกันในการสร้างทีม

“ลักษณะของออฟฟิศที่เราทำขึ้นมา จึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพฤติกรรมตรงนี้เป็นหลัก ซึ่งความต้องการใช้งานพื้นที่เปลี่ยนไปก็เพราะเทคโนโลยีที่เข้ามา ซึ่งการตอบโจทย์เทรนด์ตรงนี้เราคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า เราจะดูจากความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง เราคิดแทนลูกค้าว่า จะทำอย่างไรให้สามารถ Downscale ได้มากที่สุด แต่สามารถใช้พื้นที่ได้มากที่สุด ดังนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สามารถแชร์กันได้เราก็จะนำมาแชร์ร่วมกันทั้งหมด เพราะในช่วงที่เราเริ่มทำสาขาแรกมีสตาร์ทอัพมาอยู่กับเราค่อนข้างมาก ทำให้เรารู้ถึงสิ่งที่ตัวผู้ประกอบการต้องการ

สิ่งแรกที่เขาต้องการ คือ ออฟฟิศที่สามารถตอบโจทย์ในแง่ของ “ต้นทุน” ทุกคนรู้ว่า ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนของพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการจัดการซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าพื้นที่ เช่น ค่าทำความสะอาด การบำรุงรักษา การทำระบบการจัดการต่างๆ รวมถึงการจัดการในเรื่องของ HR ซึ่งการที่เราจะดึงบุคลากรดีๆ ให้เข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลเราคิดถึงขั้นที่ว่า เราต้อง Attract เด็กแนวให้ได้ แต่ออฟฟิศธรรมดาทำไม่ได้ ทุกคนอยากจ้างเด็กที่มีทักษะในเรื่องของดิจิตอลเน็ตเวิร์ค แต่เด็กที่มีทักษะทั้งเรื่องดิจิตอล และโซเชียลเน็ตเวิร์คเขาไม่มาอยู่ใน Normal Office แบบเดิมๆ แล้ว และวิธีการทรีตก็ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นตัวออฟฟิศของเราก็ต้องตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน” 

ดังนั้น หัวใจสำคัญในการทำ Service Office จึงเป็นเรื่องของการตอบโจทย์ในด้าน “ต้นทุน” เป็นผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับนอกเหนือจากการตอบโจทย์ในด้านรายได้ การสร้างพาร์ทเนอร์ หรือการสร้างโอกาสในเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันสาขาที่อยู่ใจกลางเมือง ลูกค้ายังได้ในเรื่องของไลฟ์สไตล์ในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย

“Key Success Factor ของเรา คือทำอย่างไรในการดีไซน์ออฟฟิศของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ และต้องตอบโจทย์ในด้านราคาด้วย อีกเรื่องที่สำคัญ คือการมีบาลานซ์ที่ดี ซึ่งต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการมีชีวิตที่ดี เพราะสตาร์ทอัพหลายรายยอมไปเช่าทาวน์เฮาส์ และอยู่กันอย่างแออัด แต่ไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หรือการเช่าพื้นที่ที่หรูหราอลังการเกินไปทำให้ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งก็ไม่เกิดบาลานซ์ที่ดี เราจึงเน้นที่จะสร้างในสิ่งที่เป็น Stainable และเป็นชีวิตที่ดีที่สามารถอยู่ได้ทุกวัน ไม่ใช่แค่กิมมิก หรือความฉาบฉวย

ลูกค้าของเราจะเป็น Project Base ที่ต้องการความคล่องตัวสูงมาก ดังนั้นการที่เรามีห้องประชุม หรือมีพื้นที่ส่วนกลางจะช่วยเขาได้มาก สมมติว่า เขาทำธุรกิจจัดอีเวนท์ และถ้าเขามีเพื่อนบ้านทำกราฟิกดีไซเนอร์ เพื่อนบ้านอีกคนทำบริษัทพีอาร์ เขาก็สามารถร่วมงานกันในโปรเจ็กต์เดียวไม่ต้องจ้างประจำ พอเห็นแบบนี้เรารู้ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เช่น พื้นที่ทำกิจกรรม เรามีพื้นที่ที่สามารถจุคนได้ 120 คน หรือจะใช้เป็นพื้นที่จัดอบรมก็ได้ ต้องถือว่าเราเข้าใกล้ความเป็น Co-Working Space อย่างแท้จริง เพราะเราเป็น Collaborative และเรามีสเปซ เราอาจไม่ได้เป็นคน Facilitate เองแต่ด้วยการใช้สเปซของเรากับด้วยรูปแบบธุรกิจของลูกค้า ทำให้เขาสามารถมาจอยกันเองได้ด้วยเพราะสถานที่เอื้ออำนวย”

กวิน กล่าวเสริมถึง จุดขายสำคัญที่ถือเป็นความแตกต่างของโกลว์ฟิชที่ Outstanding คือ เรื่องของ Personality เพราะโกลว์ฟิชเป็นส่วนผสมของความ Particle ประมาณว่า เรียนเด่น เล่นดี ในทุกๆ ที่ คุณต้องการการทำงานที่เกิดประสิทธิภาพอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นอกเหนือจากนั้น คือ ความต้องการชีวิตที่ดี ต้องการบาลานซ์ที่ดี ต้องการเพื่อนบ้านที่ดีเหมาะสมกัน ซึ่ง Philosophy ของโกลว์ฟิช คือ Work-Play-Glow

“Work คืองานดี มีประสิทธิภาพ และมี Productivity ที่ดี ส่วน Play คือสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการทำงานในพื้นที่สันธนาการ คุณอาจได้คอนเน็คชั่น หรือเจอคนที่คุยกันและคลิกกันได้ในเรื่องงาน และเกิดโอกาสทางธุรกิจในการทำงานร่วมกันได้ และ Glow การที่มีคนที่ทำงานเก่งมากๆ และเล่นเก่งด้วยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ทำให้คุณ Glow ได้อย่างไม่มีลิมิต คนที่มาอยู่ด้วยกันกับเราไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นอินดัสทรีไหนเป็นพิเศษ เราแค่บอกว่า ถ้าคุณชอบเล่นแบบเรา คุณมีวิธีการทำงานเหมือนเรา คุณก็เหมาะที่จะมาอยู่กับเรา เกิดเป็น Organic Community ทำให้คนเติบโตขึ้นมาได้ แต่ละบริษัทก็สามารถต่อยอดสร้าง Value Added ขึ้นได้ เราเน้นให้ทุกคนมี Personality ของตัวเอง และทำให้เขาพูดถึงโกลว์ฟิชได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ ทั้งลูกค้า พนักงานของเรา และผู้บริหารของเราด้วย”

สำหรับแผนงานในปี 2560 โกลว์ฟิชเตรียมเปิดให้บริการสาขา 3 ที่อาคารสาทรธานี ติดกับสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี บนพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างให้เป็น Lifestyle Office ที่ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตในพื้นที่ได้ตั้งแต่เช้าจวบจนเลิกงาน นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเปิด Co-Working Space ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีหน้าด้วยเช่นกัน

“โกลว์ฟิชทั้ง 3 สาขา มีความแตกต่างกัน ที่อโศก ทาวเวอร์ เป็นสาขาแรกที่ทำขึ้นมาโดยที่ยังไม่ค่อยรู้ตลาดแต่ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร จุดที่ถือเป็นความแตกต่างจากสาขาสยาม เรื่องแรก คือ อโศก ทาวเวอร์ เป็นของเราเอง เราสามารถทำอะไรได้มากกว่า ห้องทุกห้องมีกระจก มีหน้าต่าง และด้วยห้องที่มีขนาดใหญ่บรรยากาศจึงแตกต่างจากที่สยาม ส่วนสาขาสยาม เป็นสาขาที่เราอยากจะลองทำพื้นที่ที่ติดรถไฟฟ้าให้มากที่สุด แต่ก็ทำให้ราคาค่าเช่าที่สูงขึ้นไปด้วย ห้องอาจจะมีขนาดที่เล็กลง ไม่มีหน้าต่าง แต่การที่อยู่ใจกลางเมืองเราก็ได้ราคาค่าห้องที่สูงกว่า ซึ่งลูกค้าหลายคนก็ชอบที่อโศกมากกว่า เพราะชอบห้องที่ใหญ่ บรรยากาศที่โปร่งสบายกว่า ดู Executive กว่า แต่ที่สยามจะดู Younger กว่า

สาทร เป็นสาขาที่เพิ่มความเป็นไลฟ์สไตล์ให้มากขึ้น เรามีฟิตเนส มีร้านอาหารที่คัดเลือกเข้ามาอีก 2 – 3 ร้าน ซึ่งตั้งแต่ทำธุรกิจมีลูกค้าหมุนเวียนมาใช้บริการเช่าพื้นที่กว่า 500 บริษัท เพราะ 2 ใน 3 เป็นบริษัทที่เติบโตเร็วจนเราไม่มีพื้นที่ซัพพอร์ตให้เขา เราจึงอยากดึงลูกค้ากลุ่มนี้กลับมา และใส่สิ่งอำนวยความสะดวกที่เขาต้องการเข้าไป เราพยายามตอบโจทย์ให้เขาตั้งแต่เช้าไปจนถึงเวลาเลิกงาน ด้วยการนำสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากทั้งสองสาขาแรกมารวมกัน อะไรที่ลูกค้าไม่ชอบเราตัดออกไป สิ่งที่ลูกค้าชอบก็จะเก็บไว้ เช่น ห้องที่มีหน้าต่าง เพราะห้องที่มีแสงแดดมีออกซิเจนจะเกิด Creativity ได้ดีกว่า เราจึงดีไซน์ให้ห้องทุกห้องมีความโปร่งแต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัว เพราะถ้าโอเพ่นมากเกินไปก็ทำงานได้ลำบาก”

กวิน ยังมองว่า แนวโน้มธุรกิจ Co-Working Space จะมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ในการทำซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล และส่งผลให้คนทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังทำตลาดได้ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Real Estate Player จะเข้ามามากขึ้น เพราะมีพื้นที่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อยู่แล้ว แต่สำหรับโกลว์ฟิชคงไม่ได้รับผลกระทบ เพราะด้วยคอนเซ็ปต์ยังไม่ใช่ Co-Working Space 100% แต่สามารถตอบโจทย์ในด้านอื่นที่มากกว่า  

“การมี Big Player เข้ามาจึงเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่เรื่องการทำกำไร แต่เป็นการลงทุนเพื่อดึงสตาร์ทอัพเข้ามาอยู่ด้วย จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายที่เรามองไว้ เราจึงต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้ เพราะ Co-Working Space ไม่ใช่แค่การนำสเปซมาหั่นแล้วขาย แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า ดังนั้น Challenge ของเรา คือ เราต้อง Challenge ตัวเอง เราต้องดีกว่าเดิม จะมองว่าเราเป็น The Best ไม่ได้แล้ว เพราะมีผู้เล่นใหม่เข้ามาตลอดเวลา เทคโนโลยี และแลนด์สเคปก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา” กวิน กล่าว          

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ โฮลดิ้ง จำกัด. All rights reserved.