5 เคล็ดลับ Product Development จาก เพนกวินกินชาบู สู่ความสำเร็จสตาร์ทอัพร้านอาหาร

Sep 21, 2017 M.Pussapol

ภายหลัง ต้น-ธนพันธ์ เรียนจบวิศวะ และต่อ-ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี จบสถาปนิก ต่างคนต่างทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง

วันหนึ่งธุรกิจของครอบครัวประสบปัญหา พี่น้องฝาแฝดในวัย 30 ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหาร แม้รู้ว่าเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน  ด้วยการศึกษาอย่างละเอียด พร้อมปรับตัว  รวมถึงคิดต่าง ทำให้  Penguin Eat Shabu  ซึ่งเป็นกิจการของพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

5 เคล็ดลับ Product Development

1. สร้างแบรนด์เนม

2 พี่น้อง ตัดสินใจทำธุรกิจบุฟเฟ่ต์ชาบู ทั้งๆ ที่เวลานั้นในตลาดมีร้านไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง เพราะมั่นใจว่า ธุรกิจในภาพรวมยังสามารถเติบโตได้อีก 2-3 ปี จะใช้ช่วงเวลานั้นสร้างแบรนด์

พวกเขาใช้เวลา 60 วัน ทำ Survey ตลาดตระเวนกินร้านชาบูไม่ต่ำกว่า 30 แห่งนำข้อมูลทั้งหมดใส่ใน  Excel เปรียบเทียบทุกปัจจัย รวมถึงคุยกับคนที่ให้คำปรึกษาเรื่องโครงสร้างรายรับ รายจ่ายของธุรกิจร้านอาหาร

ต่อ-ธนพงศ์ กล่าวว่า ใช้เวลากับชื่อร้านนานที่สุด เพราะรู้ว่าถ้าลูกค้าฟังครั้งแรกแล้วยังจำไม่ได้ คงยากที่จะอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้  

พวกเขาทำรีเสิร์ชออนไลน์ พบว่า 90% ร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น  จึงสรุปว่า ชื่อต้องเป็นไทยหรืออังกฤษ ทำรีเสิร์ชต่อโดยตั้งคำถามว่า ราคาขายร้านชื่อไทยกับชื่ออังกฤษต่างกันอย่างไร พบว่าแบบหลังขายสูงกว่า  จึงใช้ชื่อภาษาอังกฤษ

เพื่อให้โดนใจลูกค้า จึงค้นหาข้อมูลต่างประเทศพบว่า ใช้สัตว์มาเป็นชื่อ ขณะที่ในไทยไม่มีเลย ตามด้วยการได้ 3 ชื่อสุดท้าย คือ ฮิปโปโปเตมัส  ยีราฟ เพนกวิน

“เราพบว่า เพนกวิน เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่เด็ก ผู้หญิง ผู้ชายไม่มีใครไม่ชอบ  จากนั้นก็ต้องบอกให้รู้ว่าร้านนี้ขายอะไร ก็มาเป็น Penguin Eat Shabu”

2.  เลือกทำเล ศึกษาหาโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น

จากการวิเคราะห์ทำเลเบื้องต้น จุดที่สนใจคือ แถวอารีย์ แต่มีข้อจำกัดคือ  ค่าเช่าสูง พื้นที่หายาก ขณะที่มีทุนเพียง 1 ล้านบาท ไม่พอสำหรับค่ามัดจำและตกแต่งร้าน 

นำสู่การทำ Research  อีกครั้งทั้ง Geographic และ Demographic  พบว่า

1.ร้านแถวอารีย์ขายได้จันทร์-ศุกร์ เดือนละ 22 วัน เสาร์- อาทิตย์แทบจะร้าง

2.สะพานควายซึ่งอยู่ห่างเพียง 1 ป้ายรถเมล์ ได้ทั้งกลุ่มลูกค้าพนักงานออฟฟิศ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ได้กลุ่มลูกค้าครอบครัว  เพราะเป็นจุดตัดของถนน 2 เส้นหลัก คือ อินทามระ-ประดิพัทธ์ มีบ้านพักอาศัยหนาแน่น

เป็นที่มาของการเปิดสาขาแรก ใกล้ๆ บิ๊กซี ค่าเช่าเดือนละประมาณ 30,000 บาท 

3. สร้างความแตกต่าง

ต่อพงศ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มธุรกิจโจทย์ที่ตั้งไว้ คือ ทุกอย่างต้องแตกต่าง

“ตั้งแต่วันแรก เราบอกว่า  ความอร่อย ถ่ายรูปไม่ได้ แต่ความสวยถ่ายรูปได้ สิ่งที่ลูกค้าเห็นในออนไลน์ เขาไม่รู้หรอกว่า อร่อยหรือไม่อร่อย เพราะฉะนั้นอาหารทุกจานของผมต้องถ่ายรูปสวย”

คำว่า “ต้องถ่ายรูปสวย” นำสู่การออกแบบโลโก้ และตกแต่งที่ต่างจากร้านชาบูที่มีก่อนหน้า แต่งเป็นญี่ปุ่นหมด ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้  ไฟสลัวๆ ใช้สีแดง สีดำ  ความตั้งใจ คือ ต่อให้เป็นมือถือห่วยที่สุด ถ่ายรูปร้านแล้วต้องแชร์ได้  นำสู่การทำให้ร้านสว่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนเข้าไป 7-Eleven รวมทั้งใช้สีเหลืองเป็นหลัก

ความแตกต่างอีกเรื่อง คือ ร้านชาบูก่อนหน้านี้เป็น Fixed Desk  ทั้งโต๊ะและเก้าอี้เลื่อนไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วความสนุกของการกินชาบู คือสังสรรค์กับเพื่อน กับครอบครัว Penguin Eat Shabu จึงใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวทั้งหมด

“คุณมา 30 คน อยากจัดเป็นโต๊ะกลม ขอให้บอกเราก่อนเราจัดให้ได้ เป็นความเหนื่อยเรา แต่ความเหนื่อยเราไม่มีต้นทุน เราอยากให้ลูกค้าเข้ามาแล้วฟินถ่ายรูปแชร์ ชั่วโมงครึ่งที่ให้เขากิน 1 ชั่วโมง อีกครึ่งชั่วโมงถ่ายรูป”

4.สร้างตลาดด้วยออนไลน์  

2-3 เดือนแรกร้านไม่ขาดทุน แต่ก็ไม่มีกำไร เรื่องต่อมาที่ธนพงศ์ทำ คือเปิดเฟสบุ๊คที่ล่าสุดมีแฟนเพจ 500,000 ราย

“เฟสบุ๊คไม่ได้ทำเฉพาะ Marketing แต่ทำหน้าที่ Research ด้วย ทุกอย่างบนออนไลน์ทิ้งรอยเท้าไว้หมด ข้อมูลคู่แข่ง คอมเม้นต์ ข้อดีข้อเสีย ปัจจัยที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจเราเรียนรู้เกือบทุกอย่างผ่านเฟสบุ๊ค”

เดือนแรก เมนูมีราคาเดียว คือ 359 บาท  ขายไประยะหนึ่งคำนวณแล้วพบว่า รายได้ไม่คุ้มค่าใช้จ่ายแน่นอน ตอนนั้นเฟสบุ๊คเปิดมา 20 กว่าวัน มี 7,000 Like คือ มี 7,000 คนรู้จักร้านแล้ว จึงทำการบ้านต่อ นำข้อมูลมาศึกษา Profile

“ดูว่า คนกินร้านเราคือใคร จบการศึกษาที่ไหน ขับรถอะไร ก่อนหน้านี้ไปกินอะไร ทำให้เรารู้นิสัยและพฤติกรรม ใครเป็นลูกค้า ทำให้กล้าเพิ่มราคาเป็น 459 บาท และ 659 บาท ซึ่งลูกค้าก็ยังเข้าร้าน“

กระนั้น เมื่อคำนวณความเป็นไปได้ในการขาย ถ้าลูกค้าเต็มร้าน ขายหัวละ 359  บาท อาจได้วันละ 20,000-25,000 บาท แต่ถ้าขาย 659  บาท อาจได้ถึง 50-60,000 บาทต่อวัน นำสู่การเน้นทำโปรโมชั่นส่วนหลังใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเช่น เดือนไหนมีสต๊อกเนื้อจากต่างประเทศเข้ามาก็ทำโปรโมชั่นเนื้อ  เน้นความต้องการของตลาด ทำลงเฟสบุ๊ค

ปัจจุบัน  สัดส่วนรายได้มากกว่า 50% มาจากราคาขาย 659 บาท ต่อหัวเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่เพียง 15%

ธนพงศ์ กล่าวว่า จุดพลิกผันจริงๆ คือ มีบล็อกเกอร์มาทานที่ร้าน  ชอบ แล้วเขียนเรื่องโพสต์ความนิยมพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว  หลังจากเดือนที่ 2 กำไรเดือนละ 5 แสน จากนั้นกำไรตลอด 

5.เน้น Core Business องค์ประกอบอื่นๆ Outsource

ปี 2560 เป็นปีที่ Penguin Eat Shabu ไม่ขยายสาขา เน้นทำหลังบ้านให้สมบูรณ์ ใช้แนวคิด นำมืออาชีพมาช่วย โตไปด้วยกัน แล้วแบ่งผลประโยชน์ตัวอย่าง  เช่น จับมือกับ Food Story สตาร์ทอัพแอพจัดการร้านอาหาร ใช้ในงาน Daily Operation ของทุกสาขา

Helpster แอพบริหารงานบุคคล ช่วยแก้ปัญหาเรื่องหาคน การจัดซื้อจัดจ้าง การเข้างาน การคิดค่าล่วงเวลา ฯลฯ

FlowAccount การทำบัญชีออนไลน์  และขอรับคำปรึกษาทางการเงินจาก KSME

“เราต้องปล่อยสิ่งไม่ถนัด ให้คนมีประสบการณ์มากกว่าเก่งกว่า Food Story เก่งระบบจัดการ เราก็ใช้เขา Flow Account  เก่งบัญชีเราก็ใช้เขา KSME เก่งระบบการเงิน เราก็ใช้เขา  ทำให้มีเวลาไปทำสิ่งที่เราถนัด ใช้เขาต้นทุนสูง แต่ทำให้ประหยัดเวลา” ธนพงศ์ กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.