ไฮเปอร์มาร์เก็ตเปิด “War” ซูเปอร์ ชิงตลาดฟู้ดรีเทล 1 ล้านล้าน

Sep 29, 2017 R.Somboon

มูลค่าตลาดค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ดรีเทล” ตามที่ผู้บริหารของท็อปส์เคยให้ไว้เมื่อปีที่แล้วว่ามีสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ในจำนวนนั้น เป็นการขายผ่านช่องทางเทรดิชั่นนัล เทรด 45% และโมเดิร์นเทรด 55% ซึ่งในส่วนหลังนี้จะเป็นการขายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และคอนวีเนียนสโตร์

 

ขนาดตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อรวมเข้ากับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่มีความเป็นอยู่แบบ “สังคมเมือง” มากขึ้น กลายเป็นโอกาสชั้นดีให้กับฟู้ดรีเทลที่เป็นโมเดิร์นเทรด และนั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ออกมาให้ข่าวถึงการปรับกลยุทธ์การทำตลาดอาหารสดของตัวเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการนำเสนอสินค้า พร้อมกับสร้างประสบการณ์ในการช้อปปิ้งใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เพื่อเกาะกระแสความเปลี่ยนแปลงของตลาด

เทสโก้ โลตัส พร้อมชน

เทสโก้ โลตัส เพิ่งแถลงข่าวการปรับกลยุทธ์การทำตลาดอาหารสดไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การทลายความเชื่อของลูกค้าว่าของดีไม่ต้องราคาแพงเสมอไป จึงปรับเปลี่ยนแผนกอาหารสดแบบยกชุดด้วยการยกระดับของการนำเสนอสินค้าประเภทอาหารสด เน้นทั้งคุณภาพ ราคา และความหลากหลายของสินค้า โดยในแง่ความหลากหลายของสินค้า จะมีทั้งสินค้าทั่วไป สินค้าพรีเมียม และสินค้าออร์แกนิกส์ที่ในส่วนหลังนี้จะมีราคาถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปประมาณ 20 – 25%

 ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการปรับโฉมของแผนอาหารสด โดยใช้สาขาสุขุมวิท 50 เป็นสาขาต้นแบบที่จะมีการจัดหมวดหมู่สินค้าให้สวยงาม หาง่าย รวมถึงเพิ่มบริการใหม่ๆ เข้าไป อาทิ บริการปรุงอาหารสดที่ลูกค้าซื้อมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “You Shop We Cook” ที่จะมีเชฟคอยปรุงอาหารให้กับลูกค้า โดยคิดค่าบริการ 60 บาท พร้อมกับมีมุมเคาน์เตอร์ให้ลูกค้าสามารถนั่งรับประทานในสโตร์ได้

การปรับในครั้งนี้ ยังรวมถึงการเพิ่มพนักงานที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของอาหารสดคอยให้คำแนะนำในการเลือกซื้อหรือการนำไปปรุงเป็นอาหาร โดยจะมีตัว QR Code บอกรายละเอียด ที่มาที่ไปของอาหารสด และแนะนำการทำอาหารในเมนูต่างๆ

เทสโก้ โลตัส ต้องการที่จะดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในแผนกอาหารสดมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันลูกค้า 10 คน จะใช้บริการอาหารสด 6 คน เทสโก้ โลตัส ต้องการให้ 10 คนนี้ ใช้บริการอาหารสดทั้งหมด โดยการปรับกลยุทธ์การทำตลาดอาหารสดจะเริ่มจากสาขาในเมืองที่ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างชัดเจนก่อนที่จะขยายไปยังสาขาอื่นๆ 

บิ๊กซี

ยกระดับภาพลักษณ์ผ่านอาหารสด

ขณะที่ผู้เล่นอีกรายอย่างบิ๊กซี ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า จะเริ่มทยอยปรับแผนกอาหารสด โดยจะเริ่มปรับจากสาขาที่อยู่ในเมืองก่อนด้วยการปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ พร้อมเพิ่มในส่วนของอาหารพร้อมรับประทาน เบเกอรี่ และผลไม้ เข้าไปเพื่อรับกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเร่งรีบมากขึ้น

พิริยะ กมลเดชเดชา ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายจัดซื้อสินค้าประเภทอาหารสด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ว่า ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ราคาถูกเท่านั้น แต่ต้องการสินค้าคุณภาพ มีความสะอาด ปลอดภัย สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เนื่องจากลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญ และใส่ใจกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก

การปรับโฉมแผนกอาหารสดของบิ๊กซี จะทำตั้งแต่การเพิ่มความหลากหลายของสินค้า โดยเฉพาะสินค้านำเข้า การปรับเคาน์เตอร์ รวมถึงการดิสเพลย์สินค้าให้ดูสวยงาม เลือกซื้อได้ง่าย โดยอาหารสดจะทำรายได้ให้กับบิ๊กซีคิดเป็นสัดส่วน 14% เพิ่มจาก 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“บิ๊กซีแข็งแรงในเรื่องของการขายสินค้าราคาถูกอยู่แล้ว การปรับโฉมแผนกอาหารสดในครั้งนี้จะเป็นการเข้ามาช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบิ๊กซีในภาพรวมให้ดูทันสมัยมากขึ้น โดยคอนเซ็ปต์ใหม่ที่นำเสนอจะเน้นการ Customer Experience ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนเมืองรุ่นใหม่”

หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันแล้ว ผู้บริโภคมองอาหารสดของบิ๊กซีว่าราคาดี แต่มีความทันสมัยน้อยไป มีภาพของความเป็นเทรดิชั่นนัล เทรด การออกมาประกาศแผนการปรับการทำตลาดของแผนกอาหารสดในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจึงมุ่งไปที่การยกระดับภาพลักษณ์ของแผนกอาหารสดให้ดูทันสมัยขึ้น มีความหลากหลาย และมีสินค้าคุณภาพให้บริการ บิ๊กซีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก สาขาใหม่ๆ ที่เปิดจะให้ความสำคัญกับแผนกอาหารสดเป็นอันดับต้นๆ โดยที่ผ่านมาบิ๊กซีมีการปรับโฉมแผนกอาหารสดปีละอย่างน้อย 20 สาขามาตลอด

ผู้บริหารของบิ๊กซียืนยันว่า บิ๊กซีเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ต จึงมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีเคาน์เตอร์ปรุงอาหารเพื่อนั่งทานในสโตร์เหมือนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือคู่แข่งทำ แต่จะให้ความสำคัญกับอาหารพร้อมทานเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มากกว่า

“เราต้องจับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคให้ทัน อย่างคนกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีลงมา มีมุมเกี่ยวกับเรื่องอาหารที่เปลี่ยนไปคือ พวกนี้จะมองการทำอาหารเป็นงานอดิเรก เพื่อแชร์สิ่งที่ทำในโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นมุมที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับเรื่องอาหาร” 

High Image Low Price

สิ่งที่ทั้งเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซีทำนั้น ถือเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของการเป็น “ฟู้ดรีเทล” ให้เขยิบเข้าใกล้ภาพลักษณ์ของซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกมองว่าดีกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ต

หากมองย้อนไปเมื่อครั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่งก่อกำเนิดขึ้นในตลาดค้าปลีกของบ้านเราเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ต เข้ามาด้วยการเป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าราคาถูกทุกวัน โดยเป็นร้านค้าที่มีภาพของ Low Image Low Price คือไม่เน้นภาพลักษณ์ แต่เน้นการขายสินค้าราคาถูกเป็นหลัก

การเข้ามาในครั้งนั้น ทำให้ผู้เล่นค้าปลีกในเซ็กเม้นต์อื่นๆ ที่โดนผลกระทบต้องมีการปรับตัว ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในการทำศึกครั้งนั้นก็ คือการยกระดับของเชนซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ที่หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความต่างในเรื่องของตัวสินค้า โดยทำควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศในสโตร์ และบริการที่ดีจากพนักงานที่ช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งด้านบวกได้เป็นอย่างดี และทำให้ภาพลักษณ์ของซูเปอร์มาเก็ตถูกวางไว้บนกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ต

เมื่อไฮเปอร์มาร์เก็ตก้าวข้ามเส้นแบ่งไปสู่การเป็นร้านค้าปลีกที่ชูเรื่องของ High Image Low Price ผู้เล่นทั้ง 2 รายที่มีอยู่ในตลาดบ้านเราจึงมีการปรับกลยุทธ์การนำเสนอสินค้าใหม่แบบหมดจด เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ถูกยกระดับมากกว่าการเป็นแค่สโตร์ที่ขายสินค้าราคาถูก

สินค้าแฟชั่นที่มีแบรนด์ถูกเติมเข้าไป เช่นเดียวกับสินค้าประเภทอาหารนำเข้าที่ถูกนำเข้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความเป็น “พรีเมียม” ในราคาที่เอื้อมถึงมากขึ้น

ลองมาดูเหตุผลที่ต้องมีการปรับว่ามีอะไรบ้าง

1.ขนาดตลาดของฟู้ดรีเทลที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เป็นแรงดึงดูดชั้นดี

2.การขยายตัวเพิ่มขึ้นของ “คนชั้นกลาง” ในบ้านเรามีเพิ่มขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการอะไรมากกว่าสิ่งที่ดำรงชีวิตประจำวัน เราจึงได้เห็นซูเปอร์มาร์เก็ตมีการมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แปลกใหม่ อย่างการเพิ่มมุมเคาน์เตอร์ทำอาหาร และนั่งทานในสโตร์ ของเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ และกรูเม่ต์ ซึ่งนั่นทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ตเองต้องมองถึงการปรับตัวเองเพื่อรับกับการเติบโตของลูกค้ากลุ่มนี้

3.สินค้าประเภทอาหารสด มีความถี่ในการซื้อมากกว่าโกรเซอรี่ ซึ่งจะช่วยดึงให้ลูกค้าเข้ามาช้อปในสโตร์ด้วยความถี่ที่เพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงการช่วยเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี

4.ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตใหม่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในสังคมเมือง ซึ่งคนกลุ่มนี้ใส่ใจสุขภาพ เลือกบริโภคแต่สินค้าที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพ ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้พวกนี้ทำอาหารทานเองที่บ้านน้อยลง และมักจะเลือกสินค้าที่เป็น “พรีแพ็ก” ที่ง่ายต่อการบริโภค ทำให้ร้านค้าปลีกต้องปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าใหม่ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

5. อาหารสดเป็น 1 ในจิ๊กซอว์สำคัญในการช่วยสร้าง “สโตร์ ลอยัลตี้” โดยเรื่องของคุณภาพสินค้า และประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำเรื่องที่ว่านี้

6.แม้จะมีการปรับภาพลักษณ์ และการนำเสนอสินค้าใหม่ แต่ไฮเปอร์มาร์เก็ตยังคงเน้นในเรื่องของราคาที่ถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่ำกว่า 20% เพราะราคายังคงเป็น Core Value ของไฮเปอร์มาร์เก็ต

ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทำการยกระดับนี้ จะทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ตแทรกตัวเข้ามาเป็นร้านค้าปลีกทางเลือกหนึ่งของคนเจนวาย ซึ่งน่าติดตามไม่น้อยว่าการเปิด “War” ในครั้งนี้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน..... 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.