สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กับ Best Practice ที่ทำให้แม้เปิดทีหลังก็ยังปังได้!!!!

Jun 26, 2020 R.Somboon

ข้อดีของการมีพันธมิตรระดับบโลกอย่างไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป ผู้พัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกสัญชาติ อเมริกันที่มีประสบการณ์คว่ำหวอดในการทำศูนย์การค้าเซ็กเม้นต์ลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ มาทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น  Woodbury Common Premium Outlets นิวยอร์ค,Gotemba Premium Outletsญี่ปุ่น, Yeoju Premium Outlets เกาหลีใต้ และ Johor Premium Outlets มาเลเซีย เข้ามาถือหุ้นและทำโครงการสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต ร่วมกับกลุ่ม สยามพิวรรธน์ ก็คือ การมี Best Practice ที่ถูกนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับโครงการที่ทำออกมานี้

 

 

ไมเคิล ถัง กรรมการผู้จัดการ สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ บอกกับเราว่า สิ่งที่กลุ่มไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ ยึดเป็นหลักการในการทำลักชัวรี่ เอ้าท์เล็ต มอลล์ ในทั่วโลกก็คือ จะต้องมีแบรนด์ลักชัวรี่ เข้ามาเปิดช็อปในศูนย์ เพราะ ไม่เช่นนั้น จะไม่ใช่เป็นลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ ที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังจะต้องมีแบรนด์ที่เป็นโลคอลเข้ามาเติมเต็ม ในศูนย์ด้วย โดยจะขายสินค้าในราคาที่ลด 35% ถึง 70% ซึ่งเป็นแนวทางของการทำตลาดของลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ ในทั่วโลก

สำหรับมิกซ์ของแบรนด์ที่อยู่ในสยาม พรีเมี่ยม เอาท์ เล็ต นั้น จะมีสัดส่วนของแบรนด์ลักชัวรี่ 10% ร้านอาหาร 10% ที่เหลือจะผสมผสานกันระหว่างโกบอล แบรนด์ และโลคอลแบรนด์ที่เป็นพรีเมียม ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ ใช้ในการเปิดลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ ในทั่วโลก

“มิกซ์ดังกล่าวเป็นสูตรสำเร็จของกลุ่มไซม่อนที่ทำกับลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ ในทั่วโลก โดยหัวใจ สำคัญจะต้องมีแบรนด์ลักชัวรี่ เช่นเดียวกับจะต้องมีแบรนด์ของท้องถิ่นด้วย โดยจำนวนแบรนด์ในลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ ของกลุ่มไซม่อนนั้น จะต้องมีขั้นต่ำตั้งแต่ 130 แบรนด์ ไปจนถึง 250 แบรนด์ ในบ้านเรานั้น จะมีการเพิ่มลักชัวรี่แบรนด์เข้ามาอีก โดยมีพื้นที่ด้านหน้าที่สามารถเปิดได้ไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ ซึ่งจะเป็นการ เติมเต็มให้สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น”

 

ไมเคิล ถัง ยกตัวอย่างแบรนด์ที่เข้ามาเปิดในศูนย์ก็มี อาทิ Burberry, Balenciaga, Bally, Breitling, CK, Furla, Hugo Boss และ Mont Blanc รวมถึงแบรนด์ลักชัวรี่อีกมากมาย อาทิ Salvatore Ferragamo, DKNY, 3.1 Phillip Lim, Alexander Wang, Black Barrett by Neil Barrett, Diesel, Marni, P.S. Paul Smith, Proenza Schouler, Stella McCartney, DKNY, See by Chloé, Joseph and Porsche Design รวมถึงเอาท์เล็ต Coach, Kate Spade NEW YORK และ Skechers ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย นำเสนอสินค้าครบครันและแบรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลชั้นนำ และแบรนด์ ไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ American Eagle, Cotton On, Mango, New Era, U.S. Polo Assn., Camper, Dr. Martens, REPLAY, Sperry และ Lamy นอกจากนี้ยังมี Nike พรีเมียมรีเทลโสตร์ขนาดใหญ่กว่า 1,300 ตารางเมตร ที่มา พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับดิจิทัลเมมเบอร์โดยเฉพาะและสไตล์การตกแต่งร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะไทย อีกทั้ง adidas เอาท์เล็ตที่ครบครันด้วยคอลเลคชั่นทั้งสปอร์ตและแฟชั่นกว่า 2,000 รายการ

นอกจากนั้น ยังมีแบรนด์สปอร์ตแวร์เอ็กซ์คลูซีฟมากมาย อาทิAsics, Vans, North Face, Sports Selected และ Grand Motorsports พร้อมด้วยแบรนด์สินค้าของตกแต่งบ้าน เทคโนโลยี และสินค้าสำหรับเด็ก อาทิ Tefal, Ralph Lauren Home, Calvin Klein, Sanderson, Yves Delorme, Tefal, Garmin, Fitbit, irobot, DJI Phantom, Nintendo, Lego และอีกมากมายรวมทั้งแบรนด์ไทยระดับแนวหน้าอย่าง EVEANDBOY ไลฟ์สไตล์บิวตี้สโตร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ที่จะเผยโฉมในคอนเซ็ปต์ใหม่ นอกจากนี้จะมีลักชัวรี่แบรนด์เข้ามาเสริมทัพเพิ่มเติมอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้อย่างต่อเนื่อง

“เรามีแบรนด์ทั้งหมด ประมาณ 200 แบรนด์ ในจำนวนนั้นเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ แบรนด์ ที่เข้ามาเปิดในสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต เพียงที่เดียวประมาณ 60 แบรนด์”

 

ผู้บริหารของสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต บอกอีกว่า ด้วย 4 Best Practice ที่ถูกถ่ายทอดมาจากกลุ่มไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ ทำให้เชื่อมั่นว่า แม้จะเปิดทีหลังคู่แข่งขัน แต่ก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ โดย 4 Pracetice ที่สำคัญจะประกอบไปด้วย

1.เรื่องของ Brand ซึ่งถือเป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะดึงดูดให้นักช้อปเดินทางเข้ามาช้อปในศูนย์ ด้วยการที่เป็น บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำศูนย์การค้าแนวนี้มานาน ทำให้มีคอนเน็คชั่นกับแบรนด์ดังทั่วโลกค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับลักชัวรี่ แบรนด์ ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ พร้อมๆ กับสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันที่อยู่ในตลาดเดียวกัน

2.โลเกชั่น อาจจะสำคัญสำหรับการทำค้าปลีก แต่สำหรับลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ แล้ว การ Explore ศูนย์ออก ไปให้นักช้อปอยากเข้ามาที่ศูนย์เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ทำให้หลักการในการเลือกโลเกชั่นอย่างหนึ่งของไซ่ม่อน พร็อพเพอร์ตี้ ก็คือ การเลือกโลเกชั่นที่อยู่นอกเมืองเป็นหลัก เพราะด้วยพฤติกรรมของลูกค้า การมาเดินในศูนย์ จะเป็น การมุ่งมาเพื่อซื้อสินค้า ไม่ได้มาเพื่อเดินพักผ่อนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากต้องขับรถมาค่อนข้างไกล

การเลือกโลเกชั่นที่ตั้งบริเวณ ถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี กม.23 ทางออก 5 ลาดกระบัง แม้จะดูไกล ออกไป แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเปิดสาขาของกลุ่มไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้

กลยุทธ์สำคัญในช่วงของการเปิดตัวจึงมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารกับนักช้อปชาวไทยเพื่อทำความรู้จักกับกลุ่มไซม่อนที่เชี่ยวชาญในการทำลักชัวรี่ เอาท์เล็ต มอลล์ ทั้งนี้ก็เพื่อส่งต่อความมั่นใจมาสู่สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต โดยวางเป้าหมาย ไว้ในช่วงแรกว่าจะมีทราฟิกหรือคนที่เข้ามาเดินในศูนย์ต่อวันประมาณ 10,000 คน แบ่งเป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% ตามสถานการณ์ของตลาด หลังจากนั้นจะมีการปรับสัดส่วนมาเป็นคนท้องถิ่น 60% และนักท่องเที่ยว 40% ซึ่งเป็น สัดส่วนที่ใช้ในหลายประเทศ ขณะที่การใช้จ่ายต่อบิลต่อคนนั้น คาดว่าจะมีประมาณ 1,000 – 1,500 บาท ส่วนการเปิด ให้บริการนั้น ในช่วงแรกจะเปิดได้ประมาณ 60% หลังจากนั้นจะเพิ่มเป็น 80% และจะครบ 100% ในปีถัดไป.....

Retail

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.