9,414
VIEWS

ก้าวของ Startup ไทย The Next Asian Unicorn?

Oct 19, 2017 S.Vutikorn

ย้อนกลับไป 5 ปีก่อน Startup ที่ถือกำเนิดขึ้นและสามารถแจ้งเกิดจนเป็น Unicorn ได้นั้นกว่า 73% เป็นบริษัทที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา เหตุผลมาจากความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองหลวงของ IT อย่าง Silicon Valley ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิต Startup รายใหญ่ของโลก

แต่จากสถิติในปี 2016 เราจะพบว่า มี Startup ระดับ Unicorn ที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกันเกิดขึ้นมามากมายคิดเป็นสัดส่วนถึง 58%

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากทางฝั่งยุโรปที่หลักๆ มาจากประเทศเยอรมนีและอังกฤษ และส่วนทางเอเชีย ก็มีจีน, อินเดีย และเกาหลีใต้ เป็นประเทศบ่มเพาะหลักๆ

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในภูมิภาคอาเซียนของเราก็มี Startup ระดับ Unicorn แล้วเช่นกันหลายราย คือ Grab, Garena จากประเทศ Singapore, Traveloka และ Go-Jek จากประเทศ Indonesia

ถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนมีคำถามในใจขึ้นมาทันที คือ แล้ว Startup ของไทยมีโอกาสที่จะไปถึง Unicorn มากน้อยเพียงใด

ถ้าดูตามเนื้อผ้าและความสามารถของ Startup ไทยแล้ว ก็ต้องบอกว่า มีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องดูที่ Ecosystem ของ Startup ในประเทศไทยด้วยว่า มีความพร้อมมากน้อยเพียงใด

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ทุกวันนี้นักลงทุนมีทางเลือกกับ Startup มากมาย เพราะทุกประเทศล้วนมีนโยบายส่งเสริม และธุรกิจนี้ก็มีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้นการที่ Startup แต่ละรายจะสามารถไต่ละดับขึ้นไปในแต่ละ Series ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การจะผลักดันให้ Startup ของไทยไปสู่ Unicorn จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การทำธุรกิจแบบตัวคนเดียวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นอกเหนือจากกลุ่มนักลงทุน แล้ว Startup ของไทยยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอีกมากมายจนเป็น Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐ (Government Agency), การพัฒนาหลักสูตรและเพิ่มความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษา (Education), องค์กรที่คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางด้านการตลาด, กฎหมายระหว่างประเทศ (Incubators, Accelerators), สถานที่ทำงาน (Co-working Space), สื่อที่คอยสนับสนุนและเผยแพร่ผลงาน (Media) ฯลฯ

แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังพบว่า องค์กรของภาครัฐบางหน่วยงานยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ Startup

หลายคนยังเข้าใจว่า Startup ก็ให้คำปรึกษาทางธุรกิจเหมือนกับ SMEs เพราะถือกำเนิดจากธุรกิจขนาดเล็กเหมือนกัน

ร้ายไปกว่านั้น บางคนเอาไปเปรียบเทียบกับ OTOP ก็มีมาแล้ว

ในความเป็นจริงต้องกล่าวว่า Startup ทุกแบรนด์ล้วนเป็น SMEs แต่ทุก SMEs ทุกแบรนด์ไม่ใช่ Startup เนื่องจากมีโมเดลธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน

SMEs เน้นทำธุรกิจเหมือนเลี้ยงลูก คือ สร้างธุรกิจให้เติบโตไม่คิดจะขาย แต่ Startup นั้นคนก่อตั้งทำหน้าที่เหมือนเป็นแม่นมกลายๆ คือ เลี้ยงให้เติบโตแข็งแรงแบบก้าวกระโดด และพร้อมที่จะลาจากเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

เรียกว่าถ้าเลี้ยงปลาก็ให้อาหารแบบเร่งสี เร่งวุ้น เร่งโต ถ้าเลี้ยงไก่ก็ฉีดฮอร์โมน เปิดไฟ ให้อาหารตลอด 24 ชั่วโมง

จนหลายคนให้คำจำกัดความว่า Startup = Growth + Scale

ดังนั้น เมื่อคนของภาครัฐยังขาดความเข้าใจก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะส่งเสริม Startup แบบผิดทางได้ ซึ่งบุคลิกของธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากขนาดนี้ หากได้คำแนะนำที่ผิดก็ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความล้มเหลวเข้าไปอีก

กระทิง พูลผล ผู้บริหารร่วมกองทุน 500 TukTuks กองทุนย่อยในเครือ 500 Startups ผู้คร่ำหวดในวงการ Startup ของไทยมาอย่างยาวนาน มองจุดอ่อนของ Startup ไทยว่ายังขาดความสามารถพิเศษ 3 ด้าน คือ

1. Tech Talent

2. Business Model Mutuality

3. Growth Mindset

“ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น Startup ไทยคิดที่ทำแต่เฉพาะเมืองไทย คิดว่ามันไม่สามารถโตไปในต่างประเทศได้ ข้อหลังนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ที่ผมทำมา เขาไม่ค่อยคิดว่า ฉันจะโตไปต่างประเทศ ฉันจะโตอย่าง Lazada ไปเทกโอเวอร์ต่างประเทศ เลยกลายเป็นว่าเราจะเห็น Startup ต่างประเทศมาโตในเมืองไทยเยอะกว่า ส่วนข้อ 2 อันนี้เรียนรู้ได้ ดังนั้นศักยภาพของ Startupในทวีปเอเชียยังไม่สามารถเทียบได้ ไทยอยู่ในลีกเดียวกันกับเวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า คือเราชนะลาว กัมพูชา พม่าแน่ๆ แต่เราสูสีกับเวียดนาม เราตามหลังอินโดนีเซีย 3-4 ปี เราน่าจะชนะฟิลิปปินส์ แต่แพ้มาเลเซีย สิงคโปร์แน่นอน เพราะสิงคโปร์นำหน้าไทยไป 10 ปี

แต่ประเด็นสำคัญ คือ Startup ไทยเริ่มช้ากว่าประเทศอื่นเยอะมาก เวียดนามตอนนี้เขา Exit กันไปเรียบร้อยมี Unicorn แล้ว เริ่ม Wave 2 ไปแล้ว ไทยยังทำมา 4 ปี เพิ่งถึงครึ่งทางของ Wave แรกเท่านั้น”

เพื่อให้สกู๊ปข่าวชุดนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ทีมงานได้มีการสัมภาษณ์คนที่มีบทบาทมากที่สุดของ Startup Ecosystem นั่นก็คือ บรรดานักลงทุนทั้งหลาย ทั้งในส่วนของ Venture Capital (VC) และ Corporate Venture Capital (CVC) จากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น INTOUCH, Beacon Venture Capital, Digital Ventures, 500 TukTuks, LINE, Office Mate

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ Startup และคนที่กำลังจะกระโดดเข้ามาในวงการนี้ ได้รับรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีวิธีคิด, ความต้องการ หรือมีเงื่อนไขอย่างไรในการที่จะเข้าลงทุนกับ Startup แต่ละราย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการคิดไอเดียตั้งต้นสำหรับมือใหม่ หรือเอาไปปรับปรุงธุรกิจเดิมสำหรับคนที่เริ่มต้นไปแล้ว

ต้องไม่ลืมว่า สำหรับ Startup นั้น การติดกระดุมเม็ดแรกสำคัญที่สุด เพราะถ้าติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกก็จะติดผิดต่อๆ กันไป ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงมาก

ประเด็นสำคัญ ก็คือ ต้องยอมรับว่า Startup ไทยมีไม่กี่รายเท่านั้นที่พลาดแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาเริ่มต้นใหม่เป็นครั้งที่ 2

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.