Jay the rabbit โมเดลความสำเร็จ จากความชัดเจนของคาแร็กเตอร์

Mar 20, 2017 P.Sano

Facebook Page ที่มีชื่อว่า Jaytherabbit เป็นชุมชนบนโลกอินเตอร์เน็ตที่มีผู้คนให้ความสนใจ และติดตามมากกว่า 8 แสนราย จากความโดดเด่นของภาพวาดคาแร็กเตอร์การ์ตูนกระต่ายสาวตัวอ้วนที่มาพร้อมการสื่อสารด้วยข้อความสไตล์หยิกแกมหยอก และเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน ภายใต้สรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวเองว่า “เจ๊ต่าย”

“ความจริงแล้ว ไม่มีใครอยากรู้ว่าเจ๊ต่ายเป็นใคร เพราะลูกเพจมองว่าเจ๊ต่ายเป็นเพื่อนในจินตนาการของเขา ซึ่งคนเราจะมีเพื่อนในจินตนาการ 2 ครั้ง คือ ช่วงวัยเด็ก และช่วงที่มีปัญหาในวัยผู้ใหญ่ เราทำเพจขึ้นมาตอนช่วงน้ำท่วม เป็นช่วงที่คนอยากมีเพื่อนอยากได้ที่ปรึกษา เจ๊ต่ายจึงมาในช่วงที่คนมีปัญหา และได้เจ๊ต่ายเป็นเพื่อนพูดคุย คนจึงคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องรู้ว่า ใครเป็นคนวาดรูปเจ๊ต่าย

ช่วงนั้นได้เซ็นสัญญากับต่างประเทศ ก็ได้รับคำแนะนำว่า เราควรเก็บคาแร็กเตอร์เอาไว้ และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นตัวเอง เพราะถ้าไม่สามารถแยกตัวเรากับคาแร็กเตอร์ให้หลุดออกจากกันได้ก็อาจจะเกิด Bias ขึ้นได้ ซึ่งคาแร็กเตอร์เป็นสินทรัพย์หากอนาคตเราไม่มีชีวิตอยู่แล้วแต่คาแร็กเตอร์นี้ก็ยังอยู่ และหลายครั้งที่ได้เจอลูกเพจ เขาก็รู้ว่าเป็นต่ายแต่เขาอยากเจอ อยากถ่ายรูปกับตุ๊กตาเจ๊ต่ายมากกว่า เราจึงคิดว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำให้ตัวเองดัง”

“คุณต่าย” บอกเล่าถึงความเป็นตัวตนของ “เจ๊ต่าย” พร้อมย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของการทำเพจ Jaytherabbit ให้ฟังว่า เริ่มจากการที่ตนเองเป็นคนชอบตั้งสเตตัสบนเฟสบุ๊คตัวเอง และมีภาพประกอบเป็นกระต่ายซึ่งเป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต เช่น วันไหนตั้งสเตตัสว่า ฉันง่วง ก็จะไปหารูปกระต่ายง่วงมาประกอบคำ พอโพสต์ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มหาภาพประกอบไม่ได้จึงเริ่มวาดเอง และที่ชอบวาดกระต่ายเพราะกระต่ายเป็นสัตว์ที่ไม่แสดงอารมณ์ ไม่แสดงความรู้สึกบนสีหน้าเลย

“จุดที่ทำให้คนรู้จักมากขึ้น คือการวาดรูปประกอบสเตตัสเรื่องนโยบายรถคันแรก ที่ถูกแชร์ต่อๆ กันไปมากมาย มีการนำไปตีพิมพ์ในสื่อหลายเล่ม จนเพื่อนแนะนำให้เปิดเพจวาดรูปประกอบคำแบบที่เราชอบโพสต์ จำได้ว่าเพื่อนช่วยเปิดเพจในวันที่ 21 เมษายน พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนติดตาม และรู้สึกว่าเพจเราไม่เหมือนกันเพจอื่นๆ ที่เป็นงานโชว์ แต่จะเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ เพราะเราเปิดหน้าเพจให้คนมาเล่าเรื่องส่วนตัว บอกบุญ หาเพื่อน หาของหาย หรือให้กำลังใจกัน

สิ่งที่นำเสนอออกไปจะมีความสดใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่มาจากแอคติจูดของตัวเอง แต่ก็มีข้อจำกัดว่าเราจะไม่เล่นเรื่องครอบครัว เรื่องผิดศีลธรรม เรื่องดารา เพราะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา โดยเฉพาะเรื่องเสื่อมเสียของดาราผู้หญิง เพราะลึกๆ แล้วผู้หญิงด้วยกันจะมีความเห็นใจกันเองอยู่แล้ว ซึ่งเพจเรามีลูกเพจที่เป็นผู้หญิงถึง 80% เราจะเน้นเรื่องที่เป็นการให้กำลังใจกัน เพราะเชื่อว่าคนยังต้องการคอนเทนต์ที่เป็นบวกมากกว่า”

วันนี้ Jaytherabbit เป็นเพจที่สะท้อนให้เห็นว่า สังคมดีๆ ยังมีอยู่ เพราะเป็น Facebook Page ที่มีลูกเพจเกิน 5 แสนราย ไม่มีการใช้คำหยาบ ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง แม้ว่าเพจที่ดู Aggressive มากๆ คนมักให้ความนิยม ขณะที่เพจที่มีคอนเทนต์เชิงบวกจะไม่ดัง แต่เพจ Jaytherabbit ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความนิยม และเป็นสังคมที่ดี มีการช่วยเหลือกันจริงๆ 

“เพจ Jaytherabbit ไม่มีนโยบายการซื้อไลค์เพื่อขายเอเยนซี และไม่มีนโยบายแชร์ออกไปด้วยการเล่นเกม ต่ายจะสื่อสารกับลูกเพจตรงๆ ในเรื่องของการรับโฆษณา ถ้าใช่ก็บอกเลย จะไม่มีการ Tie-in เพราะมองว่าไม่แฟร์กับตัวสินค้า และลูกเพจ รวมถึงความรู้สึกของตัวเอง หากต้องการทำของพรีเมียมก็จะนำเงินของสปอนเซอร์มาผลิต ลูกเพจห้ามเสียเงิน ของจริงต้องแจกเท่านั้น ซึ่งการสื่อสารที่เป็นเรื่องจริงคนในอินเตอร์เน็ตจะแฮปปี้กว่า และการทำแคมเปญทุกครั้งจะมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นแคมเปญที่ลูกเพจได้รับประโยชน์ ถ้าลูกเพจไม่ได้อะไรก็จะไม่ทำ”

ความสำเร็จของเจ๊ต่ายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องทางธุรกิจ แต่เป็นการที่เพจสามารถช่วยเหลือคนได้จริงๆ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยมาขอคำปรึกษา และขอความช่วยเหลือกับเจ๊ต่ายเป็นจำนวนมากตลอด 3 – 4 ปีที่ผ่านมา

“หน้าบ้านกับหลังบ้านเป็นคนละเรื่องเลย หลังบ้านเศร้ามากแต่หน้าบ้านสนุกสนาน เพราะเราจะไม่โพสต์เรื่องที่ดูเศร้าเพื่อเรียกคะแนนสงสาร เราพยายามคอนโทรลให้เพจเป็น Lifestyle Page เพราะคนมีหลายมิติ เพจจึงดูเหมือนคนปกติ คนจึงรู้สึกว่าเจ๊ต่ายมีตัวตน วันนี้นอยด์ วันนี้หิว วันนี้อยากดูบอล อยากช้อปปิ้ง ความสำเร็จของต่ายคือการได้ทำเพจดีๆ มีโอกาสได้รู้จักกับคนดีๆ มากมาย มีคนชอบเราโดยที่ไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ซึ่งจุดพีคสุด คือ วันที่มีแฟนเพจครบ 2 แสนคน ตอนนั้นมีแคมเปญขอคุยกับเจ๊ต่ายวันละ 1 หมื่นคน เราคลิกไลค์ทุกคอมเม้นต์ที่เข้ามาคุย เรามั่นใจว่าคุยครบ 2 แสนคน”

คุณต่าย ยังมองว่า ความเป็นเน็ตไอดอล หรือเซเลบริตี้ พอถึงจุดหนึ่งจะเกิดการทะเลาะกับตัวเองว่า ฉันดัง ฉันต้องแคร์พวกเธอด้วยเหรอ และเริ่มโพสต์อะไรที่เรื่อยเปื่อยแบบไม่สนใจใคร เพราะเกิดความรู้สึกว่า ตนเองเป็นดาราไปแล้ว

“แต่วันนี้ Jaytherabbit ยังเป็นเหมือน Facebook Account ทั่วๆ ไป ไม่ได้ถือว่า เจ๊ต่ายเป็นเน็ตไอดอล เราจึงยังเป็นเพจที่มีความเป็น Facebook Account ค่อนข้างสูง เราไม่ได้แชร์ผลงานว่าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์อะไรมาบ้าง แต่จะแชร์ว่าไปทำงานอะไรมาบ้าง เป้าหมายของเราคือการเป็น Online Celebrity เป็นคนดังในโลกอินเตอร์เน็ต ไม่ได้เป็นคาแร็กเตอร์ที่ทำเมอร์เชนไดส์ เรามีความภูมิใจหลายเรื่อง เช่น ได้มีโอกาสทำงานที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ได้ทำในสิ่งที่คิดไว้ในแง่ของการตลาด เป็นเพจแรกๆ ที่รับทำเรื่องแบรนด์ และทำแคมเปญให้กับหลากหลายแบรนด์ ได้เป็น Line Official เจ้าแรก เป็นสติ๊กเกอร์ไลน์เจ้าแรกที่เป็นคาแร็กเตอร์ไทย ได้ทำไลน์คาเมร่าสติ๊กเกอร์ และอีกหลากหลายงานระดับอินเตอร์ที่วันนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ จึงเป็นความภูมิใจลึกๆ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีคาแร็กเตอร์การ์ตูนที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนไทยเลย แต่ตอนนี้เราได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีการ์ตูนมากที่สุดในโลกแต่เขาให้ความสนใจกับเรา”

คุณต่าย ย้ำว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเพจ Jaytherabbit เป็นผลมาจากการมีพื้นฐานของดาต้าเบสที่ดี คือ การมีลูกเพจที่เป็น “เพื่อนเพจ” เป็นพลังของเพื่อน เพราะถ้าเป็นแฟนคลับไม่นานก็หาย แต่ถ้าเป็นเพื่อนก็จะอยู่กันตลอดไป เพราะเทรนด์ของเน็ตไอดอลไม่ได้มีอยู่ตลอดไป แต่เฟสบุ๊คที่เป็นเพื่อนกันยังมีอยู่ต่อไป  

ต้องรู้ !!

อดีตพีอาร์สังกัดเอเยนซีชื่อดัง ที่ผันตัวเองมาสู่บทบาทของ Online Celebrity หรือคนดังบนโลกไซเบอร์ พร้อมกลยุทธ์การสื่อสารผ่านคาแร็กเตอร์การ์ตูนในชื่อของ “เจ๊ต่าย” แห่งเพจ Jaytherabbit เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่สร้างความฝันจากความสามารถด้านการวาดรูปในวัยเด็ก จนเกิดเป็นอาชีพที่สร้างมูลค่าจากคาแร็กเตอร์เจ๊ต่ายได้เกินความคาดหมาย การันตีความยอดนิยมด้วยจำนวนผู้ติดตามถึงกว่า 8 แสนราย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.