12,119
VIEWS

โอกาสของค้าปลีกกับฟอร์แมตห้างรูปแบบใหม่ - วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ โรบินสัน

Nov 27, 2017 S.Ammarit

BrandAge Online ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ โรบินสันคนใหม่ วันนี้เราจะมาเรียนรู้การแข่งขันในตลาดรีเทลว่า เปลี่ยนไป หรือยากขึ้นอย่างไร ในยุคที่ดิจิตอลและการช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามามีผลกระทบโดยตรง การรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องปรับเปลี่ยน และใช้กลยุทธ์อะไรบ้าง เราไปติดตามจากบทสัมภาษณ์นี้กันครับ 

Q : ช่วยเล่าประวัติคร่าวๆ หน่อยครับ
 
A : 3 ปีที่ผ่านมา ผมได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์และทิศทางในการดำเนินธุรกิจให้กับโรบินสัน  ทั้งในส่วนธุรกิจห้างสรรพสินค้า ธุรกิจศูนย์การค้า และการผลักดันธุรกิจให้ก้าวสู่ OMNI CHANNEL ในอนาคต โดยหลังจากนี้ ผมจะรับหน้าที่ในฐานะผู้นำคนใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสานต่อการบริหารธุรกิจทั้งหมดของบริษัทฯ ต่อไปครับ
 
 
Q : ภาพรวมการแข่งขันในตลาดค้าปลีก และของโรบินสันตอนนี้เป็นอย่างไร?
 
A : ผมจะเปรียบเทียบในมุมของค้าปลีกในต่างประเทศกับในไทยนะครับ เห็นได้จากในต่างประเทศห้างค้าปลีกจะปิดตัวมากกว่าเปิด จะเป็นค้าปลีกรายย่อยที่เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ซะส่วนใหญ่ที่เข้ามาแล้วสู้ไม่ไหว แต่ถ้ามองในมุมค้าปลีกในไทย เรามีพื้นฐานธุรกิจค้าปลีกที่แข็งแรงกว่าต่างประเทศ เช่น จีน อเมริกา และสิงคโปร์ เป็นต้น เพราะตลาดค้าปลีกในไทยถูกถือครองโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย จึงสามารถสร้างปรากฏการณ์ มีกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้กับตลาดอยู่ตลอด การแข่งขันจึงไม่หนักเท่าตลาดต่างประเทศ ซึ่งภาพรวมค้าปลีกในไทยยังมีทิศทางการเติบโตที่ดีอยู่
 
โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม เพิ่มขึ้น  4.2% กำไรสุทธิ เติบโต 19.8% ส่งผลให้ผลประกอบการรวมในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.3% และมีกำไรสุทธิโต 6.4% โดยปัจจัยที่ส่งผลให้รายได้ และกำไรเติบโต มาจากการเติบโตของรายได้ค่าเช่า ทั้งจากสาขาเดิม และการขยายสาขาล่าสุดอย่างศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ เพชรบุรี ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมทั้งการ Renovate สาขา ในรูปแบบศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 2 สาขา คือ สาขาสระบุรี และราชบุรี
 
 
Q : ตอนนี้ธุรกิจหลักของโรบินสันมีอะไรบ้าง และโฟกัสไปที่อะไรเป็นหลัก?
 
A : ธุรกิจของโรบินสันประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ 1. Department Stores (44 สาขา) 2. Lifestyle Shopping Malls (19 สาขา) 3. Brand Management (6 แบรนด์) 4. Robins Vietnam (2 สาขา) 
 
ซึ่งฟอร์แมตของ Lifestyle Shopping Malls ของโรบินสัน มี 3 รูปแบบคือ 
 
1. ขนาดเล็ก (Size S) หรือ “Compact Size” พื้นที่ 28,000 – 30,000 ตารางเมตร โดยเป็นโมเดลใหม่ที่นำมาใช้กับสาขา “กำแพงเพชร” ที่จะเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ โดยใช้งบลงทุนการ 800 ล้านบาท บนพื้นที่ 28,000 ตารางเมตร
 

2. ขนาดกลาง (Size M) พื้นที่ 35,000 ตารางเมตร เช่น สาขาสกลนคร, ร้อยเอ็ด
 
3. ขนาดใหญ่ (Size L) พื้นที่ 37,000 ตารางเมตรขึ้นไป เช่น สาขาสระบุรี, ศรีสมาน,สมุทรปราการ
 
สิ่งที่เราจะโฟกัสต่อไปคือ การนำห้าง Compact Size ขยายเข้าไปในหัวเมืองรองหรือเมืองที่มีขนาดใหญ่ ในต่างจังหวัด เพราะสัดส่วนรายได้มาจากต่างจังหวัด 70% และในกรุงเทพฯ 30% อีกทั้งยังเป็นการเข้าไปในตลาด Blue Ocean (ตลาดที่มีการแข่งขันน้อย) เราจึงมองว่ายังมีช่องว่างที่เป็นโอกาสของเรา เพราะในอนาคตรูปแบบการขายของ Department Store อาจเปลี่ยนไป ทำให้เราต้องสร้างฟอร์แมตห้างรูปแบบใหม่ที่มีขนาดเล็ก มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะการสร้างห้างขนาดเล็กและขยายเป็นขยายใหญ่ทำได้ง่ายกว่า ก็ถือว่าเป็นการเทสตลาดใหม่ไปในตัวด้วย 
 
การขยาย Lifestyle Shopping Malls เข้าไปในต่างจังหวัด เรากำลังทดลองว่าบางจังหวัดจะสามารถมีโรบินสันได้ 2 รูปแบบคือ Department Store และ Lifestyle Shopping Malls ได้รึเปล่า โดยเมืองใหญ่อย่างเช่น ชลบุรี อาจนำรูปแบบ Compact Sizeเข้าไปเปิดเพิ่ม เพราะเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรเยอะ และกำลังซื้อมากพอ  ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพจังหวัดหนึ่ง ในการนำห้างรูปแบบใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็ม
 
 
Q : มีกลยุทธ์อื่นๆ ในการทำตลาดอีกไหม?
 
A : นอกจาก Lifestyle Shopping Malls ขนาด Compact Size ที่เรากำลังทดลองตลาดและดูฟีดแบคว่าจะเวิร์ครึเปล่า เราก็ยังสร้าง New Format สำหรับ Concept “Hello Beauty” ที่จากเดิมจะแยกพื้นที่เซอร์วิสของแบรนด์ต่างๆ ออกจากกัน นำมารวมกันเป็นพื้นที่เดียว และทำให้กลายเป็น Full Service อย่างแท้จริง 
 
เพราะผมมองว่า ลำพังเคาน์เตอร์แบรนด์อาจจะตอบโจทย์ได้ไม่หมด จึงต้องนำแบรนด์ของ Beauty Blogger ต่างๆ เข้ามาสนับสนุนให้มากขึ้น ซึ่งเราก็มีฐานลูกค้าจาก The 1 Card และ Supplier เดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เป็นการบริหารพื้นที่ให้เกิดโอกาสทางการขายมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กับคนยุคปัจจุบันได้ด้วย  
 

Q : การขยายสาขาในพื้นที่ใหม่ เลือกจากปัจจัยอะไร?
 
A : การหาโลเคชั่นใหม่ๆ เราจะดูองค์ประกอบหลายอย่าง คือ จำนวนประชากรในพื้นที่นั้นๆ อัตราการเติบโต ดูคู่แข่ง ซึ่งการไปแต่ละครั้งเราจะสร้างห้างสเกลใหญ่กว่าคู่แข่งเพื่อ Switch ให้มาเดินห้างเรา และกำลังซื้อของกลุ่มประชากร เพราะทุกครั้งที่เราเปิดสาขาใหม่เราต้องมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับดีและรองรับการเติบโตในอนาคตได้ด้วย 
 
โดยจำนวนสาขา “โรบินสัน” ทั่วประเทศ 
 
ปี 2016 มี 44 สาขา
ปี 2017 มี 46 สาขา
ปี 2018 มี 48 สาขา
 
และในปี 2020 ตั้งเป้าว่าจะมีทั้งหมด 55 สาขา
 
 
Q : ฟอร์แมตห้างรูปแบบใหม่ ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเรื่องใดอีกบ้าง?
 
A : นอกจากเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่เราจะนำ Size ห้างขนาดเล็กเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆ แล้ว เรายังมี 4 กลุ่ม Private Brand คือ 
 
1. Just Buy สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ช้อปราคาเดียวของโรบินสัน 

2. Great Value สินค้าไพรเวทแบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘365 วันราคาเดียว’ 
3. Payless ShoeSource ร้านรองเท้ามัลติแบรนด์ Great Value 

4. และ Baby shop ร้านสินค้าแฟชั่นสำหรับเด็ก
แบรนด์ทั้งหมดนี้จะถูกพ่วงไปกับห้าง เป็นขยายกลุ่มตลาดให้กว้างขึ้นในพื้นที่ใหม่ๆ อีกด้วย 
 
ซึ่ง จำนวนสาขา Private Brand ปี 2017
 
Payless Shoesource มี 41 สาขา
Babyshop  มี 9 สาขา
Just buy มี 45 สาขา
Great Value มี 30 สาขา
 
นี่คืออีกหนึ่ง Movement ทางการตลาดของค้าปลีก “โรบินสัน” กับการหาช่องว่างการตลาดและการเล่น Sizing เพื่อสร้างโอกาสทางการขายใหม่ๆ และเป็นการทำฟอร์แมตห้างที่มีความยืดหยุ่น รองรับกับการขยับขยายและความไม่แน่นอนในอนาคต เป็นการวางโครงสร้างที่จะช่วยเซฟต้นทุนได้ในระยะยาว ก็ต้องบอกเลยว่า ถึงคุณวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ จะได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ โรบินสัน คนใหม่ เพียงไม่นาน แต่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างและการปรับตัว ปรับองค์กร ให้พร้อมรับกับสถานการณ์ทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ก็จะทำให้โรบินสันเป็นแบรนด์รีเทลที่มีความยั่งยืนและอยู่คู่คนไทยต่อไป
 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.