กสิกรไทยเปิดธนาคารท้องถิ่นในจีน จุดเริ่มต้นสะพานเชื่อมการลงทุน ไทย-จีน สู่ AEC+3

Dec 05, 2017 -None-

กสิกรไทยได้รับอนุมัติจากทางการจีนให้ตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง พร้อมเปิดสาขาเซี่ยงไฮ้เพิ่มเครือข่ายการบริการในจีน รองรับการเติบโตทางด้านการค้าและการลงทุนจากเศรษฐกิจจีนที่กำลังจะก้าวมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า โดยเน้นกลุ่มธุรกิจที่มีการค้าการลงทุนระหว่างจีนและประเทศไทย รวมทั้งต่อยอดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค ในฐานะธนาคารดิจิตอลแห่งภูมิภาค AEC+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) พร้อมตั้งเป้าปริมาณธุรกิจสาขาต่างประเทศของธนาคารมียอดสินเชื่อในปี 2561 ที่ 29,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% และยอดปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศที่ 150,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2560
 
คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน (LII) เต็มรูปแบบ ในชื่อ “ไคไท่หยินหาง (จงกั๋ว)” หรือบริษัท ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จำกัด โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง พร้อมเครือข่ายบริการ ได้แก่ สาขาเซินเจิ้น (และสาขาย่อยหลงกั่ง) สาขาเฉิงตู สาขาเซี่ยงไฮ้ สาขาฮ่องกง สำนักงานผู้แทน ณ นครปักกิ่ง และสำนักงานผู้แทน ณ เมืองคุนหมิง ซึ่งการได้รับใบอนุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียนจะทำให้ธนาคารสามารถให้บริการลูกค้าบรรษัทได้อย่างครบวงจร รวมถึงขยายสาขาหรือยกระดับสำนักงานตัวแทนเป็นสาขาในประเทศจีนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งในอนาคตยังสามารถให้บริการลูกค้าบุคคลได้ด้วย จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของธนาคาร เนื่องจากตลาดจีนมีขนาดใหญ่และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศสูง อีกทั้งยังมีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าบรรษัทและลูกค้าบุคคลของธนาคารมากมาย  เช่น นโยบาย “One Belt, One Road” และ แผนการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจีน
 

การที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) อยู่ที่เมืองเซินเจิ้นซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ซิลิค่อนวัลเลย์แห่งเอเชีย” และเป็นสถานที่ตั้งของบริษัทฟินเทคสตาร์ทอัพ รวมถึงยูนิคอร์นต่าง ๆ ธนาคารจึงอยู่ในจุดที่เอื้อต่อการพัฒนาด้านนวัตกรรม โดยธนาคารวางแผนจะร่วมมือกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และ/หรือ บริษัทฟินเทค ในการพัฒนา Digital Banking Platform หากเชื่อมโยงบริการของกสิกรไทยในประเทศจีน และบริการของธนาคารกสิกรไทยในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน จะทำให้ธนาคารก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการชำระเงินในภูมิภาค AEC+3 
 
 
นอกเหนือจากการตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน (LII) เต็มรูปแบบแล้ว ธนาคารยังได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งสาขาที่ 3 เพิ่มเติม ณ นครเซี่ยงไฮ้ เขตผู่ตง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของจีนและของโลกในอนาคต อีกทั้งสาขาดังกล่าวยังอยู่ในเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai FTZ) และเป็นบริเวณที่มีธุรกรรมการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนสูง มียอดธุรกรรมในปี 2559 ถึง 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 21% ของมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการลงทุนจากเซี่ยงไฮ้ไปยังประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นการเปิดสาขาเซี่ยงไฮ้จึงทำให้ธนาคารสามารถให้บริการและขยายฐานลูกค้าในนครเซี่ยงไฮ้และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู และมณฑลชานตง โดยในช่วงเริ่มต้นสาขาเซี่ยงไฮ้จะเน้นการบริการลูกค้าบรรษัทของไทยและจีนที่ค้าขายระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน และลูกค้าบรรษัทจีนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
 
 
ประเภทการให้บริการของธนาคารกสิกรในจีน ประกอบด้วย
 
•   ลูกค้าบรรษัทบริการได้ครบวงจร:  ฝาก กู้ โอน Trade FX
•   บริการ Internet Banking
•   บริการ Business Matching  และ Business Advisory
 
ธนาคารสามารถให้บริการลูกค้าบรรษัทได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นด้านการฝากเงิน การกู้เงิน การโอนเงิน การทำธุรกรรมการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตรา และอื่นๆ โดยการให้บริการของธนาคารไม่จำกัดอยู่ที่เครือข่ายสาขาของธนาคารเท่านั้น เนื่องจากธนาคารมีบริการ Internet Banking เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า
 
นอกจากนี้ธนาคารยังมีบริการด้าน Business Advisory และ Business Matching เป็นบริการเสริมพิเศษให้กับลูกค้า เพื่อให้ข้อมูลและหาช่องทางในการทำธุรกิจให้กับลูกค้าที่ต้องการทำธุรกิจในบริเวณ AEC+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้)
 
 
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
 
•    บริษัทจีนที่ค้าขายหรือจะไปลงทุนในไทยหรืออาเซียน
•    บริษัทไทยหรือบริษัทจากอาเซียนที่จะค้าขายกับจีน หรือมาลงทุนในจีน 
 กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในประเทศจีน
•    บริษัทจีนที่ทำธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน และต้องการลงทุนขยายกิจการไปยังประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซี่ยน
•    บริษัทไทยและบริษัทในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ต้องการขยายตลาดมายังประเทศจีน
•    ธนาคารจะขยายฐานลูกค้าโดยยึดธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมตามห่วงโซ่คุณค่าของจีน – เออีซี โดยมุ่งเน้นให้บริการด้านการลงทุนและสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ
•    ธนาคารจะให้บริการกับบริษัท SME ในประเทศจีนโดยผ่านการให้สินเชื่อเครือข่ายธนกิจ (Supply Chain Financing)
 
 
“ปัจจุบันนักธุรกิจจีนเริ่มหันมาลงทุนในตลาด AEC มากขึ้น ขานรับกับแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 13 ของจีน และยุทธศาสตร์ One Belt, One Road ซึ่งในเชิงยุทธศาสตร์แล้วทำเลที่ตั้งของประเทศไทยสามารถตอบโจทย์ในการเป็นฐานการลงทุนได้มากที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพในเชิงโครงสร้างและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย EEC (Eastern Economic Corridor) ที่มุ่งผลักดันพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมภาคการผลิตในบริเวณอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงไปในตลาด AEC อื่น ๆ ได้อีก ซึ่งภาพรวมของการค้าไทย-จีนเองในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  (ทั้งปี 2559 อยู่ที่ 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเม็ดเงินการค้า ไทย-จีนนั้นกว่า 25% เกิดขึ้นในมณฑลกวางตุ้ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 14,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560)” คุณบัณฑูร กล่าวเพิ่มเติม
 
 
ในโอกาสที่ธนาคารกสิกรไทยได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียนในจีน ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับกรมพาณิชย์แห่งมณฑลกวางตุ้ง โดยจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมพาณิชย์แห่งมณฑลกวางตุ้งและธนาคารกสิกรไทย ในความร่วมมือและอำนวยความสะดวกระหว่างภาคธุรกิจจากมณฑลกวางตุ้งที่สนใจเข้าใจลงทุนในไทยเนื่องจากปัจจุบันภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อใช้เป็นฐานในการทำการค้าในภูมิภาค AEC และภาคธุรกิจไทยที่สนใจเข้ามาลงทุนและทำการค้าในเขตภาคใต้ของประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งการค้าสำคัญของภาคธุรกิจไทย 
 

คุณเจิ้ง เจี้ยนหลง อธิบดีกรมพาณิชย์แห่งมณฑลกวางตุ้ง กล่าวว่า มณฑลกวางตุ้งและไทยถือว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในมุมของการลงทุน นักลงทุนจากกวางตุ้งเป็นนักลงทุนจีนในไทยที่ใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่ากว่า 390 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรม เนื่องจากชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วในกวางตุ้งคิดเป็น 79% ของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย เปรียบไทยและกวางตุ้งเป็นเสมือนเมืองพี่เมืองน้อง ดังนั้นการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีนไปอีกหนึ่งขั้นในมิติของการค้าการลงทุนผ่านแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างกัน

คุณบัณฑูร กล่าวในตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยเล็งเห็นความสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจ การค้า การลงทุนในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันการจะเป็นแค่ธนาคารอาจจะไม่เพียงพอ การผลักดันตัวเองให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจแห่ง AEC+3 เชื่อมโยงโอกาสให้กับลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแต่บริการด้านการเงินเท่านั้น ทางธนาคารยังมีบริการในด้านการให้คำปรึกษาการลงทุน และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยมีเครือข่ายบริการในต่างประเทศครอบคลุมในกลุ่มประเทศ AEC+3 และประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง แบ่งเป็น ธนาคารท้องถิ่น 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนมีสำนักงานใหญ่ที่เมืองเซินเจิ้น และสปป.ลาวมีสำนักงานใหญ่ที่นครเวียงจันทน์ สาขาต่างประเทศ 7 แห่ง ได้แก่ สาขาเซี่ยงไฮ้ สาขาเฉิงตู สาขาฮ่องกง สาขาย่อยหลงกั่ง สาขาพนมเปญ สาขาบ้านโพนสีนวน และสาขาหมู่เกาะเคย์แมน สำนักงานผู้แทน 8 แห่ง ได้แก่ สำนักงานผู้แทนปักกิ่ง สำนักงานผู้แทนคุนหมิง สำนักงานผู้แทนย่างกุ้ง สำนักงานผู้แทนฮานอย สำนักงานผู้แทนโฮจิมินห์ สำนักงานผู้แทนจาการ์ตา สำนักผู้แทนโตเกียว และสำนักงานผู้แทนลอสแอนเจลิส

ข้อมูลเศรษฐกิจจีน
 
ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและยังเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เป็นผลจากขนาดเศรษฐกิจของจีนที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจกว่า 6.8% ในไตรมาส 3 ของปี 2560 และคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนทั้งปีนี้น่าจะอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 6.7% ในปัจจุปันจีนอยู่ในช่วงการดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการเงินของโลก 
 
ภายใต้แผนดังกล่าวได้มีการดำเนินนโยบาย “Made in China 2025” ซึ่งจะกระตุ้นให้จีนสามารถขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ ยกระดับผลผลิตต่าง ๆ ในห่วงโซ่การผลิต ผลักดันแบรนด์ “Made in China” ให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก นโยบายนี้จะเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น สินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมไอที ไฮเทคโนโลยีและกลุ่มฟินเทค ถึงแม้ว่าปัจจุบันจีนจะมีบริษัทฟินเทคยูนิคอร์น (กิจการที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพียง 8 แห่ง เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มียูนิคอร์น 12 แห่ง แต่มูลค่าบริษัทฟินเทคยูนิคอร์นของจีนขณะนี้ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 96.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บริษัทฟินเทคยูนิคอร์นของจีนมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
 
 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.