10,709
VIEWS

สิงห์ เปิดเกมโต้กลับ คริสตัล ป้องกันแชมป์น้ำดื่ม 43,000 ล้าน

Dec 27, 2017 R.Somboon

นอกจากการเติบโตของตลาดที่มีออกมาเป็นตัวเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 – 4 ปีหลังมานี้ ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดมูลค่า 43,000 ล้านบาทยังมีการแข่งขันค่อนข้างจะรุนแรง โดยเฉพาะการเปิดเกมไล่เบียดน้ำสิงห์ซึ่งเป็นผู้นำตลาดของคริสตัลจากค่ายเสริมสุขที่อยู่ในเครือไทยเบฟ โดยรุกทุกรูปแบบครบ 4 P โดยเฉพาะกับการอัดกลยุทธ์โปรโมชั่นเข้าไปในเทรดหรือร้านค้าที่ทำออกมาอย่างหนักหน่วง จนกลายเป็นการจุดชนวนการแข่งขันของคู่แข่งตลอดกาลอย่างสิงห์ – ไทยเบฟ ที่ไม่เพียงแค่แข่งกันในตลาดเบียร์ แต่ยังเข้ามาเปิด “วอร์” ในตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด จนตลาดนี้เต็มไปด้วยสีสัน

คริสตัลเขย่าตลาด

คริสตัล ไม่ใช่แบรนด์ใหม่ แต่ทำตลาดมานานโดยเป็นแบรนด์ปั้นของเสริมสุขที่เกาะอันดับ 2 หรือ 3 มาตลอด แต่หลังการเข้ามาซื้อเสริมสุขของกลุ่มไทยเบฟ คริสตัลถูกให้ความสำคัญอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพื่อปั้นให้เป็นผู้ท้าชิงที่สมน้ำสมเนื้อของน้ำดื่มสิงห์ซึ่งครองตลาดนี้มาอย่างยาวนาน

การเป็นผู้ท้าชิงของคริสตัลนั้น ทำให้แบรนด์นี้ต้องหันไปเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยวางกลยุทธ์ที่เข้ามาสร้างความแตกต่างจากผู้นำตลาดที่มีฐานใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัว ไล่ตั้งแต่

1.ในเรื่องของ Functional ด้วยเหตุผลของการเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาตอกย้ำในเรื่องของน้ำดื่มสะอาดของสิงห์ ทำให้สิงห์สามารถยึดภาพของการเป็นน้ำดื่มสะอาดพร้อมกับสร้างให้เป็น Category Benefit ได้สำเร็จ ทำให้เมื่อพูดถึงน้ำดื่มสะอาด ผู้บริโภคจะนึกถึงน้ำดื่มสิงห์ทันที ทำให้คริสตัลต้องฉีกหนีหันไปพูดถึงการเป็นน้ำดื่มสะอาดที่มีสถาบัน NFS จากอเมริกาเข้ามารับรอง เพื่อสร้างความแตกต่างจากแบรนด์ลีดเดอร์

2.คริสตัลต่อยอดด้วย Emotional Benefit คือ น้ำดื่มสะอาด ทำให้ดูดี เป็นการเอาสิ่งที่เป็นเบสิคมาต่อยอด เพราะน้ำดื่มสะอาดทำให้สุขภาพดี ผิวพรรณชุ่มชื่น เลยทำให้ดูดี ซึ่งคริสตัลเองหยิบเอาเรื่องดังกล่าวมาเป็นคีย์ เมสเสจ ในการสื่อสารที่ยิงออกมาอย่างต่อเนื่อง

3.แรงส่งสำคัญที่ทำให้คริสตัลสามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาเบียดไหล่สิงห์ก็คือการ Synergy กับบริษัทในเครือของไทยเบฟทั้งตัวไทยเบฟเวอเรจเอง และโออิชิ ในเรื่องของการจัดจำหน่าย และการผลิต โดยใช้โรงงานของไทยเบฟ และโออิชิเข้ามาช่วยผลิตในช่วงที่ดีมานด์เยอะๆ อย่างหน้าร้อน ทำให้คริสตัลมีซัพพลายมากพอรองรับกับความต้องการที่มีเพิ่มขึ้น จุดนี้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เข้ามาช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับคริสตัล

4.การเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์อย่าง “นาย ณภัทร” ที่ช่วยเพิ่มแรงส่งให้กับแบรนด์ในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคริสตัลใช้อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2

5.โปรโมชั่นที่ทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับในช่องทางโมเดิร์นเทรดที่มีการทำโปรโมชั่นราคา และการทำเทรด โปรโมชั่นในร้านค้ารูปแบบเดิม ซึ่งช่วยสร้างการ Pull Out สินค้าออกจากช่องทางขายได้เป็นอย่างดี

องค์ประกอบต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เข้ามาช่วยผลักดันให้คริสตัลขึ้นมาเบียดน้ำสิงห์ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ห่างกันแค่จุดทศนิยม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทำได้

สิงห์โต้

อย่างไรก็ตาม น้ำดื่มสิงห์มีการขยับตัวครั้งใหญ่ และการ Fight Back ของสิงห์ในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการต่อเนื่องการขยายฐานของแบรนด์จากกลุ่มครอบครัวมาสู่วัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฐานใหญ่ของสิงห์จะเป็นกลุ่มครอบครัวมากกว่า 50% เลยทีเดียว

สิงห์ขยับเข้าหากลุ่มวัยรุ่นมาตั้งแต่ต้นปีด้วยกลยุทธ์แรกคือการดึง 5 Influencer ที่ทรงอิทธิพลในยุคนี้เข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ หลังจากนั้นในช่วงปลายปีสิงห์มีเซอร์ไพร์สใหญ่นั่นคือดึงน้องเจ้านายจิณเจษฎ์ วรรธนะสิน มาเป็นพรีเซ็นตอร์ พร้อมใช้วิธีการทำตลาดที่ “แตกต่าง” ออกไปจากเดิม

ความแตกต่างแรกก็คือการให้น้องเจ้านายลงพื้นที่ประชิดกลุ่มเป้าหมาย สร้างสิ่งที่ “เหนือความคาดหมาย” ความประทับใจให้กับผู้บริโภคและตลาดอย่างยอดเยี่ยมด้วยการเข้าไปเป็นพนักงานขายในร้านคอนวีเนียนสโตร์เพื่อสร้างสีสัน จนถูกแชร์ออกไปยังโลกออนไลน์ได้มากมาย ซึ่งสิงห์ยังเตรียมการตลาดแบบเหนือความคาดหมายไว้อีกหลายอย่างโดยเฉพาะกับการทำโปรโมชั่นแคมเปญที่ฉีก และไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด บอกกับเราถึงเหตุผลในการเลือกใช้น้องเจ้านายว่า มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือต้องการเพิ่ม Engagement กับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ หรือเป็น Young Generation มากขึ้น จากเดิมน้ำดื่มสิงห์เจาะกลุ่มเป้าหมายครอบครัว ทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว อีกประการเราต้องการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ให้ฉีกออกจากคู่แข่ง ให้เป็นแบรนด์อันดับแรกในใจของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อน้ำดื่ม และการใช้เจ้านายเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถือว่าสร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เป็น Beyond Expectation ให้ผู้บริโภคและตลาดได้จริงๆ

“เราเชื่อมั่นว่าในยุคนี้ ความแปลกใหม่ ทันสมัย หรือความล้ำ (innovation) เป็นสิ่งสำคัญ  ตั้งแต่ต้นปี 2561น้ำดื่มสิงห์จะให้เน้นนำเสนอความแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านของตัวผลิตภัณฑ์, การสื่อสารการตลาดอย่างที่ได้เริ่มเห็นกันไปแล้วจากกิจกรรม On ground to Online ของพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดนี้ และยังมีกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งอยากให้ติดตามกัน รวมถึงการจัดรายการส่งเสริมการขายรูปแบบใหม่บน Platform ใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องโดนใจวัยรุ่นรวมทั้งกลุ่มแมสด้วย”

นอกจากเรื่องการสื่อสารการตลาดแล้ว การ Fight Back ของสิงห์ในครั้งนี้ ยังทำบนจุดแข็งของตัวเอง เพื่อดึงเกมให้กลับมาอยู่ภายใต้การคอนโทรลของตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น

1.การปรับจุดอ่อนในเรื่องของตัวโปรดักต์ จากเดิมที่สิงห์มีสินค้าในแพ็กเกจจิ้ง PET ขนาด 500 มล.ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กกว่าคู่แข่งขันรายอื่นๆ ในตลาด โดยเฉพาะในช่องทางคอนวีเนียนสโตร์ โดยสิงห์มีการปรับเปลี่ยนไซส์เป็น 600 มล.เท่ากับแบรนด์อื่นๆ ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

2.นอกเหนือจากเรื่องของ Emotional Engagment ที่ทำผ่านพรีเซ็นเตอร์คนใหม่แล้ว สิงห์ยังตอกย้ำในเรื่องของคุณภาพจากการเป็นน้ำดื่มที่ได้รับการรับรองจาก NSF เช่นกัน โดยพยายามสื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในแง่ของการผลิตที่สิงห์เป็นแบรนด์เดียวที่ไม่ได้ผลิตด้วยระบบ RO (Reverse Osmosis) จึงมีแร่ธาตุบางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหลืออยู่ แม้ไม่มากเท่าน้ำแร่ก็ตาม

3.ในแง่ของกำลังการผลิต สิงห์มีโรงงานที่วังน้อย สามเสน เชียงใหม่ ขอนแก่น มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี และสิงห์บุรี โดยเพิ่งมีการเพิ่มไลน์การผลิตที่วังน้อยอีก 1 ไลน์ สามารถผลิตได้สูงถึง 1,500 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่ผลิตอยู่ที่ 1,000 ล้านลิตร จึงไม่มีปัญหาในช่วงที่ตลาดมีความต้องการมากๆ 

4.ใช้จุดที่แข็งแกร่งที่สุดเข้ามาช่วยในการสร้างการเติบโต โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดจำหน่ายที่ปัจจุบันการขายสินค้าประเภทน้ำดื่ม 50% จะเป็นโมเดิร์นเทรดที่แบ่งเป็นคอนวีเนียนสโตร์ 25% ซูเปอร์ และไฮเปอร์มาร์เก็ตรวมกันอีก 25%  ส่วนที่เหลืออีก 50% จะเป็นเทรดิชั่นนัล เทรด ซึ่งในส่วนหลังนี้จะแบ่งเป็นร้านโชห่วย 20% ฟู้ดช็อป 15% และร้านอาหารทั่วไปอีก 15%

ในช่องทางขายแบบดั้งเดิมนี้ สิงห์ทำตลาดผ่านเอเย่นต์ที่มีอยู่เกือบ 200 รายทั่วประเทศ และยังมีหน่วยรถของบริษัทเข้ามาช่วยวิ่งตรงอีก 400 คัน ซึ่งสิงห์จะหันมาให้ความสำคัญกับการครีเอทช่องทางการขายใหม่ๆ ขึ้นมา อาทิ สนามฟุตบอลที่มีการเข้าไปจับมือเป็นพันธมิตรกับสนามฟุตบอลกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ จัดกิจกรรมในรูปแบบของการแข่งขัน “สิงห์ ฟุตบอล ลีก” ขึ้นมา เพื่อช่วยส่งเสริมการขาย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเข้าตรงถึงหน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ อีกด้วย

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัดบอกว่า สิงห์จะกลับมาทำตลาดบนจุดแข็งในเรื่องของการจัดจำหน่าย โดยมองถึงการเข้าไปเติบโตในช่องทางที่ยังสามารถทำกำไรได้ดีกว่าโมเดิร์นเทรดที่การแข่งขันด้านโปรโมชั่นราคาค่อนข้างรุนแรงจนแทบจะมีกำไรไม่มากนัก โดยสิงห์ยังให้ความสำคัญกับโมเดิร์นเทรด แต่ไม่ได้ทุ่มมากเกินไปนัก เพราะไม่ได้หวังการเติบโตแค่ส่วนแบ่งตลาด แต่มองถึงการทำกำไรที่ดีมากกว่า

ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเชิงปริมาณ 4,300 ล้านลิตร มีอัตราการเติบโตประมาณ10% แบ่งตามบรรจุภัณฑ์เป็นน้ำดื่มขวด PET 90% มีอัตราการเติบโต 11.5% แบบขวดแก้ว 10% แนวโน้มตลาดหดตัวลงเล็กน้อย น้ำดื่มสิงห์ มีส่วนแบ่งทางการตลาดโดยรวม 21%  เมื่อแบ่งตามบรรจุภัณฑ์ แบบขวด PET มีส่วนแบ่งทางการตลาด 20% และแบบขวดแก้วมีส่วนแบ่งตลาด  45.2%  จากการทำตลาดต่อเนื่องทั้งปี 2560   ที่ผ่านมา รวมถึงการรุกตลาดในปีหน้า น้ำดื่มสิงห์ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มเป็น 23% 

ตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องปีละ 10% จากกระแสผู้บริโภครักสุขภาพ น้ำดื่มสิงห์ มีสโลแกนติดหูว่า น้ำดื่มสะอาด น้ำดื่มสิงห์เราชูจุดขายในเรื่องของความสะอาดและแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ อยู่คู่ครอบครัว และเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งน้ำดื่มสิงห์ยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจากสถาบัน NSF International สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยเสริมความแกร่งให้กับแบรนด์ด้านความน่าเชื่อถือตอกย้ำกลยุทธ์Functional Marketing อีกด้านเรามุ่งสร้างความพึงพอในตราสินค้า (Brand Preference)และเพิ่ม Engagementกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลยุทธ์การทำตลาดเหล่านี้จะทำให้น้ำดื่มสิงห์เป็นผู้นำตลาดอย่างยั่งยืน ส่วนปีนี้คาดว่ายอดขายน้ำดื่มสิงห์จะเติบโต 10%

ส่วนแบ่งตลาดรวม น้ำดื่ม

สิงห์    21%

คริสตัล  20%

เนสท์เล่ เพียวไลฟ์  18%

น้ำทิพย์  9%

ส่วนแบ่งตลาดของสิงห์ แยกตามแพ็กเกจจิ้ง

ขวด PET   20%        

ขวดแก้ว   45.2%

ตลาดน้ำดื่มมูลค่า  43,000 ล้านบาท ปริมาณ 4,300 ล้านลิตร เติบโตประมาณ 10% แบ่งเป็น

น้ำดื่มขวด PET   90% เติบโต 11.5%

น้ำดื่มขวดแก้ว   10% เติบโตถดถอยเล็กน้อย

ที่มา : สิงห์ คอร์เปอเรชั่น 

บุญรอดบริวเวอรี่

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn