18,928
VIEWS

ความคิดสร้างสรรค์ กับ คนบ้า เส้นบางๆ คั่นกลางของมนุษย์ - จอนนอนไร่

Jan 06, 2018 P.Sano

“จริงๆ แล้ว ผมชื่อ “ตุ้ย” แต่ตอนทำไร่ ผมชื่อ “จอน” ...”

ประโยคเกริ่นนำของ “เสกสรร อุ่นจิตติ” หรือ “ตุ้ย” อดีตนักสร้างสรรค์งานโฆษณาระดับแถวหน้า ผู้ละทิ้งวิถีของคนโฆษณาเพื่อเปลี่ยนผ่านช่วงชีวิตมาสู่บทของการเป็นเจ้าของสวนผักออร์แกนิกส์ “จอนนอนไร่” ซึ่งวันนี้เขาจะมาแบ่งปันไอเดียดีๆ ให้แฟนๆ ได้อ่านกัน

ตุ้ย บอกว่า ความจริงแล้วมนุษย์เรามีเส้นบางๆ คั่นอยู่ตรงกลางระหว่างคนที่มี “ความคิดสร้างสรรค์” และการถูกมองว่าเป็น “คนบ้า” และถ้า “ธรรมดา” โลกจะไม่จำ นั่นจึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์การตลาดของ “จอนนอนไร่” ว่า “ธรรมดา โลกไม่จำ” ซึ่งมาพร้อมกับสโลแลน “ไม่แปลก ไม่ปลูก ไม่อร่อย ปาทิ้ง”  

เขายกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้นว่า ทำไมเนื้อที่ดีต้องเป็นเนื้อมัตสึซะกะที่มาจากจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) และวาซาบิที่ดีทำไมต้องมาจากจังหวัดอาซุมิโนะ (Azumino) นั่นเป็นเพราะเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิน้ำแข็งจากเจแปนแอลป์ (Japan Alps) จะละลายไหลลงมาผ่านจังหวัดอสุมิโนะ ความจริงอาจเป็นเพราะอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำให้น้ำแข็งบนเจแปนแอลป์ละลายลงมา ประจวบเหมาะกับเมื่อน้ำแข็งละลายแล้วไหลผ่านแหล่งเพาะปลูกวาซาบิในย่านนั้นพอดี

“คนญี่ปุ่นรู้จักนำเรื่องราวเล่านี้มาเล่าสู่โลก เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง แต่จะเล่าเรื่องเก่งอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาทำโปรดักต์ไม่เป็นเลิศ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาโปรดักต์แบบเต็ม 100% แต่ต้องเรียกว่าเต็ม 500% เพราะเขาพัฒนาแล้วพัฒนาอีก เพราะโลกไม่ได้จำเพราะความบังเอิญ เพราะโปรดักต์ที่เขาทำมีความเป็นเลิศทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นนักพูดที่เก่ง หรือมีเทคนิคการทำที่สุดยอดแค่ไหน แต่สิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ในขั้นแรก คือ โปรดักต์เป็นเลิศ”

ตุ้ย บอกว่า การทำงานทุกอย่างต้องมีความสุข และความสนุกไดร์ฟให้เขาอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า กลางคืนเขาจะเป็น “นายตุ้ย” นั่งคิดงาน ส่วน “นายจอน” จะตื่นเช้าเพื่อทำในสิ่งที่ตุ้ยเตรียมการไว้ก่อนหน้า

“สิ่งที่ผลักดันให้ผมอยากสลัดผ้าห่ม และลุกออกจากเตียงออกไปทำงาน ไม่ใช่กาแฟ ไม่ใช่เงิน แต่มันคือ ความสนุก ความตื่นเต้น ที่ได้จากการทำของใหม่เพื่อทำให้โลกได้จดจำเรา สิ่งนี้เป็นตัวไดร์ฟที่รุนแรงที่สุด”

วันนี้ จอนนอนไร่ เป็นออร์แกนิคส์ฟาร์มในระดับแอดวานซ์ที่ไม่เหมือนออร์แกนิคส์ฟาร์มทั่วไป ตุ้ยบอกว่า คนเป็นอย่างไร แบรนด์ก็เป็นอย่างนั้น เพราะแบรนด์มีลักษณะพิเศษมีความเป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย ซึ่งแบรนด์สร้างได้จริง แต่มันไม่เนียนถ้าไม่ได้เกิดจากเนื้อแท้ของคนๆ นั้น ก่อนจะสะท้อนออกไปที่แบรนด์

“ผักของผมก็เหมือนกับตัวผมมันไม่ค่อยเรียบร้อยหรอกครับ อาจจะดูเรียบร้อยในเชิงดีไซน์ แต่ผมชอบให้ลูกๆ ของผมคึกคัก ผมเลี้ยงดู และปรนเปรอผักของผมตั้งแต่เขาเกิด ผมเป็นคนขี้สงสัยมาก และเคยสงสัยว่า เมล็ดจะงอกตอนกี่โมง ซึ่งแน่นอนว่าเมล็ดจะงอกภายใน 3 วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 2 อาทิตย์ แต่ผมโรคจิตขนาดอยากรู้ว่า เมล็ดงอกเวลาไหน ผมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อลุกขึ้นมาดูทุกชั่วโมงจนรู้ว่าเมล็ดงอกตอนตี 4”

เขารู้ว่า จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ เพราะเมล็ดก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเรื่อย แต่ความอยากรู้อยากเห็นในงานที่ตัวเองทำมันเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง

“ผมเป็น Food Maker ที่เริ่มจากการเป็นผู้ปลูกแบบธรรมดา แต่เมื่อเราเริ่มทำจินตนาการจะไม่รู้จบ และคนสร้างอาหาร คือ ผู้กำหนด เพราะเมื่อเปลี่ยนผ่าน และเริ่มเข้าใจเรื่องการปลูกเมล็ดพันธุ์ ผมก็เริ่มกำหนดว่า ต่อไปเราจะกินอะไรกันดี เพราะในแต่ละวันเรากินผักกันไม่กี่ชนิด แต่พืชผักในโลกมีวาไรตี้ให้เราได้เลือกกินอีกมากมาย

ผมมีความสุขที่ได้ปลูกผักหลากสี ผมชอบดอกกะหล่ำ ผมจะปลูกสีขาวกินๆๆๆๆ จนหนำใจก็จะข้ามไปปลูกสีอื่นๆ เช่น สีเหลืองทอง ซึ่งขายดีมาก เพราะทำให้จานอาหารจานนั้นๆ กลายเป็นจานเทพ จากสีทองผมมาเล่นสีเขียว สีแดง ทุกวันนี้ผมทำ Experiential ทั้งหมด ทุกอย่าง คือ งานทดลองที่เรามีความสุข มันเป็นงานแบบวิทยาศาสตร์ เป็น Art Design คิดว่า ถ้าเราปลูกจะเป็นอย่างไร จินตนาการจะไม่หยุด

ผมจินตนาการงานที่ทำเป็น Craft ผมจึงกลายเป็น Food Craft ผมมองละเอียดลงไปในโลกใบเล็กๆ ของผม ตั้งแต่เริ่มงอก แต่ละต้นมีสีอะไร แต่ละสีให้ประโยชน์อะไรกับร่างกาย ผมจะอยู่กับคำว่า เทรนด์ ทั้งด้านโภชนาการ ผักอร่อย และเรื่องสุขภาพ และเมื่อผมเป็น Food Craft ผมจะมองโปรดักต์เหมือนการทำโฆษณาทุกประการ ผมจะมองหาจุดอ่อน จุดแข็ง แล้วตีมันลงไปตรงๆ และทุกอย่างที่ทำจะมีการตลาดเสมอ”

เขาบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรกรก็ปลูกผักขายได้ หากคุณมีแนวคิดดังนี้

Creative Driven ทุกสิ่งทุกอย่างใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อน

Combine เชื่อมทุกความสามารถที่มีอยู่เพื่อขับเคลื่อนโลกปัจจุบันไปสู่อนาคต

“ผมถ่ายรูปได้ ผมออกแบบได้ ผมเขียนหนังสือได้ พูดอาจจะดูขัดแย้งกับโลกที่ต้องการความเป็นทีมเวิร์ค แต่ผมกลับบอกว่า เมื่อคุณจะเป็นเอสเอ็มอี คุณทำคนเดียว คุณควรใช้ทุกช่องทางที่คุณมีความสามารถออกมาใช้ บางคนอาจจะลืมไปว่า ตัวเองทำอาหารได้เก่งมากแต่ไม่เคยคิดจะเป็นเชฟ ผมมีลูกน้องอยู่คนหนึ่งเขาทำอาหารได้เทพมาก แต่เขาคิดตลอดชีวิตว่าตัวเองเป็นครีเอทีฟ แต่ถ้าเขาคิดแบบฮีโร่เขาจะรู้ว่า เขาทำอาหารได้เก่งมาก ระดับมิชลินเลย”

Ability คือการมองหาความสามารถของตนเอง ซึ่งตัวเราเองอาจไม่รู้ว่า เราเก่งอะไร ทำอะไรได้บ้าง แต่คนที่รู้คือเพื่อนสนิท ในโลกใหม่ต้อง Combine ความสามารถทุกชนิดที่มีอยู่ หากคิดไม่ออกลองทำ Mind map ขึ้นมาดูว่า เราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่บ้าง

Knowledge การค้นคว้าหาความรู้ มีตั้งแต่เรื่องของความรู้ในอดีต ความรู้ดั้งเดิม และความรู้ในอนาคต

“ก่อนที่ผมจะทำไร่ ผมไม่มีความรู้เกษตรกรมาก่อนเลย ผมใช้เวลาเดินทางทั่วประเทศอยู่ 1 ปี เพื่อสังเกตการณ์ หาความรู้ไปทั่ว ผมไม่มีโมเดลที่ชัดเจน ผมจึงเริ่มดูออร์แกนิคส์แบบบ้านๆ ก่อน และข้ามเป็นดูออร์แกนิคส์ที่พัฒนาแล้ว และข้ามไปดูไฮโดรโปรนิคส์ที่อยู่ในโรงเรือนระดับเรือนแสน ผมดูคนใช้สารเคมี เราควรเห็นให้ครบ การได้เห็นแม่น้ำทั้งร้อยสายแล้วคุณจะตัดสินได้ว่า คุณควรทำโมเดลแบบไหน และคุณจะเห็นจุดก่อนของเขาหมดเลย

ข้อดีของอะไรที่เคยทำมาแล้วจะเผยจุดอ่อนให้เราเห็นหมดเลย เพราะสิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วมันเป็น Case แล้วคุณหารูรั่วของมันว่าคืออะไร และหาจุดแข็ง ผมต้องไปคุยกับคนระดับปู่ย่าตายายตามต่างจังหวัดเพื่อจะได้ความรู้แบบดั้งเดิม แบบเนื้อแท้ ซึ่งจะบอกอนาคตบางอย่างได้ดี ฝรั่งจะบอกว่า ถ้าคิดถึงอนาคตไม่ออกให้ย้อนดูอดีตเพื่อคาดการณ์ไปสู่อนาคต ทุกวันนี้ผมจึงใช้ชีวิตด้วยการเชื่อมอดีตไปสู่อนาคต เพราะเราอยู่ตรงกลาง เราอัพเดทคนเดียว”

What When Where Why and How Theory เป็นเรื่องสำคัญ

“ทำไมผมจริงคิดปลูกของแปลกๆ ผมไม่ได้แหกกรอบตั้งแต่ต้น ผมเริ่มต้นจากดิน คนทำเกษตรต้องเข้าใจ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมล็ดพันธุ์อย่างลึกซึ้ง คนเรามักติดกรอบว่า ทำไม่ได้ อากาศแบบนี้ปลูกไม่ได้ แต่ก่อนที่ผมจะลงมือทำ หรือไม่ทำ เราต้องรู้แฟกเตอร์ก่อนว่า ทำไมมันงอก หรือไม่งอก มันชอบอากาศแบบไหน ชอบความชื้น หรือไม่ชอบความชื้น ดังนั้น What When Where Why จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ”

ตุ้ย ย้ำว่า What.. if Theory ก็สำคัญ ห้ามพูดคำว่า แต่... เพราะคำว่า แต่ ฆ่าโลก คำว่า รู้งี้... คือ Loser แต่คำว่า What… if เป็นโพสิทีฟ ต้องคิดว่า อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า ...

“มันเป็นทฤษีพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนว่า อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราทำมันออกมาได้ ทำไมผมถึงปลูกกะหล่ำสีต่างๆ เพราะผมใช้ What… if เพราะผมรู้ปัจจัยมันแล้ว ผมถึงทำได้”

วันนี้ “จอนนอนไร่” เริ่มมีผลผลิตที่สร้างชื่อเสียงให้กับไร่ หลายๆ ผลิตภัณฑ์กำลังได้รับความสนใจ เช่น มะเขือเทศเชอร์รี่ญี่ปุ่นเมล็ดนำเข้า และกะหล่ำปียักษ์รสหวาน รวมถึงผักเคล (Kal) ที่กำลังมาแรงเป็นดาวดวงใหม่

“ขณะที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ผมจะมองข้ามไปที่ฤดูหนาวว่าผมจะทำอะไรออกมา ปีที่แล้วผมทำสตรอเบอร์รี่ไปแล้ว แต่ปีนี้ผมจะทำอะไรต่อไม่มีใครคาดเดาผมได้ แต่สตรอเบอร์รี่เป็นสิ่งที่ลูกค้าผมยังรักอยู่ ผมก็ไม่ฆ่าทิ้ง เราจะรักษาของที่ดีมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งของเราเอาไว้ แต่เราจะพัฒนาดาวดวงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย

ปีนี้แล้วเรามีชื่อเสียงในเรื่องมะเขือเทศเชอรรี่ญี่ปุ่นเมล็ดนำเข้า และกะหล่ำปียักษ์ ปีนี้ผมต้องรักษาสองสิ่งนี้เพราะว่าเมื่อฤดูหนาวมาถึงการสั่งจองค่อนข้างรุนแรง แต่ผักในโลกยังมีวาไรตี้อีกมาก และปีนี้เรามี Kal เป็นสตาร์ ถ้าคุณมีชื่อเสียงใน 2 – 3 สิ่ง คุณต้องคิดแล้วว่า What’s Next คุณจะปล่อยสตาร์ตัวไหน ตัวเดิมห้ามทิ้ง แต่ต้องปล่อยตัวใหม่เพื่อออกมาเขย่าตลาด แต่เราทำเป็น Niche

ขณะที่เรายังอยู่ในปีนี้ ผมจะวางแผนการสร้างผลผลิตใหม่ในปีหน้า ผมเป็นฟาร์มเมอร์ที่มองงานเป็นอีเว้นต์ เวลาที่ผมจะปล่อยของ ผมอาจจะทำสีม่วงหมดทั้งไร่ ซึ่งเป็นการคิดแบบครีเอทีฟ เพื่อสร้างความตื่นเต้น เป็นแอคทิวิตี้ เพราะ ผมมองเป็นซีซั่น  ส่วนไร่บางทีผมมองเป็นดิสเพลย์ที่เปลี่ยนได้บ่อยๆ เป็นดิสเพลย์ที่กินได้ และสนุก”

ตุ้ย ทิ้งท้ายบทสรุปแนวคิดให้ฟังอีกว่า จะมีประโยชนอันใดที่ไปยืนหน้ามหาสมุทร ทั้งที่ยังว่ายน้ำไม่เป็น เพราะมนุษย์มีทั้งจุดอ่อน และจุดแข็ง

“ผมชอบความใจร้อน แต่ต้องคิดดีๆ มีหลายคนที่มาที่ไร่ และอยากเรียนรู้การทำการเกษตร เด็กรุ่นใหม่บางคนบอกมีที่ดิน 20 – 30 ไร่ แต่ผมบอกปลูกแค่แปลงเดียวให้ดูก่อน เพราะคุณไม่เคยทำเกษตร ต่อให้คุณรวย มีเงิน คุณควรจะเริ่มจากการคิดเล็กๆ ก่อน เหมือนอย่างที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสอนเราว่า ให้ทดลองทำจากห้วยน้ำเล็กๆ ก่อน แม้ว่าตอนจบคุณอาจจะไม่ได้อยู่ที่มหาสมุทร แต่ระหว่างทางห้วยเล็กๆ มันอาจสนุกเหลือเกินในการแพลนโมเดลต่างๆ และส่วนใหญ่ตอนจบก็ทำกันแค่ไร่เดียว” ตุ้ย กล่าว

4D Theory

ตุ้ยยังฝากแนวคิดดีๆ ในการค้นหาความฝันของตนเอง โดยใช้หลักการ 4D Theory อันประกอบด้วย Discover, Dream, Design และ Destiny

“ก่อนหน้านี้ คนเรามักเริ่มจากคำว่า Dream ก่อน และสุดท้าย ความฝันนั้นก็ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะได้แต่นั่งฝันๆ กันไป ความจริงแล้วเราต้องหาตัวเองให้เจอก่อน แล้วนำมา Match กับความสามารถพิเศษที่มีอยู่ เราจึงควรเรียงใหม่ด้วยการเริ่มต้นจาก Discover ข้อนี้ดีสำหรับคนอยากเปลี่ยนผ่าน และอยากค้นหาตัวเอง”

Discover ค้นหาตัวเอง วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ถามจากเพื่อนสนิท บางคนอาจรู้ตัวเองอยู่แล้วว่า มีความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างได้ดี ข้อนี้อย่าถามพ่อแม่ อย่าถามแฟน เพราะเขาจะมองเราอีกแบบหนึ่ง ที่สำคัญ Discover จะเป็นตัวฆ่าไอเดียที่เป็นความฝันแบบลมๆ แล้งๆ ที่แปะไว้เต็มข้างฝา

“เพราะความฝันเฟื่องที่ไม่แม็ชท์กับความสามารถพิเศษของเรามันจึงไม่เกิด เมื่อเรามีความฝันเรื่องอยากทำในเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ลองเขียน Mind maps ขึ้นมาว่า งานที่เกี่ยวกับเรื่องของอาหารมีอะไรบ้าง และถ้าไอเดียที่ได้หลุดจากนี้ก็ฆ่าทิ้งได้เลยเพราะเป็นฝันปลอม เมื่อ

Dream เมื่อความสามารถพิเศษแม็ชท์กับความฝันได้พอดี ก็ให้เดินหน้าต่อได้เลย ก่อนจะค่อยๆ ถอยตัวเองออกจากอาชีพเก่า

Design เมื่อแม็ชท์ความฝันกับความสามารถพิเศษได้แล้ว ก็ต้องทำเรื่องของ Scenarios, Mind maps และ Business models หัวใจสำคัญ คือ ต้องศึกษาเรื่องในอดีตของคนที่เคยทำมาแล้วมามีรูรั่วอะไรบ้าง สังเกตปัจจุบัน อ่านความน่าจะเป็นของอนาคต เพื่อสร้างแบบฉบับของตัวเอง

และสุดท้ายคือ Destiny เดินทางในแนวทางที่เลือก

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.