4,697
VIEWS

แฟชั่น 2018 Sport+ Nostalgia มาแรง

Feb 05, 2018 J.Wara

“เทรนด์ของแฟชั่นเปลี่ยนไปมาก เพราะแพลตฟอร์มของการสื่อสารในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม คำว่า Season แทบจะไม่มีผลกับแฟชั่นอีกต่อไปแล้ว”  พลพัฒน์ อัศวประภา Creative Director และ Founder บริษัท อาซาว่า กรุ๊ป จำกัด พูดถึงความเปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน

ในอดีตเราเคยพูดถึงแฟชั่นว่า Season นี้อะไรที่กำลังจะมา Item ไหนที่จะฮอตฮิต คนทำงานแฟชั่นเมื่อก่อนจะคุ้นกับการมี 2 Season ต่อปี แต่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลง แพลตฟอร์มที่แตกต่างจากอดีต ดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ทำให้ความเร็วเข้ามาเป็นปัจจัยทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมี 2 Season ต่อปี กลายเป็นปัจจุบันแฟชั่นต้องมีอย่างน้อย 4 Season ต่อปี

“สมัยนี้อยู่ๆ ก็มี Pre-Fall ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นที่ใหญ่มาก มีแฟชั่นโชว์ด้วย นอกจากนั้นยังมี Holiday หรือที่เรียกว่า Resort ทำให้บริษัทที่มีขนาดเล็ก-กลาง ก็ต้องมีอย่างน้อย 4 Collection ด้วยเหมือนกัน ในขณะที่บริษัทที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย 4 ก็ไม่พอ ต้องเป็น 6 Fast Fashion บางที่มี 12 Collection ต่อปี คำว่าเทรนด์จึงมีอิทธิพลน้อยลงไปมาก ในอดีตทุกอย่างถูกทำนายล่วงหน้า แต่ปัจจุบันแฟชั่น Move มาสู่ระบบ See Now Buy Now เห็นแล้วซื้อเลย

ตอนนี้แฟชั่นที่จะมาแรงก็คือเรื่องของ Subculture เรื่องของ Individualism เพราะปัจจุบันมีความหลากหลายในเรื่องของเทรนด์มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเทรนด์ที่อยู่มานานและยังคงอยู่ต่อไปก็คือคำว่า Sport ทั้งหมดของเสื้อผ้าจะมีความ Sport มากขึ้น เป็นผลมากจากการที่โลกเราเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุ คนที่ทำแฟชั่นกลัวคำว่าแก่ ดังนั้นคำหนึ่งที่จะเข้ามามีอิทธิพลคือเรื่องของความเป็นหนุ่มเป็นสาวและสิ่งที่สามารถอธิบายความเป็นหนุ่มสาวได้ก็คือความกระฉับกระเฉง คือเรื่องของ Sport พลพัฒน์อธิบาย

เราจึงเห็นว่าปัจจุบันแม้กระทั่งแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงยังต้องนำกลิ่นไอของ Sport เข้ามาเกี่ยวข้องในงานดีไซน์ของตัวเอง นี่ถือเป็นอิทธิพลใหญ่ แบรนด์อย่าง Adidas หรือ Nike จะมีอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่มาก เมื่อก่อนเราอาจจะมองคนที่ใส่สูทเท่แต่ใส่รองเท้า Adidas เราก็ว่าบ้า ตอนนี้กลับกลายเป็นยูนิฟอร์มของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว

พลพัฒน์ เสริมว่า อีกอิทธิพลที่จะควบคู่กันไปกับ Sport คือ Mobility เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายของ Mobility จะให้ความรู้สึกว่าเคลื่อนไหวเร็ว Cycle ของการใช้งานจะง่าย ดูแลง่าย อาจจะเป็นผ้าที่เป็นนาโน หรือมี Innovation ใส่ลงไปบนเนื้อผ้า เช่น ตากในที่ร่มได้ ผ้าที่ไม่ยับสามารถใส่เดินทางได้ง่าย คำว่า Mobility จะมีอิทธิพลมากกับเทรนด์ของแฟชั่น อันนี้เป็นเทรนด์ของการก้าวไปข้างหน้า คือเทรนด์กลุ่มหนึ่งของคนที่แสวงหาความแปลกใหม่ ถือเป็นเทรนด์ใหญ่

อีกหนึ่งคือเทรนด์ที่จะมาแรงคือ Nostalgia  เมื่อคนวิ่งไปข้างหน้ามากขึ้น จะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่อยากวิ่งตาม คนกลุ่มนี้จะมองย้อนกลับไปหาของเก่า ภูมิปัญญาเก่า ของ Handcraft  มาเล่าใหม่ อะไรที่หายไปแล้วจะกลับมา

“อย่างตอนนี้ผู้ชายกลับมานิยมตัดสูทแบบ Custom-made เกิดเทรนด์อย่างเช่น พิชญ์ กาไชย หรือ เป๊ก เปรมณัช ที่นำสไตล์แบบใส่สูท ลุค Dandy กลับมาใช้ อันนี้เป็นเสน่ห์ของการแต่งตัวมากกว่าการวิ่งไปหาสมัยใหม่อย่างเดียว ในขณะที่ผู้ชายกลับไปหาความเป็น Classic, Tailor, Dandy แต่ในนั้นเองมันก็มี Innovation ผสมอยู่ด้วย อย่างเช่นผ้าวูลหรือแคชเมียร์สมัยก่อนอาจจะหนัก ตอนนี้ก็อาจจะกลายเป็นวูลผสมให้มันเบาขึ้น หรือไลท์เวท วูลให้เหมาะกับเมืองไทยมากขึ้น ผู้หญิงเองก็จะมีบางส่วนที่ย้อนกลับไปหาเทคนิคเก่าๆ เช่น เทคนิคการทอผ้าแบบโบราณ การย้อมผ้าแบบโบราณ แต่ทำให้มันสามารถเข้ามาอยู่ในโลกแห่งอุตสาหกรรมได้ ถึงเวลาแล้วสามารถผลิตจริงได้ นำไปใช้จริงแล้วสีไม่ตก ใส่ในเครื่องซักผ้าได้”

พลพัฒน์ มองว่า เทรนด์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ปัจจุบันแทบจะเปลี่ยนทุก 2-3 เดือน แต่เทรนด์ที่จะแทรกอยู่เสมอคือสิ่งที่บริโภคง่าย ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความ Casual ขึ้น

“จะเห็นว่าเสื้อผ้า Casual เป็นเสื้อผ้ากลุ่มใหญ่ แต่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนถ่าย มีแพลตฟอร์มใหม่ของการบริโภค ซึ่งการสื่อสารก็เป็นคีย์ใหญ่ การสื่อสารทำให้มนุษย์มองตัวเองเปลี่ยนไป ทำให้สภาวะการแวดล้อมทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป พวกนี้มีผลต่อการออกแบบเสื้อผ้า เพราะว่าสุดท้ายแล้ว คนที่ Require เสื้อผ้าคือคนใส่ ถ้าคนใส่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ คนออกแบบก็ต้องเปลี่ยนวิธีการออกแบบ

คนสมัยนี้มองแฟชั่นจากถนน จากชีวิตจริงกลับมาสู่โลกแฟชั่น เพราะฉะนั้นทุกอย่างมัน Upside Down หมด ปัจจุบันทุกคนสามารถเป็น Diva ได้  มี Blogger มี Instagram ที่คนตามเป็นล้านๆ จากคนธรรมดาคนพวกนี้กลายเป็น Influencer ขึ้นมา เพราะฉะนั้นมันจะเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า Individualism ขึ้น ทุกคนพยายามมองหาสิ่งที่ตรงกับตัวตนของเรา คำว่าเทรนด์มันถึงมีอิทธิพลน้อยลง”

เมื่อธุรกิจแฟชั่นเปลี่ยน ส่วนของอาซาว่า กรุ๊ปเองก็มองไปที่การสะท้อนตัวตนแบรนด์ในแบบของตัวเองมากขึ้น “คอลเลคชั่นผมไม่พูดถึงความฝัน หรือ Inspire จากเทรนด์อะไรแล้ว เพราะผมคิดว่ามันไม่พอต่อการทำงานอีกต่อไป และไม่เหมาะกับโลกแฟชั่นที่มีการแข่งขันที่รุนแรง เปลี่ยนไปรวดเร็ว แถม Fast Fashion ได้ใส่วิธีคิดใส่ก่อน สวยก่อน ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในตลาด ทุกแบรนด์ถูกผลักดันให้เพิ่มจากเดิมที่มี 4 คอลเลคชั่น กลายเป็น 6 คอลเลคชั่น

แต่ผมเองกลับมาที่ 4 คอลเลคชั่นต่อปี และเลือกที่จะทำเสื้อผ้าแฟชั่นแนวดิ่งมากกว่าแนวระนาบ หมายความว่าแต่ละคอลเลคชั่นจะให้ลูกค้าเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญในระยะหลังๆ มานี้ Inspire ผมจะมาจากนามธรรม ไม่ได้มาเอาเทรนด์แฟชั่นมาดีไซน์ ยกตัวอย่างของนามธรรม เช่น ผมจะมองว่าคอลเลคชั่นใหม่ของผมนี้อยากจะสะท้อนตัวตนของผู้หญิงในอุดมคติแบบไหน แต่ทุกคอลเลคชั่นผมใช้คำ 3 คำ ในการออกแบบ คือ Urban เป็นมุมมองของผู้หญิงในเมืองใหญ่ Realistic ใส่ได้ในชีวิตจริง ซีซั่นเก่าสามารถ Blend กับซีซั่นใหม่ เกิด Mix&Match และ Sophisticate ไม่หวือหวาวิ่งตามเทรนด์แฟชั่น” พลพัฒน์ กล่าวสรุป

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.