เอสซีจี พลิกโฉมโลจิสติกส์ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล สู่ Social Infrastructure เชื่อมไทย-จีน-อาเซียน

Feb 09, 2018 S.Ammarit

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ SCG เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่พัฒนาขีดความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งในปี 2018 นี้ SCG มองภาพใหญ่ในการเข้าไปทำตลาดในจีนและอาเซียนเป็นการขยายอาณาเขตเดิมและเพิ่มศักยภาพในการเข้าไปแข่งขัน รวมถึงทำตลาดในประเทศให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดย SCG มองภาพในอนาคตของตัวเองเป็นมากกว่า Logistic นั่นคือการเป็น Social Infrastructure เชื่อมไทย-จีน-อาเซียน เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยกลยุทธ์ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) Total Logistic Solution 2) Regional Logistic Solution 3) Import-export Service Solution 4) Nationwide Service Network 5) Digital Logistic System และ 6) Service Excellence

นิธิ ภัทรโชค Vice President – Building Products and Distribution Business เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า “ปี 2560 ที่ผ่านมา เอสซีจีได้เร่งพัฒนาการให้บริการโลจิสติกส์เพื่อตอบรับทุกความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่มีการเติบโตสูงขึ้นมาก รวมถึงการผลักดันศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจแก่ลูกค้าองค์กรใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมทั้งไทยและอาเซียนด้วยบริการขนส่งมาตรฐานสูงที่เน้นความรวดเร็ว แม่นยำ และความปลอดภัยของเอสซีจี โลจิสติกส์ โดยสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 16,000 ล้านบาท โตขึ้นราว 7% เทียบจากปี 2559 ซึ่งมียอดการให้บริการกว่า 1.7 ล้านเที่ยว และยอดการส่งสินค้า 3.6 ล้านตัน” 

สำหรับปี 2561 เอสซีจียังคงมุ่งมั่นการพัฒนาสินค้าและบริการ โดยเน้นกลยุทธ์สำคัญด้านการบริการโลจิสติกส์ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบ Track & Trace ที่จะช่วยให้ลูกค้าองค์กรและผู้ประกอบการ SMEs สามารถติดตามสถานะการจัดส่งสินค้าและวัสดุต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมทีมงานมืออาชีพที่คอยให้บริการด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอนการจัดส่งตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางตลอด 24 ชั่วโมง ใน 7 วัน ผ่าน Logistic Command Center หรือศูนย์ควบคุมระบบโลจิสติกส์ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าสินค้าจะถูกส่งมอบถึงมือผู้รับปลายทางด้วยมาตรฐานการส่งที่รวดเร็ว แม่นยำ ปลอดภัย และสามารถดูแลคุณภาพสินค้า รวมถึงลดความเสียหายระหว่างการจัดส่ง นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการครบวงจรสำหรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ตั้งแต่การเริ่มต้นออกเอกสาร จองสายเรือ พิธีการศุลกากร ไปจนถึงบริการโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าครบทุกขั้นตอน

 

“เอสซีจี ยังร่วมมือกับดิจิทัลสตาร์ทอัพเพื่อยกระดับการบริการที่เชื่อมโยงทุกความต้องการของผู้ประกอบการและเครือข่ายรถบรรทุกของบริษัทฯ ที่พร้อมให้บริการกว่า 7,000 คันทั่วประเทศ เข้าด้วยกันผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งมอบบริการโลจิสติกส์ที่ดีกว่า รวดเร็วกว่า และสามารถตรวจสอบได้ นำไปสู่การตอบโจทย์ภาคธุรกิจที่ขยายตัวและความต้องการบริการขนส่งที่กำลังเติบโตทั่วอาเซียน อีกทั้งยังมุ่งเน้นการช่วยลดต้นทุนการเดินรถต่อเที่ยว ผ่านการบริหารสินค้าขาไปและขากลับ (Headhaul-Backhaul Management) ที่สามารถลดการขนส่งเที่ยวเปล่า รวมถึงการขนส่งโดยใช้พาหนะหลายรูปแบบ (Multimodal) ทั้งรถบรรทุกและเรือส่งสินค้า ช่วยลดระยะทางในการขนส่ง นำไปสู่การบริหารจัดการที่เหมาะสมทั้งงบประมาณและจำนวนเที่ยวการขนส่ง เพื่อรองรับทุกความต้องการในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ายิ่งขึ้น”

สำหรับการบริการขนส่งพัสดุด่วนหรือ SCG Express ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีจี และ Yamato Asia Pte. Ltd. หรือแมวดำ นั้น คุณนิธิ กล่าวเสริมว่า “ตั้งแต่การเปิดตัวในปีที่ผ่านมา SCG Express ได้รับกระแสตอบรับที่ดีและความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยมาตรฐานการให้บริการที่มีความสะดวก รวดเร็ว เอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการจัดส่ง เป็นรายแรกและรายเดียวในตลาดที่มีนวัตกรรมการจัดส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ Cool TA-Q-BIN บริการขนส่งที่ดูแลคุณภาพสินค้าที่มีมูลค่าสูง และมีการขยายการให้บริการไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทำให้มียอดการใช้บริการทั้งปีเพิ่มสูงขึ้น 4 เท่า เทียบกับตอนเปิดตัวในช่วงต้นปี 2560 ทั้งนี้ SCG Express ได้ขยายจุดบริการรวมแล้วกว่า 500 สาขา และมีแผนจะขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศในช่วงกลางปี 2561 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ e-commerce รวมทั้งยังเตรียมเพิ่ม Service Solutions ใหม่สำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น บริการจัดส่งกระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์กีฬาที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และบริการ Farm to table บริการขนส่งสินค้าการเกษตรออร์แกนิคจากฟาร์ม ส่งตรงไปยังผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย

การพัฒนา “คน” ด้วยใจ

เอสซีจีผลักดันกลยุทธ์ในการสร้างมาตรฐานและความยั่งยืนในธุรกิจโลจิสติกส์ ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะการทำงานที่เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค ผ่าน "โรงเรียนทักษะพิพัฒน์” (Skills Development School) เพื่อร่วมพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานด้านการขับรถ รวมทั้ง มารยาทในการให้บริการที่มีมาตรฐานและเน้นความปลอดภัย โดยเปิดให้บริการมาแล้ว 12 ปี และมีผู้เข้าอบรมแล้วกว่า 143,000 คน ทั้งที่เป็นบุคลากรภายในและภายนอกบริษัทฯ อีกด้วย

“จุดที่สร้างความแตกต่างให้กับระบบโลจิสติกส์ของ SCG คือ การบริการ เพราะเราให้ความสำคัญกับการเทรนด์บุคลากร ด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นที่จะเข้ามาอบรบการให้บริการที่ดีที่สุด นอกจากการเทรนด์ และการเข้าร่วมอบรมแล้ว ยังมีการจัดการประกวด สุภาพบุรุษนักขับ ให้กับบุคลากรผู้ขับรถบรรทุกที่ปฏิบัติงานได้ยอดเยี่ยม ซึ่งผมมองว่า รางวัลนี้จะเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพของพวกเค้า พวกเค้าไม่ใช่แค่พนักขับรถบรรทุก แต่เป็น Sales Driver ที่สามารถทำงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ และรางวัลนี้ก็จะสร้างคุณค่าทางใจให้กับพวกเข้าได้ และนี่คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กลยุทธ์ในด้านอื่นที่เราสร้างให้แข็งแกร่งไปพร้อมๆ กัน เพราะเมื่อเรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ก็จะนำไปสู่ความยั่งยืน หรือ Sustainability ที่เรามุ่งมั่นและตั้งใจไว้”

“เอสซีจี เชื่อมั่นว่าธุรกิจโลจิสติกส์ยังสามารถเติบโตและขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง และด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้ลูกค้าองค์กรทุกระดับ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจโลจิสติกส์ของเอสซีจีสามารถเติบโตขึ้นตามแผน โดยได้ตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้กว่า 17,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา” 

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.