6,932
VIEWS

SC มองทั้ง Value Chain ขยับภาพ Tech Company กับเป้า 60,000 อีกสามปี

Feb 11, 2018 S.Worapol

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่โดน Disruption จากโลกของเทคโนโลยี ทำให้วิธีคิดในการทำตลาดทั้งในแง่ของการผลิต การขาย และงานบริการ

วันนี้คงจะไม่ใช่แค่การมีทำเลที่ดี (Location) ใครมีทำเลทองติดรถไฟฟ้าถือว่าได้เปรียบต่อมาได้แข่งขันกันที่เรื่องของขนาด (Sizing) หรือดีไซน์ (Design) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกต่อไป

แต่หากจะต้องมีแพลตฟอร์มที่นอกเหนือจาก Product & Service มาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคนี้ด้วยเช่นกัน 

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)   อธิบายว่า “วันนี้โลกของธุรกิจได้เปลี่ยนจากคำว่า Product Service มาเป็น Platform และ Solution แล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้เราต้องปรับตัวตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต แต่ละอุตสาหกรรมในวันนี้ค่อยๆ กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันที่อยู่ภายใต้ Ecosystem ของธุรกิจที่มีความหลากหลายเชื่อมต่อกัน”

ความคิดเห็นของ  ณัฐพงศ์ ทำให้เราเห็นภาพว่าการปรับตัวของอุตสาหกรรมอสังหาฯ ต่อผลกระทบด้านเทคโนโลยี ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์หรือองค์กรต้องลงมือทำ ลงทุนกับเรื่องดังกล่าวเอง หากเเต่เป็นการเชื่อมต่อจิ๊กซอว์แต่ละตัว เเต่ละภาพที่ตนไม่ถนัดเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง จนกระทั่งทำให้แบรนด์บรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้

ขยายภาพ Ecosystem

กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเพราะแบรนด์ต่างก็เรียนรู้แล้วว่าไม่มีใครสามารถแข่งขันจนเป็นผู้ชนะได้โดยปราศจากพาร์ทเนอร์ เพราะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ยังวนเวียนอยู่ใน Ecosystem ของตัวเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเข้ามาซัพพอร์ตงานแต่ละส่วนของกันเองให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

“ทุกองค์กรในโลกนี้กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง เพราะ landscape ของโลกธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป วิธีคิดแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ในบริบทใหม่ digital technology มีบทบาทอย่างมหาศาลในการสร้างความท้าทายครั้งนี้ทำให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างรวดเร็ว ภาพ landscape ใหม่ที่เกิดขึ้น คือ อุตสาหกรรมต่างๆ เชื่อมต่อกันกลายเป็น ecosystem ที่มีสมาชิกหลากหลาย และหลาย ecosystem ก็เชื่อมต่อกันเอง เกิดโมเดลธุรกิจใหม่นอกเหนือไปจาก products และ services นั่นคือ platforms และ solutions เกิดการร่วมงานของกลุ่ม 3 กลุ่มเพื่อตอบสนองความต้องการ  ของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น"

กลุ่ม  1     incumbents หรือ stakeholders เดิมในอุตสาหกรรมเดิม

กลุ่ม  2     tech entrepreneurs ทำงานเร็วและเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะอย่างของมนุษย์

กลุ่ม  3     digital giants บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มที่จะขยายขนาดและขอบเขตการทำธุรกิจครอบคลุมไปทุกอุตสาหกรรม  

tech entrepreneurs และ digital giants มีบทบาทสำคัญของการเชื่อมต่ออุตสาหกรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน องค์กรในกลุ่ม 1 จะอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ ร่วมทำงานกับกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 เพื่อให้ก้าวทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์หรือผู้บริโภค

กางแผนกลยุทธ์

SC ประกาศโรดแมปสามปี SC RE-INVENTION 2020 ตั้งเป้าหมายยอดขาย 24,000 ล้านบาท รายได้ 22,000 ล้านบาทในปี 2020 และยอดขายรวมสามปี 2018-2020 มากกว่า 60,000 ล้านบาท ปรับวิธีคิดจากการเป็น Developer ก้าวสู่การเป็น Living Solutions Provider ทำงานร่วมกับ partners หลากหลายใน ecosystem เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นบน landscape ใหม่นี้ โดยจะเติบโตด้วยกลยุทธ์ 4 ข้อคือ

1. RE-INVENTION   จาก DEVELOPER สู่ LIVING SOLUTIONS PROVIDER ผ่าน 3D

- D1  DIGITIZE ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานจาก analog เป็น digital เพื่อจะได้นำ data ทั้งในส่วนการทำงานและความต้องการของลูกค้า (insights) มาวิเคราะห์และพัฒนาให้ดีขึ้น

- D2 DESIGN ใช้หลัก human-centric ออกแบบสินค้า บริการ และโซลูชั่น (solutions) โดยเริ่มต้น               ที่ทำความเข้าใจปัญหา หรือ pain points ในการใช้ชีวิตของลูกค้า

- D3  DEVELOP ประสานนวัตกรรม และพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับราคา

2. CO-CREATION ด้วยการที่ SC ร่วมกับพันธมิตรในระบบ ecosystem ส่งมอบ living solutions           (การพัฒนาที่อยู่อาศัยและบริการหลังการขาย โดย SC และสิ่งอื่นๆ โดยพันธมิตร) ให้ลูกค้าและชุมชนข้างเคียง เราเรียก living solutions platform ของเราว่า Rue Jai

3. QUALITY FIRST  คุณภาพสินค้าและบริการเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งใด แบ่งเป็นสองส่วนคือ pre-transfer และ after-transfer

4. TOP-LINE GROWTH  เติบโตในส่วน top-line ทั้งยอดขายและรายได้

อสังหาฯ เพื่อขายทำหน้าที่หลักขับเคลื่อนการเติบโต ในขณะที่อสังหาฯ เพื่อเช่าทำหน้าที่เป็น secured income ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่อาคารสำนักงานเพื่อเช่ารวม 110,000 ตรม. มีสัดส่วนของกำไรสุทธิสูงถึง 1 ใน 4

โตทั้งแนวราบและแนวสูง

แนวราบ โดยรักษาฐานผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 8 ล้านบาท และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 8 ล้านบาท  กับทาวน์โฮม 2-3 ล้านบาท ในปีนี้ SC จะขยายพื้นที่การพัฒนาโครงการไปจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตของเมืองจากเมกะโปรเจค EEC ในปี 2020 สัดส่วนมูลค่ายอดขายแนวราบ กรุงเทพและต่างจังหวัดของ SC จะอยู่ที่ 90:10

แนวสูง  SC และ SCOPE บริษัทร่วมทุนที่ SC ถือหุ้นอยู่ 90% ภายใต้การนำของ CEO คุณยงยุทธ  ชัยพรหมประสิทธิ์ เตรียมพัฒนาโครงการใหม่แนวสูงในสามปีนี้รวมกว่า 10 โครงการ โดยสัดส่วนหลัก  ของรายได้แนวสูงในสามปีนี้ จะมาจากการโอนของ 3 โครงการ super luxury คือ  SALADAENG ONE, BEATNIQ, และ 28 CHIDLOM”

เป้าหมาย

“ SC ตั้งเป้าหมายยอดขายและรายได้ปี 2018 ที่ 17,000 ล้านบาท ยอดขายเติบโตประมาณ 11% และ    เตรียมเปิด 19 โครงการใหม่ มูลค่า 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 17 โครงการ มูลค่า15,000 ล้านบาท และ แนวสูง 2 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท พร้อมกับเตรียมงบสำหรับซื้อที่ดินในปีนี้ 10,000 ล้านบาท”

“ hi-light ของโครงการใหม่ในปีนี้ สำหรับแนวราบคือ township concept development จำนวน 2 โครงการ 2 ทำเล บนที่ดินผืนใหญ่ทำเลกรุงเทพตะวันออก บริเวณกรุงเทพกรีฑากว่า 115 ไร่ และกรุงเทพตะวันตก  บางกระดี จ.ปทุมธานีกว่า 200 ไร่ ซึ่งจะเปิดขายครึ่งปีหลังของปี 2018

และนอกจากนี้  50% ของโครงการใหม่ปีนี้จะเป็นแบรนด์ PAVE และ VERVE ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับราคา 2-5 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดแนวราบกลุ่มนี้ในช่วงปี 2018-2020

สำหรับแนวสูงคือ โครงการ CENTRIC รัชโยธิน ทำเลใกล้ BTS สถานีรัชโยธินเพียง 150 เมตร เป็นอาคารสูง 21 ชั้น เริ่มต้น 3.7 ล้านบาท เปิดพรีเซลส์มีนาคม 2018 นี้ มูลค่า 1,500 ล้านบาท กับ โครงการ  THE CREST สุขุมวิท 23 มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท จะเปิดขายประมาณไตรมาสสี่ของปี ”

ในปี 2017 ที่ผ่านมา SC ทำยอดขายสร้างสถิติใหม่ทั้งยอดขายรวม 15,278 ล้านบาท และยอดขายแนวราบ 10,547 ล้านบาท ครอง market share อันดับ 1 บ้านเดี่ยว ราคามากกว่า 15 ล้านบาท และอันดับ 2 บ้านเดี่ยวรวมทุกระดับราคา 

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า SC พยายามให้ความสำคัญกับแบรนด์ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ผู้มีส่วนได้เสียทุกส่วน โดยที่ไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด แต่เป็นการอาศัยความแข็งแกร่งของพาร์ทเนอร์ในหลายๆ ด้านมาทำให้ตัวเองแข็งแกร่งและมีภาพของการปรับตัวที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมากับการรุกคืบนำเทคโนโลยีและ Startup เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการขับเคลื่อนขององค์กรเช่นกัน SC ASSET นั้นใช้ชุดความคิดที่มองย้อนกลับไปในเรื่องของงานหลังบ้านและบริการหลังการขาย เปิด เอสซีเอเบิล ที่จับมือกับ Fixzy มาดูเเลบริการหลังการขายขึ้น ในเรื่องของช่างซ่อมบำรุงต่างๆ

และเชื่อว่าหลังจากนี้  Rue Jai ก็คงมีบทบาทที่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างจุดขายให้กับ SC มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.