5,537
VIEWS

หมู ASAVA ทฤษฎีกดดันตัวเองจนได้ดี - พลพัฒน์ อัศวประภา

Feb 13, 2018 A.kanitha

พลพัฒน์ อัศวประภา หรือที่ทุกคนรู้จักเขาในนาม “หมู-ASAVA” เจ้าของแบรนด์ ASAVA จากธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้าต่อยอดมาเป็นเจ้าของร้านอาหาร SAVA Dining แน่นอนว่าเขายังเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นผู้ปลุกกระแสเสื้อผ้าแบรนด์ไทยสไตล์โก้หรู และเป็นทั้ง Personal Stylist อาจารย์สอนด้านแฟชั่น และล่าสุดเป็นเมนเทอร์จาก The Face Men Thailand

 

 

 

Q: เติบโตมาในครอบครับนักธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ แล้วทำไมไม่สานต่อธุรกิจครอบครัว

A:  อาจด้วยความที่เราเป็นคนดื้อเงียบ มีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูง ตั้งแต่เด็กๆ แล้วผมเป็นคนชอบศิลปะ ชอบดูหนังซีรีส์ และอ่านแมกกซีนเมืองนอก เป็นคนขี้แต่งตัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว มันเป็นความชอบที่เราก็ไม่รู้ตัวนะ เลยคิดว่าเราน่าจะมาทางนี้มากกว่า

Q: เหมือนจะรู้จักตัวเองว่าจะต้องเดินทางสายแฟชั่นแน่ๆ

A: ต้องบอกว่า ด้วยความที่เราโตมาในครอบครัวธุรกิจ มันสอนเวลาที่เราจะทำอะไรซักอย่าง มันจะมีโจทย์ของมันอยู่แล้ว

Q: แต่ภาพลักษณ์ธุรกิจแฟชั่นยุคก่อน แตกต่างจากยุคนี้มาก  

A: ใช่เลย เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ธุรกิจแฟชั่นยังไม่มีอยู่ในเมืองไทย คล้ายกับธุรกิจบันเทิง เวลาคนมองว่าจะประกอบอาชีพดีไซเนอร์ ยังมองไม่ค่อยออกว่าจะทำเป็นอาชีพได้ อาจเป็นห้องเสื้อพอเลียงชีพได้ แต่เพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่เป็นนักธุรกิจ จึงมองทุกอย่างค่อนข้างเป็นระบบ แบบแผน การมองธุรกิจทำเสื้อแล้วทำงานอย่างเป็นระบบยังไม่ค่อยมี เพราะเสื้อผ้าสำเร็จรูปยังน้อย คนทำอาชีพนี้คือช่างตัดเสื้อ พ่อแม่สมัยก่อนจึงไม่ค่อยสนับสนุน ถามว่าเรารู้ไหมว่าเราอยากทำแบรนด์ มาเป็นดีไซน์เนอร์ ตอบยากนะ แต่อย่างที่บอกว่า เป็นคนชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้ว

Q: อย่างนี้ Convince กับครอบครัวยังไง ในเมื่อพ่อแม่ต้องวางตัวให้มารับช่วงต่อ

A: พ่อแม่ไม่ได้ถึงกับขนาดวางตัวหรอก แต่เราเห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นครรลอง ทั้งครอบครัวเรา เพื่อนๆ และญาติเราโตมาในสิ่งแวดล้อมอย่างนั้น ว่าเมื่อเรียนมาแล้วต้องกลับมาทำงานที่บ้าน สังคมมันเปลี่ยนไปเยอะ สมัยนี้เด็กมีการต่อยอดในการทำธุรกิจใหม่ แต่สมัย 30 ปีก่อน สังคมยังแคบกว่านี้เยอะ ความหลากหลายทางธุรกิจน้อยกว่านี้เยอะ ส่วนใหญ่ทุกครอบครัวพ่อค้าจะมีวิธีคิดเหมือนกันว่า เมื่อลูกเรียนเก่งเอ็นทรานซ์ติด ไปเรียนโท ค่อยกลับมาทำงานที่บ้าน ไม่มีการพูดว่าจะอิมพอร์ตแบรนด์เมืองนอกเข้ามาตั้งธุรกิจใหม่ เพราะร้านดังๆ ก็มีไม่กี่ร้าน ห้างมีไม่กี่แห่ง

Q: คุณบอกว่าคุณเป็นนักวางแผน คุณเดินเกมยังไงบ้าง 

A: ก็พอหลังจบมัธยมก็รู้ว่าเราไม่อยากเป็นนักบัญชี หรือเศรษฐศาสตร์ตามพี่ชาย พี่สาว เราเลยรู้ว่าถ้าเราไม่เฟิร์มในสิ่งที่เราอยากจะเป็นจะต้องถูกยัดไปเรียนบัญชีแน่ๆ เหมือนเราโดนกรอกหูให้เดินตามกรอบ มัธยมปลายเรียนศิลป์คำนวณ เพื่อเอ็นทรายซ์เข้าบัญชีจุฬา หรือไม่ก็เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ แต่พอผมรู้ใจตัวเองว่าไม่มีวันเรียนบัญชี โชคดีคณะนิเทศศาสตร์จุฬา ปีนั้นคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสายศิลป์ จากที่เคยอยู่อันดับ 4 อันดับ 5 กลายเป็นคณะที่เป็นที่สุดของเด็กสมัยก่อนใช่มั้ย โชคดีว่าคณะนิเทศเป็นส่วนผสมระหว่างศิลปะกับธุรกิจ ผมเลยเอาอันนี้เป็นข้ออ้างเพื่อสอบเลือกเรียนได้

 

 

 

Q: แผนจากนั้นล่ะ

A: ตั้งแต่เข้ามหาลัยก็มีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองแล้วชื่อ Absolute ทำแบบขำๆ เพราะจำได้ว่าเริ่มแต่งตัวตั้งแต่มัธยมต้น ชอบเดินสยามเซ็นเตอร์ หรือไม่ก็ตึกชาญอิสระ เราเลยมาทำเสื้อผ้าขายตั้งแต่อยู่ปี 1 ก็ไปฝากร้านเพื่อนที่สยามนี่แหละ ถึงขนาดนั่งเครื่องบินไปเสิ่นเจิ้นเลยนะ ยุคนั้นยังไม่มีใครรู้จักเลย ผมก็ไปซื้อเสื้อผ้าจีนมาเปลี่ยนกระดุมเติมโน่นนี่ แล้วมาขายที่สยาม อันนี้มาจากการที่เราชอบดูแมกกซีนเมืองนอก ขี้แต่งตัวชอบดูหนังฝรั่ง อาศัยว่าชอบดูเยอะ แล้วเอามาปรับ ทำสนุกๆ

หลังจากจบมาก็ทำงานโฆษณาที่ลินตาส แล้วไปเรียนปริญญาโทด้าน Business Consultant ที่มหาวิทยาลัยClaremont Graduate School of Management แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สาเหตุที่ถูกส่งไปเรียนที่นี่ เพราะเป็นสถาบันด้านตลาดรถยนต์โดยเฉพาะ เพื่อที่กรูมให้เราเชี่ยวชาญด้านตลาดนี้

แต่พอจบแล้วผมอยากย้ายไปอยู่นิวยอร์คไง ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าจะต้องไปเมืองนี้ให้ได้ เพราะที่บอกว่าชอบดูซีรีส์หนังมาตั้งแต่เด็ก อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนเหมือนกันนะ เพราะซีรีส์นี้ชื่อ Fame เป็นเรื่องโรงเรียนศิลปะในนิวยอร์ค ดูแล้วฝันน่ะว่าชีวิตเราจะต้องไปอยู่ที่นั่น ก็เลยตัดสินใจไปที่นั่น พอไปอยู่แล้วอารมณ์มันเหมือน Nostalgia เลยนะ เหมือนระลึกชาติว่าเราเคยอยู่ที่นี่มาก่อน เมืองนี้เป็นเมืองของเราอะไรอย่างนี้ สุดท้ายเลยลงเรียนแฟชั่นที่นิวยอร์ค เป็นคอร์สสั้นๆ แค่ปีกว่าๆ ตอนนั้นที่บ้านไม่ได้คัดค้านอะไร นึกว่าผมอยากเรียนเล่นๆ เป็นของขวัญให้ตัวเอง ไม่ได้คิดว่าผมจะกลับมาประกอบอาชีพจริงจัง

พอเรียนจบได้ฝึกงานเป็น Trainee ที่ Marc Jacob อยู่ไปอยู่มาก็ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่อยากกลับอยู่นั่น 6-7 ปี  จนทางบ้านเริ่มไม่ส่งเงิน เขาบอกว่าถ้าจะอยู่ต่อ ก็ให้เลี้ยงตัวเองเองแล้วกัน

Q: โดนลอยแพ?

A: รู้สึกว่านิวยอร์คคือเมืองของเรา เราอยู่ในโลกที่เราชอบ ใฝ่ฝัน คล้องจอง ทุกอย่างลงตัวไม่อยากกลับ แต่เงื่อนไขต่างๆ มันไม่ได้อยู่ง่าย เพราะค่าเบี้ยเลี้ยงเท่ากับเด็กล้างจาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่ในนิวยอร์คได้ แต่เราดื้อแพ่งอยู่ต่อ พอเลิกส่งเราหางานทำจนได้ 2-3 จ๊อบ ด้วยความเที่ยวเก่ง เพื่อนฝรั่งเยอะ ไปปาร์ตี้เลยมีเพื่อนในแวดวงแฟชั่นค่อนข้างเยอะ เพื่อนแนะนำไปทำจ๊อบ ทำ Merchandise /Window Display /Personal Stylist ให้กับนักธุรกิจ จำได้ว่าเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ คือ นักธุรกิจที่โน่นไม่เหมือนบ้านเรา เขาทำงานจริงจังไม่มีเวลาไปซื้อเสื้อผ้า ผมก็จะทำหน้าที่ไปซื้อเสื้อผ้าจัดใส่ตู้เสื้อผ้าให้เขา พอหมดฤดูกาลนี้เราก็ไปดูว่าจะเอาอะไรไว้ ซื้ออะไรใหม่ ทำนองนี้

ปีแรกๆ ค่อนข้างลำบาก แต่ก็มีงานมาเรื่อยๆ โชคดีที่ไม่ต้องไปล้างจานอะไรอย่างนี้ แต่ก็ทำงานแบบบ้าเลือดเหมือนกันนะ วันละ 3 กะ เช้าทำงานออฟฟิส เย็นออกไปจัดดีสเพลย์ที่ห้าง ตกดึกไปทำให้อีกห้างหนึ่ง เช้ามาทำงาน เสาร์อาทิตย์ไปเที่ยวอีก พลังงานล้นเหลือ

หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปจัด Display ให้กับร้าน MAXMARA  จนเขาชวนให้ทำงานประจำ ตำแหน่งเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จากทำงานลำบากเริ่มมีผู้ช่วย มีเลขา มีออฟฟิสส่วนตัว มีรถประจำตำแหน่ง พ่อแม่มาเยี่ยมเราก็จะให้รถไปรับเขา เจ้านายพาพ่อแม่เราไปเลี้ยงข้าว พ่อแม่ก็เริ่มรู้สึกว่าลูกคงไม่กลับเมืองไทยแน่

Q: แล้วสุดท้ายคุณยอมกลับเมืองไทยได้ยังไง

A: เพราะพ่อป่วย ตอนนั้นท่านอายุ 70 กว่า เลยตัดสินใจกลับมาช่วยงานที่บ้าน 2-3 ปี แต่ก็เก็บไฟไว้นะ ด้วยโอกาสของชีวิต ตอนนั้นสยามพารากอนกำลังเปิด และมีแผนก Personal Stylist คุณแอ๊ว (ศุภลักษณ์ อัมพุช) เลยไปถามพี่ฟอร์ด (กุลวิทย์ เลาสุขศรี-บก.นิตยสาร Vogue) เขาแนะนำมาที่ผม ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่ผมอยู่นิวยอร์คนิตยสารแฟชั่นไทยเฟื่องฟูมาก ทุกหัวจะต้องไปถ่ายปกที่นิวยอร์ค ผมจะทำหน้าที่ประสานงานติดต่อสถานที่ และยืมเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ พอถึงเวลาถ่ายแบบ ผมจะไปเอาเสื้อผ้า มาจัดเรียงไว้ที่กองถ่าย เสร็จแล้วก็เอากลับไปคืนให้ ดังนั้น บก.ทุกคนจะรู้จักผม พี่ฟอร์ด เลยแนะนำผมให้กับคุณแอ๊ว เพราะผมเป็น Personal Stylist ที่นั่นมาก่อนด้วย

เลยเป็นสาเหตุที่ผมเป็นคนบุกเบิกแผนก Personal Stylist ของสยามพารากอน บังเอิญว่าแผนกนี้เขาทุ่มสุดตัว ออกสื่อเยอะ แล้วผมก็ได้เป็นแอมบาสเดอร์ของห้างไง หน้าผมเลยลอยขึ้นมา คนเริ่มรู้จัก ตอนนั้นเกิดคำว่าแฟชั่นกูรู เพราะผมถูกเชิญไปพูดเยอะ เลยกลายเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองไปในตัว เหมือนแบรนด์เรามันถูก Establish ขึ้นมาจากคนที่ไม่เคยได้อยู่เมืองไทย 10 กว่าปี ไม่ได้มีคอนเนคชั่น ไม่ได้มีแบรนด์ ไม่มีคนรู้จักในฐานะดีไซน์เนอร์ พอเรามีพื้นที่สื่อคนเริ่มเห็นเราในฐานะคนในวงการแฟชั่น

 

 

 

Q: เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณลุกขึ้นมาทำแบรนด์ของตัวเองบ้าง

A: เริ่มทำแบรนด์ ASAVA ในปี 2008 คือต้องบอกว่า ปี 2000 ตลาดแฟชั่นเริ่มคึกคัก และเริ่มเป็นระบบมากขึ้น เริ่มทำการตลาดเป็นแบรนด์ ทำเสื้อเป็นคอลเลคชั่น  ประกอบกับสมัยนั้นมีหนังสือแฟชั่นหัวนอกเข้ามาเมืองไทย เลยบังคับให้แบรนด์ไทยทำธุรกิจแบบเป็นสากลมากยิ่งขึ้น เพราะระบบหนังสือต่างประเทศเข้ามา แน่นอนว่า วิธีปิดต้นฉบับต้องปิดแบบฝรั่ง วิธีการนำเสนอแฟชั่นต้องเป็นแบบคอลเลคชั่น อย่าง Sresis Closet Disaya พวกนี้กลับมาพร้อมกับธุรกิจแฟชั่นที่เป็นระบบ มีความเป็นสากล เริ่มเกิดแฟชั่นวีคในเมืองไทย จนปี 2000 ยุคนั้นคนไทยเริ่มให้ความสนใจกับแฟชั่นไทยมากขึ้น ตราสัญลักษณ์แบบไทยเริ่มมีมูลค่า ยุคนั้นเป็นขาขึ้น มูลค่าธุรกิจเติบโตขึ้นมา พร้อมกับยุคฟองสบู่ คนชั้นกลางมากขึ้น และกระแส Urban ส่งผลบวกต่อสินค้าในหมวดไลฟ์สไตล์ทั้งหมด

Q: แล้วคุณต้องพิสูจน์ตัวเองกับพ่อแม่ยังไง

ในฐานะของคนทำงาน เราไม่ได้คิดว่าต้องพิสูจน์กับใครทั้งสิ้น แม้แต่ที่บ้านก็ตาม แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ Competitive มาก และชอบเอาชนะ ถามว่าต้องพิสูจน์มั้ย อืม คือผมโตมากับบ้านที่มีความกดดันอยู่แล้ว เหมือนกับที่บ้านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหมด สำรับเราจึงมีบรรทัดฐานในการใช้ชีวิตอยู่แล้วว่า ถ้าจะประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง จะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ พูดอีกอย่างคือ บรรทัดฐานเราสูงอยู่แล้ว เลยไม่เคยมองอะไรที่ง่ายๆ จะกระตือรือร้นทะเยอทะยานอยู่แล้ว เป็นคนชอบกดดันตัวเอง

ตอนทำแบรนด์ ASAVA ตอนนั้นผมอายุ 30 กว่าเริ่มตกผลึก เราไม่ได้ทำแบรนด์แบบซี้ซั้ว แต่ประสบการณ์โดยตรงที่เราทำมากับระบบข้ามชาติอาจบ่มเพานิสัยให้เราคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ ทำการจัดสรรธุรกิจแฟชั่นอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการโตมาในบ้านพ่อค้า บวกกับการศึกษาด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ การแสดง แอคติ้ง และเอ็มบีเอ มันถูกเขย่ารวมกัน ถ่ายทอออกมาเป็นแบรนด์ในปี 2008 เริ่มจากห้องเก็บของห้องนึง มีลูกจ้าง 3 คนรวมผมเป็น 4 แต่ถึงแม้จะเล็กขนาดไหน แต่เรามีโครงสร้างการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเราไม่รู้ตัว เพราะเราเอาประสบการณ์ที่เรารู้มาทำ เราพอจะเห็นภาพคร่าวๆ ว่าการทำธุรกิจนี้จะต้องประกอบไปด้วยอะไร ต้นทุน ราคาขาย ตำแหน่งแบรนด์ ดีเอ็นเอ ความต่างยังไง ใส่ในโปรดักท์แล้วสื่อสารยังไง พวกนี้เป็นสิ่งที่เรามีอยู่ในหัว

Q: คุณพอจะบอก Step ในการทำแบรนด์ได้มั้ย

A: เริ่มจากสำรวจตัวเราเองก่อนว่าเรามีความรู้ความชำนาญในการทำเสื้อแบบไหน ศึกษาตลาด ตอนนั้นพฤติกรรมของลูกค่าเป็นยังไง เราทำแล้วจะเข้าไปตลาดไหน แล้วมีโอกาสไหม ตำแหน่งเราจะอยู่ตรงไหน ราคานี้ควรขายที่ไหน เท่าไหร่ อย่างไร เอาทุกอย่างมาเจียระไนให้ออกมาเป็นโปรดักท์ที่มี DNA ที่ชัดเจน เมื่อเรารู้ว่าโปรดัทก์มีคาร์แรคเตอร์อย่างไร มันจะถูกทำการบ้านส่งต่อมาเรื่อยๆ ว่าทำราคาเท่าไหร่ เราจะรู้เลยว่าในโปรดักท์แบบนี้ ตามท้องตลาดมันมีอะไรบ้าง ที่มีตำแหน่งคล้ายๆ กับเรา พอเราลงมาดูเราจะขายราคานั้นไม่ได้ เพราะเรายังไม่มี Brand Asset เราต้องตั้งราคาต่ำกว่า แล้วต่ำกี่เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่า DKNY ขาย 10,000 เราอาจขายได้ 6,000 พอได้ราคาขายมา เราจะกลับมาคำนวณสิ่งที่เราจะขาย 6,000 ว่าจะหารเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ แบรนด์ถึงจะอยู่รอด หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด กลับมาที่ต้นทุนของขาย มันจะคำนวณออกมาเลยว่า เราจะทำเสื้อผ้าได้กี่บาท ค่าตัดเย็บ กระดุมได้กี่บาท เราจะเริ่มรู้แล้วว่า ถ้าเราจะอกแบบคอลเลคชั่นนี้ สมมุติว่าตั้งเป้าขายเดือนละ 5 แสนบาท ราคาเฉลี่ยกลาง 5,000 บาท ต้องขายได้ 100 ตัว หักต้นทุน จีพี จะต้องลงทุนเท่าไหร่ในการซื้อผ้า ตัดเย็บถึงจะได้ยอด 5 แสน ทุกวันนี้เด็กยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลยนะ สมการทุกอย่างที่เราผูกจะต้องมีตรรกะ มันต้องคิดทุกอย่าง เพราะหน้าที่ของเราคือนักคิด แต่คิดอย่างไรให้เกิดขึ้นจริงได้ ต้องมีตรรกะในตัวของมันเอง สุดท้ายแล้วตรรกะนี้มันมีความสามรถในเชิงพาณิชย์ แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเองอีกว่า เราตั้งมุมมองการใช้ชีวิตของตัวเราเองอย่างไร บางคนต้องการขายเดือนละ 5 แสนบาท ต้นทุน 3 แสนบาท หักค่าได้กำไร 2 แสนก็พอแล้ว  แต่บางคนอาจต้องการใช้ชีวิตที่ต่างกัน ต้องตั้งสมการของชีวิต อะไรที่มีความสุข

Q: แล้วสมการในความหมายของคุณล่ะ

A: สมการของผมๆ ตั้งใจอยู่แล้วว่าผมอยากมีแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิดของมนุษย์ หรือการใช้ชีวิตของคน แต่จะนำทัศนคติปรัชญามุมมองของผมส่งต่อไปให้สังคม ผมเลยมองภาพแบรนด์ใหญ่ ไม่ได้มองแบรนด์ว่าเป็นแฟชั่นอย่างเดียว แต่มุมมองของผมคือ การใช้ชีวิตแบบใหม่ๆ เราตั้งต้นตั้งแต่แรกเลยว่าเราจะเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ เพราะเราโตกับสิ่งแบบนั้นมา สำหรับผมจะคิดว่าจะทำให้กระบวนการคิดแบบนี้ การแต่งตัว การอยู่ นี้มันสามารถถ่ายอดไปถึงคนจำนวนเยอะที่สุดให้ได้

Q:วิธีการสร้างแบรนด์ของคุณเป็นยังไง

A: แบรนด์เหมือนคนจำเป็นต้องมีดีเอ็นเอ บวกกับกรรม ถามว่าระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาของ ASAVA ก็เหมือนกัน เมื่อแบรนด์เหมือนคน ย่อมต้องมีการเติบโต มีวิวัฒนาการ เพราะคนทำแบรนด์ และองค์กรก็โตขึ้น วิธีการทำงานต่างๆ ก็เปลี่ยนไป แต่รากฐานมุมมองปรัชญาการทำงานมาจากตัวผมที่ผมเชื่อเมื่อ 10 ปีก่อน อาจถูกบ่มเพาะให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น สุดท้ายหน้าที่ของแบรนด์ต้องเชื่อมโยงให้เข้ากับสังคมรอบข้าง เราไม่สามารถเป็นแบรนด์ที่10 ปีที่แล้วเป็นยังไง 10 ผ่านมาก็เป็นอย่างนั้น หน้าที่ของคนทำแบรนด์ต้องรู้จุดนี้ เพราะแฟชั่นเปลี่ยนทุกวัน เพียงแต่เราจะหมุนตามแฟชั่นโดยที่เราไม่มีแกนไม่ได้

เช่นเดียวกัน แบรนด์ ASAVA เป็นที่รู้จักมากขึ้น เราทำการตลาดหลายช่องทางมากขึ้น ASAVA ถูกเปลี่ยนเป็น ASAVA Group มีสินค้ามากมายหลายซับแบรนด์ แต่ละตัวมีทาร์เก็ต และช่องทางการตลาดที่ไม่เหมือนกัน และเรายังทำ CSR เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับสังคม ดังนั้นแบรนด์เราอาจะไม่ได้รู้จักในฐานะ ASAVA แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่รู้จักเราในฐานะนักออกแบบ  ทำให้กลุ่มอื่นรู้จักเราเพิ่มขึ้น เขาอาจซื้อ ASAVA ผ่านร้านภูฟ้า มูลนิธิรามา และยูนิโคล่  ซึ่งเป็นผลดีต่อตัวแบรนด์ที่จะแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่น

Q: กว่าจะมาเป็น ASAVA อย่างทุกวันนี้ คุณเคยมีบทเรียนในการฝ่าฟันช่วงเวลาที่ยากลำบากไหม

A: มีสิ มันเป็นบทเรียนที่ดีมาก คือตอนที่เปิดตัว ASAVA ช่วง 2008 ผลตอบรับดี บริษัทโตเร็ว จนทำให้เราฮึกเหิมเกินไป ทำให้เราลืมมอง Passion  กลายเป็นว่าเรามองผลทางธุรกิจ หรือตัวเงินมากกว่า จากเคยมีร้าน 2 ร้านมันเพิ่มเป็นเกือบสิบร้าน ผลิตเสื้อได้เดือนเป็นพันตัวโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นเกิดวิกฤตการเมืองพอดี ที่เขาเล่นกีฬาสีกันน่ะ ห้างปิดคนไม่เดินห้าง ทำให้เราต้องแบกสต๊อกเพิ่ม สาหัสพอสมควรเลย

วิกฤตครั้งนั้นทำให้ผมกลับมาสำรวจตัวเอง ว่าเราต้องการอะไร สมการความสุขคืออะไร Passion อยู่ตรงไหน ตอนนั้นเราลืมว่าเราทำเสื้อเพราะอะไร ทั้งๆ ที่เราวิ่งเหมือนหนูติดจั่น แต่ผลธุรกิจก็ไม่ได้ดีมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราทำ ผมเลย Restart ขายสต๊อกทิ้ง เพื่อเอาเงินสดเข้ามา ย้อนกลับมาทำงานกับดีเอ็นเอ วิเคราะห์สินค้าใหม่ ทยอยปิดร้าน ตั้งโจทย์ใหม่ว่าทำธุรกิจยังไงให้ชีวิตมีความสุข แล้วธุรกิจอยู่ได้ อะไรที่เป็นส่วนเกินเอาออก ทำให้ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นมาเรามองเห็นคุณค่าในการเติบโต ๆ แบบมีคุณภาพ โตแบบมีความสุข ทำให้เราบริหารด้วยความสุขไม่มีความร้อนรน ไม่มีความกดดันเป็นตัวตั้ง บริษัทก็ค่อยๆ โต

ทุกวันนี้เราทำธุรกิจต้องดูกำไรขาดทุนอยู่แล้ว แต่อันนั้นไม่ได้เป็นแฟคเตอร์เดียวในการตัดสินใจในการบริหารงาน แต่เราวัดดัชนีความสุขของพนักงาน เวลาตัดสินใจอะไร เราจะเอาความสุขพนักงาน ความศรัทธาของลูกค้ามาเป็นตัวตั้งด้วย เพราะเราไมได้ต้องการทำธุรกิจนี้แล้วรวย แต่ต้องการทำธุรกิจนี้ไปจนตาย วิธีคิดนี้ทำให้ลูกค้าเรางอกเงยขึ้นมาทุกวัน ถ้าเรารู้จักคิด รู้จักใช้เงิน ไม่โตแบบวู่วาม ธุรกิจมันไปได้ของมันเรื่อยๆ

 

 

 

Q: ASAVA มีขายในกี่ประเทศ

A: มีไม่เยอะ เพราะเราไม่อยากขายผ่านเอเยนต์เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว เราไม่ได้อยากค้าขายกับคนเยอะ แต่เราอยากแน่ใจว่าสินค้าเราจะได้รับการดูแลอย่างดี เพราะแบรนด์ก็เหมือนลูกเรา ตอนนี้เวลาใครติดต่อมาจะเอาไปขาย ผมยังบอกเลยนะว่าเข้ามาคุยกับเราก่อน ทำความรู้จักกันก่อน ว่าเราขายสินค้าเป็นเซ็ตๆ นะ ดีสเพลย์แบบนี้นะ ผิดกับสมัยก่อนเลย ใครติดต่อมาจะขายเราก็ดีใจแล้ว ขายอะไรก็ขาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

Q: วันนี้คุณ Define ว่าคุณเป็นดีไซน์เนอร์ หรือนักธุรกิจ

A: ผมมองตัวเองเป็นนักคิดมากกว่า โอเค นักบริหารต้องเป็นด้วยขาหนึ่ง ดีไซน์เนอร์ก็ต้องเป็นด้วยขาหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ออกแบบแค่เสื้อผ้าไง แต่ออกแบบโลโก้ ผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์องค์กร สารพัด ฉะนั้นถ้าเราคิดเป็น วิธีคิดสามารถนำไปต่อยอดได้ในหลายๆ อย่าง

Q: วันนี้คุณมองว่า ASAVA ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

A: ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ก่อนผมเคยคิดว่า ถ้ามีร้าน 10 ร้านแล้วจะมีความสุข มันไม่ใช่ แต่มันคือการได้ทำสิ่งที่เรารัก และมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ มีคนกลุ่มหนึ่งมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ อาจประกอบไปด้วย ครอบครัว องค์กร คนที่เรานับถือ คนร่วมอาชีพ อันนั้นมันจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แล้วถ้าลูกค้ามองเห็น ก็จะไต่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง สุดท้ายถ้าไม่ใช่ลูกค้าของเราเลย มองจากถนน คนทั่วไปมองเห็นคุณค่า อันนั้นถึงจะเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่อีกระดับหนึ่ง ถ้าเลยไปอีกในระดับสากลคือ ต่างประเทศเริ่มเห็น ก็ถือว่าอีกขึ้นหนึ่งเหมือนกัน คือมันพูดยาก เพราะผมไม่ได้วัดความสำเร็จของตัวเองด้วยชื่อเสียงเงินทองอีกต่อไปแล้ว เพราะรู้แล้วว่าพวกนี้ไม่ได้แปรผันโดยตรงกับความสุขของเรา ดังนั้นพยายามมองให้มันเข้าใจจุดนี้ให้ได้ สุดท้ายพยายามโฟกัสว่า ตัวเราทำอะไรอยู่ คุณภาพของงานที่เราทำคือคุณค่า สนใจเนื้องานมากกว่าผลที่มันจะตามมา โดยไม่รู้ว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด ความสำเร็จพวกนี้มันเป็นสีสัน มันมาแล้วมันก็ไป

Q: วาง ASAVA ในอนาคตยังไง

A: ผมไม่เคยวางแบรนด์ในอนาคตว่ามันจะเป็นยังไงนะ แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนทะเยอทะยาน ผมจะวางเป้าอยู่ตลอดเวลา อยากทำนั่นนี่ตลอด แต่ไม่ได้วางเป้ายอดรายได้ ให้มันเป็นไปโดยธรรมชาติมากกว่า มันไม่ได้เป็นไปโดยงบกำไรขาดทุน ทำเพราะอยากทำ เพราะฉันทำได้  เพราะเราเคยเติบโตแบบนั้นมาแล้ว แล้วมันไม่ได้มีความสุขอย่างที่เราอยากเป็น การเป็นแบรนด์ใหญ่ก็คงจะดี แต่เราอยากเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลทางความคิดของคนมากกว่า หรืออยากเป็นแบรนด์ที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจคน

Q: คุณชอบพูดว่าทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา คุณเอาพลังมาจากไหนกัน

A: ผมชอบที่เพื่อนผมพูดมากเลยว่า ถ้าไม่ได้รู้จักผมเป็นการส่วนตัวจะรู้สึกว่าผมทำงานเหมือนบ้านกำลังจะหลุดจำนอง จะอะไรนักหนา ทำงานตั้งแต่หกโมงเช้าเสร็จเที่ยงคืน ทำไมต้องรนก้นขนาดนั้น เคยนั่งกินข้าวกับเพื่อนแล้วเปิดสมุดนัดดู บอกเพื่อนว่า ถ้าอยากเจอต้องจองคิวนะ ถ้านัดไม่นัดวันนี้ ก็จะไม่มีเวลาว่างในอีก 2 เดือนข้าหน้าให้เธออีก ถามว่าเหนื่อยมั้ย ไม่เหนื่อยๆ ร่างกาย แต่ไม่เหนื่อยใจ เพราะถ้าผมอยากจะให้แบรนด์ผมไปถึงฝั่งฝันให้มีอิทธิพลกับคนหมู่มาก มันต้องทุ่มเท เพราะวันนี้ถามว่าเราประสบความสำเร็จมั้ยตอบด้วยความจริงใจ มันไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้อย่างใจ สำหรับผมให้คะแนน 1-2 เต็ม 10 เหมือนคนเพิ่งเริ่มเดิน ถามว่าเราจะเป็นตัวแทนแข่งระดับโลกรึเปล่า ถ้าอยาก เราต้องทำงานให้หนักกว่านี้อีก ฝึกให้มากว่านี้ ซ้อมให้มากกว่านี้

 

 

Mentor in action #itsnotmyproblem #workmode #shootingday

A post shared by Polpat Asavaprapha (@polpatasava) on

 

 

Q: แล้วคุณมีเคล็ดลับวิธี Inspire ตัวเองยังไง

A: อันนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบพูดมาก คนชอบถามผมเรื่องนี้เยอะ เด็กสมัยนี้ชอบพูดถึงเรื่อง Inspiration ผมว่ามันไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือวินัย ความเพียร เราอยู่ในธุรกิจที่หมุนเร็วเหลือเกิน เราไม่สามารถรอ Inspiration หรือเรากระทั่งรอ Motivation ได้ คุณต้อง Motivate ด้วยตัวคุณเอง แต่สิ่งเหล่านี้มันคือจิต ถ้าคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกตัวว่ามีพลังคุณก็มีพลัง  แม้คุณจะไม่มีพลัง แต่คุณต้องบอกตัวเองว่ามี แรงบันดาลใจก็เหมือนกัน คุณต้องออกกำลังจิต วิธีคิดของตัวเอง มองซ้ายมองขวา คุณต้องไม่หยุดคิด มันเหมือนกับการเป็นนักเขียน เป็นนักร้อง นักดนตรี ต้องฝึกร้อง ถ้าอยากเป็นนักคิดต้องคิดทุกวัน มันคือเรื่องของวินัยในการฝึกคิด อันนี้สำคัญกับทุกอาชีพ ตราบใดที่คุณมีวินัย มีความเพียรในการคิด ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะมาเอง ผมจึงไม่อยากให้ทุกคนโฟกัสที่ Passion คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกที่สุด จิตตะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการประสบความสำเร็จ ยังไงมันก็ต้องประกอบด้วยฉันทะ วิริยะ วิมังสา เพราะคนเราชอบพูดถึง Passion แต่ถ้าปราศจากความเพียรมันก็ไม่มีประโยชน์ สำหรับผมวินัยล้วนๆ ตื่นมาแล้วคิด ตื่นขึ้นมาเป็นเวลา ต่อให้เป็นศิลปินก็ตาม ถ้าคุณตื่นเช้ามาวาดรูปไปถึงเย็นทุกวัน 5-10 ปีคุณก็วาดรูปสวย เพราะคุณอยู่กับสิ่งที่คุณทำ อันนี้ถึงบอกเด็กสมัยนี้ว่า เราเป็นศิลปิน ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องไม่มีวินัย ยิ่งเราเป็นศิลปินสิ ยิ่งต้องมีวินัย เพราะไม่มีใครบังคับเรา ถ้าไม่มีวินัย Career  Path คุณหมดเลยนะ อย่าเอาคำว่าศิลปินมาเป็นข้ออ้างให้เราขี้เกียจ

ผมจึงไม่ใช่คนที่ยอมให้กับคำว่าไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ผมจะทำๆ ก่อน ต่อให้ไม่ดีก็ทำไปก่อน ถ้าอยากประสบความสำเร็จ เราต้องเริ่มจากทำมันไม่เป็น มันจะจุดประกายให้เราเรียนรู้ สำหรับผมแล้ว Passion มีข้อดีอย่างเดียว มันทำให้เราล้มแล้วลุก ทำให้เรามีความเพียร มีวินัย ไม่รู้จักเหนื่อย

เพราะธุรกิจที่ผมทำอยู่ไม่มีเวลาให้เจ็บ 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.