6,129
VIEWS

ดิอาจิโอ ผู้นำตลาดที่ครองใจผู้บริโภคผ่าน iconic brand อย่าง Johnnie Walker

Feb 23, 2018 -None-

ตลาดแอลกอฮอล์ในบ้านเรามีการแข่งขันดุเดือดไม่แพ้ธุรกิจอื่น เพราะเต็มไปด้วยประเภทเครื่องดื่มที่หลากหลาย รวมไปถึงแบรนด์ที่มากมายเช่นกัน ภายใต้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และชอบลองสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคได้ยาวนาน ทว่า “Johnnie Walker ” กลับพิชิตใจผู้บริโภค ด้วยการคว้าตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand 2018 และยังเป็นการครองตำแหน่งยาวนานถึง 18 ปีติดต่อกัน

หากจะหาเหตุผลที่ทำให้ Johnnie Walker กลายเป็นแบรนด์ติดลมบน เราคงต้องย้อนไปถึงปรัชญาการทำธุรกิจของ ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ที่วางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่ต้น

มร.อัลแบร์โต อิเบอัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ จำกัด กล่าวถึงว่า Diageo มีรากศัพท์มาจาก คำว่า Day (dia) ในภาษาละติน และคำว่า World (geo) ในภาษากรีก มีความหมายว่าผู้คนเฉลิมฉลองในทุกวัน (Everyday) ทุกหนแห่ง (Everywhere) การมีสารตั้งต้นของแบรนด์ดังกล่าว มีส่วนทำให้คนในองค์กรเกิดความภูมิใจที่จะให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองทั่วโลก ซึ่งจากการที่ Diageo ร่วมทุนกับ Moet Hennessy ส่งผลให้บริษัทมีแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กว้างขึ้นครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม  ได้แก่ Johnnie Walker      แบรนด์สก็อตช์วิสกี้ที่ขายดีที่สุดในโลกในเชิงมูลค่า, Smirnoff Vodka แบรนด์วอดก้าที่ขายดีที่สุดในโลกในเชิงปริมาณ รวมถึงแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ เช่น J & B Scotch, Ciroc Vodka และ Ketel One Vodka, Baileys, รัม Captain Morgan, จิน Tanqueray, แชมเปญ Moet & Chandon, คอนญัก Hennessy และอีกมากมาย

“เรามุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในทุกที่ที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ ทุกวันจุดมุ่งหมายของเราคือ ทำให้ดีกว่าที่เคยทำมาก่อน เพื่อที่จะเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ มากที่สุดในโลก” 

จริงอยู่ที่ ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่  มี Umbrella Brand จำนวนมาก แต่ปรัชญาการทำงานที่สำคัญของบริษัทไม่ได้มุ่งเน้นการทำธุรกิจที่เน้นให้ผู้บริโภคดื่มมากขึ้น หากแต่เน้นประสบการณ์การดื่มที่สร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่สมดุลได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อช่วยลดการดื่มที่เป็นอันตราย 10% ตามที่องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าไว้ภายในปี 2025  ผ่านแคมเปญต่างๆ อาทิ 

 “DRINKiQ รู้ทันแอลกอฮอล์” กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์ในร่างกาย และหลักการของการดื่มอย่างรับผิดชอบ อาทิ ดื่มมาตรฐาน กับทุก Stakeholder ที่เกี่ยวข้อง

“ดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย” เข้าสู่ปีที่ 7 กับการรณรงค์ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนน แคมเปญต่อเนื่องที่ครอบคลุมทั้งช่องทางการสื่อสารออนไลน์ และออฟไลน์

“Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความตระหนักในหมู่เยาวชนเกี่ยวกับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร

มร.อัลแบร์โต กล่าวว่า นอกจากการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสังคม ปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดยังมาจาก Passion ของทีมงานที่ทำงานด้วยความทุ่มเท ผลักดันให้องค์กรประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมาจากความได้เปรียบของแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่มีหลากหลายประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และราคา ครอบคลุมทุกความต้องการผู้บริโภค สุดท้ายเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้อยู่ในใจผู้บริโภคเวลาที่เขาตัดสินใจซื้อ รวมถึงเลือกช่องทางการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 ท่ามกลางแบรนด์ที่หลากหลายของดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ต้องยอมรับว่า Johnnie Walker เป็นแบรนด์ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าตลาดสก็อตช์วิสกี้ในเมืองไทย แต่ยังเป็นแบรนด์ที่มีผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดอีกด้วย

“ผมคิดว่ามาจากการที่ Johnnie Walker เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 มีส่วนทำให้ผู้บริโภคชาวไทยผูกพันกับแบรนด์ และปรัชญา "Keep Walking" ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนไม่หยุดที่จะมองไปข้างหน้า เพื่อหาโอกาสที่จะดีขึ้นในแต่ละวัน โดยเราใช้ไอคอน Striding Man เป็นหัวใจของการสื่อสารในทุก Touchpoint ที่สำคัญด้วยคุณภาพและมาตรฐานการผลิตระดับโลก ทำให้ทุกวินาที Johnnie Walker จำนวน 6 ขวด จะถูกขายไปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง”

 เป็นที่สังเกตว่า แม้ Johnnie Walker จะเป็นแบรนด์ที่อยู่มาอย่างยาวนาน แต่สามารถรักษาโมเมนตั้มให้     แบรนด์สดใหม่อยู่เสมอ จนกลายเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคทุกเจนเนอเรชั่น

“ปีที่แล้วเราเปิดตัวหลายแคมเปญด้วยกัน เริ่มจาก Johnniewalkerstyle.com ที่ทำให้ Johnnie Walker เป็นมากกว่าแบรนด์สก็อตช์วิสกี้ โดยเป็นโปรเจกต์พิเศษที่ Collaboration กับดีไซเนอร์ในประเทศไทย นำแรงบันดาลใจของแต่ละแบรนด์มาสร้างสรรค์เป็นคอลเลคชั่น JOHNNIE WALKER STYLE ทั้งเสื้อผ้า และ Accessory นอกจากจะสะท้อนความเป็นแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งแล้ว ยังสามารถต่อยอด และสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ ซึ่งจากผลตอบรับที่เกินคาดหมาย เรามีแผนที่จะทำกิจกรรมนี้ให้ขยายวงกว้างออกไป ด้วยการจับมือ Collaboration กับดีไซเนอร์รายใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น”

สำหรับทิศทางการทำงานแบรนด์ Johnnie Walker ในปีนี้เพื่อให้คงความเป็นเบอร์ 1 นั้น มร.อัลแบร์โต กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพการเติบโต และยังเป็นตลาดใหญ่อันดับ 4 ของ Johnnie Walker ทั่วโลก บริษัทยังคงต่อยอดการลงทุนในกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคผ่านแคมเปญ Taste of Black ครบทุกมิติแห่งรสชาติที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปี และได้เสียงตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทุกเอาท์เลต

“ที่สำคัญปีนี้เราจะให้ความสำคัญกับ Limited Edition มากขึ้น ในฐานะผู้นำสก็อตช์วิสกี้ที่มีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราเพิ่งเปิดตัว Johnnie Walker Wine Cask ใช้วิธีการผลิตโดยบ่มในถังไวน์ซึ่งให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถนำไปผสมเพื่อทำเครื่องดื่ม Sangria หรือผสมง่ายๆ กับ ginger ale และในอนาคตอันใกล้นี้เรามีแผนเปิดตัว Johnnie Walker Blue Label ในดีไซน์แพ็กเกจจิ้งที่สื่อถึงความเป็นไทย ถือเป็นรุ่น Rare Item ที่เข้ามาตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียม และกลุ่มที่ชื่นชอบการสะสม”

เรียกได้ว่าเป็นแนวการทำงาน 360 องศาที่ครอบคลุมอย่างแท้จริง สำหรับแผนการทำงานในปีนี้

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.