ธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับตัว รองรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเงิน

Apr 19, 2017 U.Jirapan

หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)มองเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้บริการกับธนาคารพาณิชย์ มีการใช้สมาร์ทโฟนในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้นตามลำดับ ประกอบกับมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มิอาจปฏิเสธได้ จึงเป็นที่มาของธปท.จะต้องปรับตัวตอบโจทย์สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปในวงการการเงินในธนาคารเช่นกัน

“เมื่อปลายปี 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับโครงสร้างองค์กรตั้งฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงินขึ้นมาใหม่ รวมสายงานระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ภายใต้สายงานนี้ มี 3 ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องคือเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ฝ่ายนโยบายการชำระเงิน และฝ่านตรวจสอบเทคโนโลยี ทั้ง 3 สายงานทำงานสอดประสานกัน เพราะหากมีการพัฒนาแล้ว มีการกำกับดูแลมากก็จะไม่เกิดนวัตกรรม แต่ไม่กำกับก็ไม่ได้ ทำอย่างไรให้มีการพัฒนา และมีเสถียรภาพด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้สมดุลทั้งเรื่องกำกับ และพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน…”

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา  ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบชำระเงินและเทคโนโลยีการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ขยายความต่อถึงหน้าที่ฝ่ายงานที่เกิดใหม่ คือ

1. ติดตามพัฒนาการด้านการเงิน เทคโนโลยีทางการเงิน

2. สร้างให้เกิด Ecosystem ที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงิน

3. สนับสนุนธนาคารให้มีการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน

“เมื่อเรามี Ecosystem แล้ว มีนวัตกรรมเกิดขึ้นแล้ว  ขณะเดียวกันเราก็ดูและให้มีความสมดุลกัน ด้านนวัตกรรมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นบางครั้งกฎเกณฑ์ที่เรามีหลายรูปแบบเข้มงวดมากน้อยต่างกัน จะต้องถึงเวลาที่มีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นหน้าที่ของทางฝ่ายงาน...

หลังการปรับโครงสร้างดังกล่าว ก็ได้เกิด Regulatory Sandbox ถือเป็นสนามทดลองเฉพาะตลาดเงิน  ที่จะให้คนที่มีนวัตกรรมทางการเงิน อยากจะทดลอง ทดสอบผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่า การทดสอบนั้นสามารถที่จะตอบโจทย์ หรือทำให้เกิดได้จริงหรือไม่ หลังทดสอบโดยสนามทดลองแห่งนี้ ธปท.สามารถที่จะไปดูแลได้ และกฎเกณฑ์บางอย่างอาจจะเอื้อให้ทำได้ ซึ่งคอนเซ็ปต์และแนวคิด Sandbox ของธปท. กับก.ล.ต.จะมีทิศทางไปในทางเดียวกัน เพราะทำงานร่วมกันมา เพียงแต่ก.ล.ต.จะดูแลเรื่องตลาดทุน

“คุณสมบัติผู้เข้า Sandbox เป็นได้ทั้งสถาบันการเงิน และ Non Bank โดยจะต้องมีสิ่งสำคัญมากที่สุดคือ จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ มีนวัตกรรมใช้เทคโนโลยีเกี่ยวข้อง  สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้ในมุมกว้าง  หรือช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในระบบ ใครที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถเข้ามาทดลองใน Sandbox ได้  โดยเราจะต้องมาคุยกันในเรื่องที่ว่า  อะไรคือความสำเร็จในผลิตภัณฑ์ มองภาพความสำเร็จอย่างไร  จากนั้นต้องมีกึ่งๆ แผนที่จะทำ แล้วจะทดลองกับกลุ่มเป้าหมายใด จำนวนเท่าใด เพราะการทดสอบเราจะต้องรู้ เพราะต้องดูแลผู้บริโภค  นอกจากนี้จะต้องมีแผนที่ชัดเจนว่า เมื่อทดสอบแล้วเมื่อประสบความสำเร็จก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทดสอบแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จะดูแลกลุ่มที่ทดสอบอย่างไร ใช้เวลานานเท่าใด...”

สิริธิดา ขยายความเพิ่มเติมในกรณีทีทดสอบแล้ว ประสบความสำเร็จ  ก็ต้องมาดูว่า หากเป็นสิ่งที่จะต้องขออนุญาต  ธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตให้ได้เลย เพราะทั้งธนาคารและผู้ทดสอบก็เข้าใจกันมาแล้วตั้งแต่ตอนที่อยู่ใน Sandbox เพราะการที่สถาบันการเงินจะออกผลิตภัณฑ์ต้องใช้เวลาทดสอบ แล้วดูกฎเกณฑ์ว่าต้องขออนุญาตใคร ต้องทำให้ถูกต้อง แต่การที่อยู่ใน Regulatory Sandbox จะเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ว่าอะไรทำได้ หรือไม่ได้เพราะติดกฎเกณฑ์  ต้องปรับผลิตภัณฑ์เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์

“อีกสิ่งที่หนึ่งที่เราต้องทำควบคู่กันไปคือความพร้อมของตลาดการเงินไทย และพฤติกรรมผู้บริโภค การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เราต้องให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย การใช้บริการทางการเงิน การใช้เทคโนโลยีทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง เหมือนในอดีตที่มีตู้เอทีเอ็มก็ไม่ค่อยมีใครกล้าถอนเงินสดออกมาใช้ตั้งแต่มีตู้ยุคแรกๆ หลังจากได้ลองใช้มีความสะดวก สบาย ปลอดภัยคนก็หันมาใช้มากขึ้น พร้อมกันนี้ความรู้ความเข้าใจในการใช้อย่างถูกต้อง การรักษารหัส ก็เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้คู่กันไปกับการใช้นวัตกรรมนั้นๆ ...”

กรณีศึกษาของพร้อมเพย์  นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินใหม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งในฐานะผู้รับ และผู้โอน สะดวก ง่าย ปลอดภัย ราคาถูก ตอบโจทย์การเข้าถึงบริการทางการเงิน ขณะเดียวกันช่องทางนี้ถือเป็นทางเลือกอีกช่องทางหนึ่งผู้บริโภคได้รับประโยชน์  หากมองถึงความเสี่ยงของพร้อมเพย์ จะต้องบอกว่า นี่คือขารับเงินผูกกับเบอร์มือถือ หรือบัตรประชาชน  ดังนั้นการจะลงทะเบียนจะต้องเช็คเบอร์โทรศัพท์ ดังนั้นขาโอนไม่มีอะไร แต่ขาโอน จะต้องมีรหัสเข้าซึ่งไม่ว่าจะโอนผ่านช่องทางใดก็ต้องมีรหัสส่วนตัวอยู่แล้ว จึงเป็นการปิดความเสี่ยง

สิริธิดา กล่าวในท้ายที่สุดถึงความสำคัญของเทคโนโลยีทางการเงิน จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินในประเทศ เพราะจะทำให้ประชาชนได้มีทางเลือกใช้บริการใหม่ๆ ได้มากขึ้น การที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ จะตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้น ในทุกเจนเนอเรขั่น ทุกพื้นที่ ทุกขนาดธุรกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทบาทสนับสนุน และป้องกันความเสี่ยงทางนวัตกรรมทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

BANK

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.