10,926
VIEWS

เปิด 3 ยุทธศาสตร์กลุ่มเซ็นทรัล ดันยอดขายสู่ 400,000 ล้าน

Mar 08, 2018 R.Somboon

เป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลในปีนี้ ถูกวางไว้น่าสนใจไม่น้อย เพราะต้องการมีตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ 14% หรือมีตัวเลขยอดขายรวม 397,308 ล้านบาท

การบรรลุเป้าหมายในการเติบโตของยอดขายในปีนี้นั้น กลุ่มเซ็นทรัลยังคงยึด 3 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ

1.มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ – บริการ (Lifestyle & Service Retailing)

2.การขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

3.เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร และการควบรวมกิจการ

ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้ยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมาด้วยตัวเลขเฉลี่ยถึง 11%

ความน่าสนใจของการรุกตลาดในปีนี้นั้น น่าจะอยู่ที่การทรานส์ฟอร์มองค์กร ไปสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่” เพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกลงรายละเอียดในการปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากการร่วมทุนกว่า 17,500 ล้านบาท กับกลุ่ม JD.com ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน ตั้ง เจดี เซ็นทรัล สร้างมาร์เก็ตเพลส แห่งใหม่ในชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัล ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีนี้

ทศ จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามา Disrupt เซ็นทรัล แต่เข้ามาเอื้อประโยชน์ในการทำธุรกิจให้กับเซ็นทรัล ด้วยแพลตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่อยู่กับเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี การทรานส์ฟอร์มไปสู่นิวเซ็นทรัลในครั้งนี้ จะเป็นการมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าของกลุ่มเซ็นทรัล

“การทำค้าปลีกต่อจากนี้ไป ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวสินค้า แต่อยู่ที่แพลตฟอร์มที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลอยู่ในโพซิชั่นที่ค่อนข้างยูนีค ที่มีทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้มันมีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง”

ในความหมายที่สื่อออกมาจากปากของแม่ทัพใหญ่อย่างทศ ก็คือ หัวใจสำคัญในการที่จะเข้ามาช่วยให้กลุ่มเซ็นทรัลบรรลุเป้าหมายที่วางไว้จะอยู่ที่เรื่องของแพลตฟอร์ม ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องของดิจิทัล แพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Physical Platform อย่างศูนย์การค้า หรือโมเดลร้านค้าปลีกในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 แพลตฟอร์มกลืนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อเดินไปสู่การเป็น Omni Channel ที่สมบูรณ์แบบ โดยจะเป็น Multi Format Multi Platform ที่ทำในเรื่องของออนไลน์โดยมีออฟไลน์เข้ามาซัพพอร์ต

ส่วนดิจิทัล - ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม จะถูกพัฒนาในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล รวมถึงต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนในสามมิติสำคัญ คือ

1.ข้อมูล (Data) จัดเก็บข้อมูลทั้งหมด (Data Lake) จากทุกกลุ่มธุรกิจ ไว้บนระบบคลาวด์ เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเชิงลึก (Single view of Customer) และสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าคนพิเศษ

2. ลอยัลตี้ และการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Loyalty & Personalized Experience) ผ่านทางแพลตฟอร์มใหม่ของเดอะวัน (The 1) จะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น 3. ออมนิชาแนล แพลตฟอร์ม (Omni Channel Platform) พัฒนาให้ทุกธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็นออมนิชาแนล แพลตฟอร์มอย่างแท้จริง สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งระหว่างโลกออฟไลน์ และออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา

ไม่เพียงเท่านั้น การร่วมทุนกับ JD.com ยังทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม Ecosystem ในธุรกิจออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดย 2 ธุรกิจใหม่ที่จะเกิดตามมา คือ

1.E – Logistics ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านลอจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศ พร้อมบริการออนดีมานด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

2.E- Finance ที่กลุ่มเซ็นทรัลจะมุ่งหน้าเป็นบริษัทฟินเทคเต็มตัว ให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งอีเพย์เม้นต์ และอีไฟแนนเชียล สำหรับทั้งลูกค้า และซัพพลายเออร์คู่ค้า

Physical Platform

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ

ความสำเร็จของกลุ่มเซ็นทรัลในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการมีธุรกิจที่ครอบคลุมค้าปลีกแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการมีค้าปลีกในหลากหลายเซ็กเม้นต์ ทั้งห้างสรรพสินค้า รีเทลฟู้ดสโตร์ ร้านค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้าง และของตกแต่งบ้าน ร้านค้าปลีกที่เกี่ยวกับกีฬา ร้านอุปกรณ์เครื่องเขียน และหนังสือ รวมถึงค้าปลีกออนไลน์ ธุรกิจบริหารและการตลาดสินค้าแฟชั่น และกลุ่มธุรกิจอาหาร โดยมีธุรกิจในเครือที่ทำเกี่ยวกับศูนย์การค้า ทั้งซีพีเอ็น โรบินสัน และท็อปส์ ทำหน้าที่เป็นหัวลากธุรกิจในเครือออกไปยังจังหวัดต่างๆ 

ในปี 2560 ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลมีจำนวนร้านค้าปลีกในเครือรวม 4,970 แห่ง ครอบคลุม 38 จังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัลจะมีร้านค้าปลีกในเครือเพิ่มขึ้นเป็น 7,509 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัดทั่วประเทศ ทิศทางการเติบโตของธุรกิจกำลังมุ่งไปที่การออกไปเติบโตในต่างจังหวัด ซึ่งมีโอกาสทางการตลาดมหาศาลเปิดรออยู่ ทำให้สัดส่วนของยอดขายในกรุงเทพฯกับต่างจังหวัดจะเปลี่ยนแปลงไป จากเมื่อ 5 ปีก่อน ที่สัดส่วนยอดขายระหว่างกรุงเทพฯกับต่างจังหวัดจะอยู่ที่ 80:20 เปลี่ยนเป็น 54:46 ในปัจจุบัน และจะเปลี่ยนเป็น 40:60 ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ส่วนในต่างประเทศนั้น กลุ่มเซ็นทรัลมีธุรกิจค้าปลีกอยู่ 5 กลุ่มในประเทศเวียดนาม คือ

 1.ธุรกิจศูนย์การค้า 31 แห่งภายใต้ชื่อบิ๊กซี

2.ธุรกิจฟู้ด รีเทล 59 แห่งภายใต้ชื่อบิ๊กซี และลานชีมาร์ท

3.ธุรกิจแฟชั่น 49 แห่ง ในชื่อ โรบินส์ เดลาลา ซูเปอร์สปอร์ต และมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์

4.ธุรกิจฮาร์ดไลน์ 78 แห่ง ภายใต้ชื่อเหงียนคิม และบีทูเอส

5.ธุรกิจออนไลน์ 3 แพลตฟอร์ม เว็บไซต์ NguyenKim.vn Robins.vn และ B2S.com.vn

ภายใน 5 ปีข้างหน้าคือปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัล จะมีร้านค้าปลีกทั้งหมดกว่า 753 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ขาย 2,500,000 ตร.ม.ใน 57 จังหวัดทั่วประเทศเวียดนาม จากปัจจุบันที่มีอยู่ 217 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ตร.ม.ใน 37 จังหวัด

ส่วนในยุโรป ช่วง 5 ปีที่ผ่านา มีอัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ 24% มาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ คือ รีนาเซนเต ประเทศอิตาลี อิลลุม เดนมาร์ค และห้างสรรพสินค้าในกลุ่มคาเดเว ในประเทศเยอรมนี

สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การรุกตลาดในประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลมีความลงตัวด้วยโมเดลของศูนย์การค้า 3 รูปแบบ

1.ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า และเซ็นทรัล เฟสติวัล ที่บริหารโดยซีพีเอ็น ทำหน้าที่ในการขยายสาขาเข้าไปในจังหวัดใหญ่

2.ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ถูกวางให้เป็นศูนย์การค้าขนาดกลางที่รุกเข้าไปในหัวเมืองรอง รวมถึงอำเภอขนาดใหญ่ของจังหวัดหลัก

3.ท็อปส์ พลาซ่า ศูนย์การค้าไซส์เล็กที่ใช้ในการรุกเข้าไปในจังหวัดขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการเข้าถึงกำลังซื้อในจังหวัดขนาดเล็กที่ยังมีอีกหลายจังหวัดที่สามารถขยายสาขาเข้าไปเปิดได้

ตามแผนงานที่วางไว้ กลุ่มเซ็นทรัลมีแผนที่จะเปิดท็อปส์ พลาซ่า จังหวัดพะเยา ในไตรมาส 1 ของปีนี้ ตามด้วยการปรับโฉมเซ็นทรัลเวิลด์ในไตรมาสที่ 2 ส่วนไตรมาส 3 จะเปิดโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อมตะ ชลบุรี ท็อปส์ พลาซ่า สิงห์บุรี เซ็นทรัล ภูเก็ตแห่งที่ 2 และเซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์ และสวีท โดฮา ประเทศกาตาร์

ขณะที่ไตรมาส 4 จะเปิดท็อปส์ พลาซ่า อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ห้างสรรพสินค้าเซน ป่าตอง ภูเก็ต โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ อมตะ ชลบุรี และศูนย์การค้าไอซิตี้ ประเทศมาเลเชีย ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกในต่างประเทศของซีพีเอ็น

ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้เงินลงทุน 47,500 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 27.8% จากปี 2560) ซึ่งจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มเซ็นทรัลบรรลุเป้าหมายการทำยอดขายเกือบ 4 แสนล้านบาท พร้อมๆ กับการทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่ New Central อย่างเต็มรูปแบบ.....

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.