12,904
VIEWS

โรบินสัน เดินหน้าเติมเต็ม ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน รวมกันโต” ของกลุ่มเซ็นทรัล

Mar 08, 2018 R.Somboon

ภายใต้แผน 5 ปีของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น นอกจากการทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่การเป็น “Cemtral New Economy” ที่มีเรื่องของดิจิทัล แพลตฟอร์มซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างการเติบโตของยอดขายไปสู่หลัก 800,000 ล้านบาทภายในปี 2022

แน่นอนว่าธุรกิจในเครืออย่างโรบินสัน จะเข้ามาเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยเติมเต็ม เพราะโรบินสันถูกวางให้เป็นหัวหอกสำคัญในการเข้าไปสร้างโอกาสการเติบโตในหัวเมืองรองของต่างจังหวัดที่มีอีกหลายจังหวัดมีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างดี โดยเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตผ่านแพลตฟอร์มทั้งดิจิทัล แพลตฟอร์ม และ Physical Platform ทั้งที่เป็นดีพาร์ทเมนต์สโตร์ และศูนย์การค้าที่จะเป็นหัวหอกสำคัญในการรุกขยายเข้าไปยังหัวเมือรอง และอำเภอใหญ่ในเมืองหลัก

ปัจจุบัน โรบินสันมีสาขาทั้งหมด 46 สาขา ในจำนวนนั้นจะเป็นศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ 20 สาขา ภายในสิ้นปีนี้จะมีสาขาเพิ่มเป็น 48 สาขา ตามแผน 5 ปี จะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 – 3  สาขา ซึ่งอาจจะมีทั้งที่เป็นดีพาร์ทเมนต์สโตร์ที่เข้าไปอยู่ในศูนย์การค้าของผู้ประกอบการอื่นๆ หรือเป็นสาขาในรูปแบบของศูนย์การค้า ในส่วนหลังนี้น่าจะเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องนับจากนี้ไป เพื่อขยายเข้าไปหาโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้างรออยู่

ทำให้โรบินสัน จะมีพื้นที่ขายเพิ่มขึ้นจาก 950,000 ตร.ม.เป็น 1.2 ล้าน ตร.ม.ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด พูดไว้เมื่อครั้งงานแถลงข่าวของกลุ่มเซ็นทรัลเร็วๆ นี้ว่า แพลตฟอร์ม จะเข้ามามีส่วนสำคัญต่อการทำธุรกิจค้าปลีก ในความหมายที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่เพียงการทำในเรื่องของดิจิทัล แพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแพลตฟอร์มในรูปแบบสโตร์ทางกายภาพด้วย ซึ่งจะต้องผสานทั้ง 2 แพลตฟอร์มให้มีความกลมกลืนแบบไร้รอยต่อ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดของธุรกิจในเครือแต่ละรายของกลุ่มเซ็นทรัล

เรื่องดังกล่าวนี้ จะอยู่ในแผนการรุกตลาดของโรบินสันในปี 2561 นี้ โดยจะเน้น 2 แผนงานการตลาดที่สำคัญ คือ       

1.การพัฒนาการตลาดออนไลน์ ก้าวสู่การเป็น Omni Channel อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อปรับตัวตามพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ที่นิยมเลือกซื้อสินค้าในช่องทางที่หลากหลาย โรบินสันจะนำจุดแข็งในเรื่องจำนวนสาขาของโรบินสันที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และระบบช้อปปิ้งออนไลน์อย่าง Click and Collect ที่ shopping.robinson.co.th มาช่วยเติมเต็มและรวมประสบการณ์การช้อปปิ้งทั้งออฟไลน์ และออนไลน์เข้าไว้ด้วยกันแบบ 360 องศา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการ ช้อปปิ้งแก่ลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ

การทำตลาดในรูปแบบที่ว่านี้จะทำให้ลูกค้ามาดูสินค้าที่จะมีเวลาตัดสินใจ หรือกรณีที่ต้องการซื้อสินค้าแล้วไม่มีแบรนด์ หรือขนาดที่ต้องการ ก็สามารถกลับไปสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ได้ หรือ ลูกค้าสนใจสินค้าในช้อปปิ้งออนไลน์ และต้องการที่จะเห็นของจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ก็สามารถมาดูและเลือกซื้อที่ห้างฯ ได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ราว 150%  ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้ากลุ่มออนไลน์ได้มากขึ้น โดยจะส่งผลถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้าฯ มากขึ้นตามไปด้วย

 2. จะเป็นเรื่องของการทำกลยุทธ์ซีอาร์เอ็มอย่างเข้มข้น โดยการแบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน (Personalization) เพื่อให้เข้าถึงและตอบสนองความต้องการ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนโซเชียล มีเดีย  ที่เป็นที่นิยม อาทิ ไลน์, เฟซบุ๊ค โดยอาศัยฐานข้อมูลสมาชิกเดอะวันการ์ดของบริษัทฯ มาช่วยสนับสนุน  ซึ่งคาดว่าจะสามารถกระตุ้นการจับจ่ายสินค้าของลูกค้าได้เป็นอย่างดี 

โรบินสันเอง มีแผนที่จะเปิดบริการ Social E-Commerce หรือการฝากขายสินค้าบนโซเชียลมีเดียของโรบินสัน ในช่วงไตรมาสที่ 3  คาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากบริษัทฯ มีความมั่นใจใน Social Media Platform ที่ค่อนข้างแข็งแรง โดยในปัจจุบันมีผู้ติดตามเฟซบุ๊คกว่า 9 แสนคน และ Line Official ถึง 15 ล้านคน

วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) บอกว่าการดำเนินธุรกิจในปี 2560 นับเป็นอีกปีที่มีสิ่งท้าทายทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสภาพการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกในประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า บริษัทฯ จึงต้องใช้หลากหลายกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น             

ทำไมถึงต้อง

“โรบินสัน ไลฟ์สไตล์”

โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศูนย์การในเครือจะเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นหัวลากสำคัญเพื่อผลักดันให้โรบินสันสามารถเข้าถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในเขตหัวเมืองรอง เป็นการเข้าไปจับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง – บน ซึ่งจะต่างจากศูนย์การค้าในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลอีก 2 รายคือ เซ็นทรัล พลาซ่า เซ็นทรัล เฟสติวัล ที่บริหารโดยซีพีเอ็น ถูกวางไว้เป็นตัวรุกเข้าไปในหัวเมืองขนาดใหญ่ และเมืองท่องเที่ยว อีกแบรนด์คือท็อปส์ พลาซ่า บริหารโดยท็อปส์ จะเป็นศูนย์การค้าขนาดเล็กที่เข้าไปยังเมืองเล็กๆ

หากมองเข้ามาที่โอกาสทางการเติบโตของโรบินสัน ไลฟ์สไตล์เอง พบว่ามีโอกาสเติบโตได้ค่อนข้างดี ด้วยเหตุผลในเรื่องของ

1.มีตลาดรองรับอีกมาก เพราะยังพื้นที่ให้เจาะเข้าไปอีกจำนวนมาก ขณะที่บางพื้นที่มีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างดีอย่างภาคตะวันออกที่ถูกมองว่าบางจังหวัดน่าจะมีสาขาของโรบินสันได้มากกว่า 1 สาขา อาทิ จังหวัดชลบุรีที่ภายในปีนี้จะมีถึง 3 สาขา

การเลือกจังหวัดที่เป็นเมืองรองเป็นเป้าหมายหลักในการขยายเข้าไปนั้น แม้ตลาดจะเล็กกว่าเมืองใหญ่ แต่การแข่งขันไม่รุนแรง ทำให้โรบินสันสามารถเข้าไปแล้วเป็นลีดเดอร์ในแต่ละจังหวัดได้ไม่ยากนัก

เมื่อมองมาที่ตัวผู้บริโภคเอง พบว่า แม้จะเป็นหัวเมืองรอง แต่ด้วยการขยายตัวของคนชั้นกลางที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองมากขึ้น ทำให้ศูนย์การค้าไม่ใช่เรื่องเกินตัวหรือเกินกำลังซื้อของพวกเขา ซึ่งหากมองลงลึกเข้าไปในเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว จะพบว่าเมืองรองเหล่านั้นถูกสร้างรูปแบบการช้อปปิ้งผ่านร้านค้าสมัยใหม่มาแล้วจากบรรดาไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าไปด้วยแพลตฟอร์มของการเป็นศูนย์การค้าขนาดเล็ก

แต่การช้อปของผู้บริโภคในสเตปแรกๆ จะเป็นการช้อปสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการตอบโจทย์ในเรื่องของเทสต์ & สไตล์ หรือเรื่องรสนิยมที่มี Emotional เข้ามาเป็นตัวผลักดัน เมื่อความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ดีขึ้น จึงเกิดการเทรดอัพ หรือยกระดับการช้อป จากสินค้าในชีวิตประจำวันมาสู่สินค้าแฟชั่น หรือการตอบโจทย์ในเรื่องของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างการรับประทานอาหาร หรือเอนเตอร์เมนต์นอกบ้าน ซึ่งการวางคอนเซ็ปต์ของศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เป็น “กิน ช้อป เที่ยว” จึงเป็นการเข้ามารองรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในเมืองรองได้เป็นอย่างดี โอกาสในการเติบโตจึงมีค่อนข้างสูง

ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าแต่ละแห่งจึงมีผลประกอบการออกมาค่อนข้างดี โดยมีทราฟิก หรือคนหมุนเวียนในศูนย์เกือบ 8 ล้านคนต่อสัปดาห์ หรือเพิ่มขึ้น 6 -7% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่พื้นที่เช่าภายในศูนย์ก็มีอัตราสูงถึง 99% เลยทีเดียว

2.ความพร้อมของโรบินสันเอง ทั้งในเรื่องของการลงทุนที่จะมีการลงทุนเฉลี่ยปีละ 3,000 ล้านบาท หรือ 15,000 ล้านบาทตามแผน 5 ปีที่วางไว้ ซึ่งนอกจากการลงทุนเปิดสาขาใหม่ปีละ 2 – 3 สาขาแล้ว ยังมีเรื่องของการรีโนเวทสาขาเดิมทั้งการปรับลดพื้นที่ขายในศูนย์เพื่อเพิ่มเป็นพื้นที่ขายของดีพาร์ทเมนต์สโตร์ และการลดพื้นที่ขายของดีพาร์ทเมนต์สโตร์เพื่อปรับเป็นพื้นที่ของศูนย์ที่จะทำให้สามารถรองรับทราฟฟิกเพิ่มได้อีก

ความพร้อมนี้ยังรวมถึงในเรื่องของการมีแพลตฟอร์มของศูนย์ที่หลากหลายมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 29,000 – 37,000 ตร.ม. ความหลากหลายนี้ ทำให้สามรถปรับขนาดของศูนย์การค้าให้เข้ากับกำลังซื้อของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยโมเดลล่าสุดคือสาขากำแพงเพชร กลายเป็นต้นแบบที่ใช้ในจังหวัดชัยภูมิที่จะเปิดในปลายปีนี้ คือมีพื้นที่ขายประมาณ 30,000 ตร.ม. รวมถึงมีการปรับมิกซ์ของร้านค้าหรือแม็กเน็ตภายในศูนย์ให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในพื้นที่

ด้านตัวสินค้านั้น นอกจากแบรนด์ต่างๆ ของซัพพลายเออร์แล้ว ยังมีสินค้าไพรเวท เลเบล แบรนด์ ที่โรบินสันนำเข้ามาทำตลาดเองเป็นตัวช่วยเติมเต็มทั้งในแง่ของการทดแทนสินค้าของซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถขยายตามไปได้ และการใช้เป็นตัวสร้างความแตกต่างให้กับศูนย์ โดยโรบินสันมีการนำไพรเวท เลเบล บางแบรนด์เข้าไปเปิดช้อปในศูนย์ด้วยเพื่อเติมเต็มทั้ง 2 เรื่องที่ว่านี้

วุฒิเกียรติ พูดถึงเรื่องนี้ว่า ยังคงเดินหน้ารุกตลาดเพื่อสร้างความแตกต่างแก่ธุรกิจ โดยชู กลุ่มสินค้าที่ทำการตลาดและจัดจำหน่ายโดยโรบินสัน หรือกลุ่มสินค้าไพรเวท เลเบล ที่ในปี 2560 มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 11.3% กลุ่มสินค้าไพรเวท เลเบลที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Just Buy(จัสท์ บาย), Payless ShoeSource (เพย์เลส ชูซอร์ส), Baby shop (เบบี้   ช็อป), F.O.F (เอฟ โอ เอฟ), Home&Co (โฮม แอนด์ โค) เป็นต้น ทั้งนี้กลุ่มสินค้าดังกล่าวไม่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเพิ่มยอดขายหรือผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยเติมเต็มกลุ่มสินค้าของโรบินสันให้มีความหลากหลาย และมีคุณภาพเพื่อเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โรบินสันจะเดินหน้าพิจาณากลุ่มสินค้าที่เหมาะจะเป็นไพรเวท เลเบล เพิ่มเติมต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่เน้นความคุ้มค่า คุ้มราคา ในการจับจ่ายสินค้าเป็นหลัก โดยในปีนี้โรบินสันตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายกลุ่มสินค้าไพรเวท เลเบล ที่ประมาณ 13%

“มีโอกาสที่ไพรเวท เลเบล จะมีสัดส่วนการขายเพิ่มเป็น 20% การทำตลาดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้ารู้จักไพรเวท เลเบล ของเราแล้ว สเตปต่อจากนี้ไปจะเป็นการโปรโมทผ่านโรบินสัน โดยจะมีการร่วมมือกันทำแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นการขายออกมาในแต่ละช่วงอย่างต่อเนื่อง”

ในปีที่ผ่านมา โรบินสันมียอดขาย 25,989 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 2.8% ในจำนวนนั้น 70% จะเป็นยอดขายที่มาจากต่างจังหวัด โดยมีการเปิดสาขาใหม่ 3 สาขาที่จังหวัดเพชรบุรี มหาชัย และกำแพงเพชร ส่วนในปีนี้จะมีการเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา ที่อมตะซิตี้ลบุรีในช่วงกลางปีนี้ และที่จังหวัดชัยภูมิในช่วงปลายปี โดยจะมีสาขาเพิ่มจาก 48 สาขาภายในปีนี้ เป็น 59 สาขาในปี 2022 ตามแผน 5 ปีที่วางไว้

การขยายทั้งหมดจะเป็นยุทธศาสตร์การเติบโตที่จะร้อยเรียงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเซ็นทรัล ในการเติบโตด้วยการสร้างโอกาสเข้าถึงตลาดค้าปลีกของบ้านเราที่โอกาสยังคงเปิดกว้าง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดไซส์ขนาดไหน กลุ่มเซ็นทรัลก็มีโมเดลของศูนย์การค้าที่สามารถแมตเข้าไปได้อย่างลงตัว........

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.