10,978
VIEWS

กันตาร์ฯ เผยตลาด FMCG เติบโตติดลบครั้งแรกในรอบ 10 ปี

Mar 09, 2018 -None-

บริษัท  กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) – Kantar Worldpanel (Thailand)  ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเชิงลึก  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีอัตราการหมุนเวียนสูง  หรือ FMCG  (Fast  Moving Consumer Goods)  โดย อิษณาติ  วุฒิธนากุล  ผู้อำนวยการด้านพัฒนาธุรกิจ ได้แถลงข่าว เปิดเผยถึงผลการศึกษาชุด  “สรุปภาพรวมตลาด FMCG ในปี 2560 และ แนวโน้มปี 2561 – 2562 พร้อม ปัจจัยที่กระทบต่อการเติบโต และการปรับกลยุทธ์”  เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการมีส่วนพัฒนาตลาดและธุรกิจของวงการค้าปลีก และ เจ้าของแบรนด์สินค้า FMCG ในประเทศไทย

สำหรับภาพรวมของตลาด FMCG ในปี 2560  อิษณาติ เปิดเผยว่า  ““ตลาด FMCG เติบโตติดลบครั้งแรกในรอบ 10 ปี  โดยในปี 2560 ตลาดFMCG ของไทย มีมูลค่าตลาดรวม 442,829,500,000ล้านบาท   โดยในปี  2557 มีอัตรา 2.6%,  2558 อัตรา 2.2%, ปี 2559  อัตรา 1.7%  และ ในปี  2560  ติดลบ  - 0.4%  โดยสามารถแยกตามกลุ่มสินค้าได้ดังนี้  คือ  กลุ่มของใช้ในครัวเรือน  (Home Care)  มีอัตรา 4.1%  กลุ่มสินค้าส่วนบุคคล 2.6%  และ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม  ติดลบ -2.4%  ส่วนกลุ่มสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างเด่นชัด จาก ครัว เรือนไทยในภาพรวมทั้งตลาดตัวเมืองและชนบท   จากผลสำรวจ พบว่า  Packaged Grocery ในประเทศไทยมีการเติบโตในอัตราที่ติดลบ -0.4% ในปี 2560  นับว่า เป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่ที่ได้เกิดวิกฤตด้านการเงินในปี  2550 (2007)

 

อิษณาติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า  “ในปี 2561 และ 2562 นี้ จะเป็นปีที่ยากลำบาก  โดยเฉพาะกับธุรกิจ 2 กลุ่มหลัก คือ  ผู้ผลิตสินค้า FMCG และ ผู้ประกอบการค้าปลีก  โดยชีให้เห็นว่า  ในปี 2561 นี้ จะเป็นปีที่มีอัตราเติบโตต่ำอีกปีหนึ่ง   ซึ่งเป็นผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคใน  3 ปัจจัย สำคัญ  คือ                                                                                                                                            

1. การลดจำนวนทริปในการออกไปจับจ่าย  ถึงแม้ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องออกโปรโมชั่นมากยิ่งๆ ขึ้น   ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นให้เพิ่มความถี่ในการออกมาจับจ่ายได้  เพราะกลุ่มนักช้อปมีพฤติกรรมชอบ   เปลี่ยนแหล่งช้อปปิ้งไปเรื่อยๆ  เพื่อแสวงหา สินค้า และ โปรโมชั่น  ตลอดจน จุดจับจ่ายที่ให้ ความคุ้มและประหยัดเงินที่สุด  

2. การขยายสาขาของผู้ประกอบการค้าปลีกทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้นเป็นเหตุให้เกิดการแข่งขัน อย่างหนักในการนำเสนอโปรโมชั่น  เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจเลือกจุดจับจ่าย

3.ตัดกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นออก เหล่านักช้อปยุคปัจจุบันมีการวางแผนการซื้อมากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าประเภท Package Grocery   โดยจะเลือกซื้อกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความต่าง  และหลากหลาย  ที่จะส่งผล  กระทบต่อยอดขายของแบรนด์สินค้า โดยตรง

 

การคาดการณ์ด้านแนวโน้มการเติบโต สำหรับปี 2018 และ ปี 2019  นั้น  นับว่า ยังไม่สดใส

พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นตัวบ่งชี้ อัตราการเติบโตที่ตกต่ำสำหรับปี 2561 และ 2562   สืบเนื่องจากภาพลบของการลดจำนวนทริปในการออกไปจับจ่าย และ การลดจำนวนกลุ่มสินค้าที่ทำการซื้อในอัตราที่ลดลง  ดังนั้น การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลา  ทำให้การเติบโตเป็นไปได้อย่างช้าๆ   คาดว่า จะอยู่ในช่วงอัตราระหว่าง  -1% และ 2%  สำหรับปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ

ส่วนตลาดตัวเมืองและตลาดชนบท นั้น  จากผลสำรวจพบว่า  เหล่านักช้อป โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่ในตัวเมืองนิยมทำการจับจ่ายไปทั่ว เพื่อให้ประหยัดที่สุด   ผู้ประกอบการค้าปลีก รวมถึง รูปแบบการค้าปลีกขนาดใหญ่ ยังคงใช้กลยุทธ์การอัดโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดเหล่านักช้อป  ขณะที่แย่งชิงผู้บริโภคด้วยการขยายสาขาเพื่อบริการที่ครอบคลุมเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อ ให้เกิดความสะดวกสบายที่สุด  เป็นที่น่าสังเกตว่า..กลุ่มนักช้อปในตัวเมืองนั้น  นอกเหนือจะลดความถี่ในการออกไปจับจ่ายแล้วก็ตาม  เขาก็ยังคงไม่ยึดติดกับการซื้อในจุดเดิมๆ  แต่กลับเลือกจุดจับจ่ายไปทั่ว   ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้เหล่าผู้ค้าปลีกเกิดการแข่งขันในการขยายจุดขาย

ส่วนช่องทางการขาย  ร้านสะดวกซื้อ มาแรงขยายส่งแบ่งทุกปี  ไฮเปอร์มาร์เก็ต รักษาฐานเดิม  อีคอมเมิร์ซ น่าจับตาปี 63

เป็นที่น่าสังเกตว่า  ร้านสะดวกซื้อยังคงขยายส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง   นับตั้งแต่ปี  2556  เป็นต้นมา  ช่องทางร้านสะดวกซื่อสามารถยึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้เพิ่มขึ้นในอัตราปีละ   0.5%  ซึ่งหากยังคงรักษาอัตราการขยายตัวในระดับนี้  คาดว่า ในปี  2562   ร้านสะดวกซื้อจะกลายเป็นช่องทางอันดับหนึ่งของ  Modern trade สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคภายในครัวเรือนอย่างแน่นอน  ส่วนช่องทางไฮเปอร์ - มาร์เก็ต  ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งช่องทางการตลาดอย่างคงที่   ทั้งนี้ เป็นผลจากสงครามโปรโมชั่นของ 2 ค่ายใหญ่  คือ  เทสโก้ และ บิ๊กซี นั่นเอง    สำหรับช่องทางโชห่วยยังจะเป็นช่องทางอันดับหนึ่งในภาคตลาดรวมต่อเนื่องไปอีกสิบปี  อี-คอมเมิร์ซเป็นช่องทางที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด   ซึ่งหากสามารถขยายส่วนแบ่งช่องทางการตลาดแบบเท่าตัวในแต่ละปี  ช่องทางนี้จะมีแนวโน้มที่สามารถแซงหน้าช่องทางซุปเปอร์มาร์เก็ต  (Chain Supermarket)  ได้ในปี  2563  (2020) 

กล่าวโดยสรุป แนวโน้มของกลุ่มนักช้อปในประเทศไทย จะมีอิทธิพลสำคัญต่อกลยุทธ์การทำการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้าปลีก  ตลอดจน เจ้าของแบรนด์สินค้า ดังนี้

ผู้ซื้อชาวไทย ยังคงระมัดระวังในการจับจ่าย ใช้เงิน ทั้งผู้ซื้อที่เป็นคนเมืองและชนบท  ภาพลักษณ์ของแบรนด์  การรับรู้ด้านคุณประโยชน์  ตลอดจน นวัตกรรมใหม่ จะเป็นปัจจัยหลักต่อการพิจารณาตัดสินใจซื้อ

ขนาดบรรจุ  ราคา  และ ช่องทางการขาย เป็นกลยุทธ์สำคัญในการจับกลุ่มเป้าหมายที่มีความแตกต่างกันระหว่างผู้จับจ่ายที่เป็นคนเมือง และ ชนบท  จะเห็นว่า รูปแบบค้าปลีกที่เป็นร้านค้าย่อยยังมีแนวโน้มในการขยายจุดขายให้ครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น เพื่อบริการนักช้อปในตลาดชนบท   นอกจากนี้  ช่องทางการขายผ่านตลาดออนไลน์ มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ   อิษณาติ กล่าวปิดท้าย

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.