6,935
VIEWS

6 เหตุผล ตอบคำถาม ทำไมถึงต้อง เป๊ปซี่ + ซันโตรี่

Mar 13, 2018 R.Somboon

หากมองเข้ามาที่ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าสูงถึง 154,693 ล้านบาท (ข้อมูลจากบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด) พบว่า คีย์ซัสเซสของตลาดนี้จะประกอบไปด้วย

1.แบรนด์ที่โดนใจ และทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในกระแสของพวกเขา

2.ตัวสินค้าที่รวมถึงรสชาติ

3.การตลาดที่โดนใจ

4.ดิสทริบิวชั่น หรือการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และสามารถผลักดันสินค้าเข้าถึงมือผู้บริโภคได้ทั่วถึง

5.แพ็กไซส์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การดื่มในทุกโมเม้นต์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นแพ็กไซส์ขนาดใหญ่ที่เป็นการดื่มแบบมัลติเสิร์ฟสำหรับแชร์การดื่มในกลุ่มเพื่อนๆ หรือแพ็กไซส์ขนาดเล็กที่ดื่มแบบพอดีคำครั้งเดียวหมดสำหรับคนที่ไม่ต้องการดื่มในปริมาณมาก

6.เรื่องของแบรนด์ และพอร์ตฟอลิโอที่มีความหลากหลาย เพื่อเข้าถึงความต้องการดื่มเครื่องดื่มที่หลากหลายของผู้บริโภค

หัวใจสำคัญของความสำเร็จทั้ง 6 กลายเป็นแนวทางในการทำตลาดเครื่องดื่มของบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ทั้งระดับโลก และผู้เล่นหลักสัญชาติไทยที่พยายามเติมเต็มทั้ง 6 หัวข้อนี้เข้ามาให้มากที่สุด ตัวอย่างที่สะท้อนภาพในเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือการรุกตลาดของยักษ์ใหญ่ในวงการเครื่องดื่มของโลกอย่างโค้ก และเป๊ปซี่ที่มีการเติมเต็มสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มไม่อัดแก๊สเข้ามาทำตลาดมากขึ้น

ในรายของเป๊ปซี่นั้น จะมีการแบ่งพอร์ตเครื่องดื่มของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนเป็น 3 กลุ่มหลักๆ

1.Fun fo You อย่างกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีการนำเรื่องของ Emotional เข้ามาเป็นตัว Appraoch ผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในเรื่องของความสนุกสนาน

2. Better for You เครื่องดื่มทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้บริโภค อาทิ น้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาล

3. Good for You กลุ่มเครื่องดื่มที่มีภาพของการเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ น้ำผลไม้ทรอปิคาน่า น้ำดื่มแบรนด์อควาฟิน่า 

เป๊ปซี่ พยายามเดินหน้าเติมเต็มสินค้าให้ครบพอร์ต แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเข้ามามีผลต่อเรื่องของความสมบูรณ์แบบในการทำตลาดในบ้านเราก็คือ การที่ผู้บริโภคคุ้นชินกับภาพของการเป็นเครื่องดื่มน้ำอัดลมมาอย่างยาวนาน

การร่วมทุนระหว่างเป๊ปซี่โคและกลุ่มซันโทรี่เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการต่อภาพดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการช่วยเติมเต็มกลยุทธ์แบรนด์ และโปรดักท์ พอร์ตฟอลิโอให้มีความหลากหลายเพื่อพร้อมที่จะตอบโจทย์การดื่มที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย

ข่าวที่ถูกยิงออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ถึงการเปิดตัวบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัดหรือ SPBT อย่างทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา นี้น่าจะเป็นคำตอบของทั้งหมด โดยบริษัทใหม่ที่เปิดขึ้นมานี้จะมุ่งสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรภายใต้แนวคิด “GROWING FOR GOOD” เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าชิงตำแหน่งเบอร์หนึ่งในตลาดน้ำอัดลมควบคู่การรุกขยายพอร์ตเครื่องดื่มแบบครบวงจร

การร่วมทุนระหว่างเป๊ปซี่โคและกลุ่มซันโทรี่เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการต่อภาพดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการช่วยเติมเต็มกลยุทธ์แบรนด์ และโปรดักท์ พอร์ตฟอลิโอให้มีความหลากหลายเพื่อพร้อมที่จะตอบโจทย์การดื่มที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย

ข่าวที่ถูกยิงออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ถึงการเปิดตัวบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัดหรือ SPBT อย่างทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา นี้น่าจะเป็นคำตอบของทั้งหมด โดยบริษัทใหม่ที่เปิดขึ้นมานี้จะมุ่งสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรภายใต้แนวคิด “GROWING FOR GOOD” เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าชิงตำแหน่งเบอร์หนึ่งในตลาดน้ำอัดลมควบคู่การรุกขยายพอร์ตเครื่องดื่มแบบครบวงจร

ภายใต้วิสัยทัศน์ GROWING FOR GOOD เพื่อมุ่งสร้างความยั่งยืนและการเติบโตทางธุรกิจภายในประเทศไทยผ่าน 5 ภารกิจหลัก นั่นคือ 1) การลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Brand Building) 2) การพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและขยายตลาดให้กว้างขึ้น (Innovation and Portfolio  Expansion) 3) การรุกขยายระบบการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง (Proactive Channel Expansion) 4) การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อม (Social & Environmental Responsibility) และ 5) การพัฒนาองค์กรและศักยภาพของบุคลากร (Organizational & HR Development)

มร.โอเมอร์ มาลิค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การร่วมทุนกับกลุ่มซันโตรี่จะเป็นการผสานพลังและศักยภาพของทั้งสองบริษัทชั้นนำระดับโลกในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการรุกขยายพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มอย่างเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มที่ช่วยเติมเต็มความสดชื่น เครื่องดื่มเกลือแร่ ชา-กาแฟพร้อมดื่ม น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำผลไม้ รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

ทั้งนี้ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 19,680ล้านบาท ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มให้กับเครือเป๊ปซี่โค อาทิ เครื่องดื่ม“เป๊ปซี่” “มิรินด้า” “เซเว่น-อัพ” ชาพร้อมดื่ม “ลิปตัน” เครื่องดื่มเกลือแร่ “เกเตอเรด” และเครื่องดื่ม“อควาฟิน่า” รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มและสินค้าใหม่ๆ จากซันโทรี่ในอนาคต โดยมีฐานการผลิตเครื่องดื่ม 2 แห่ง คือ โรงงานระยองซึ่งมีขนาด 96 ไร่ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง และโรงงานสระบุรี บนพื้นที่ 104 ไร่ภายในนิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรี

ในแง่ของการจัดจำหน่าย ซึ่งถือเป็น 1 ในคีย์ซัสเซสของการทำตลาดเครื่องดื่มนั้นยังคงผนึกพันธมิตรกับ “ดีเอชแอล” ผู้นำในด้านลอจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้าระดับโลก ควบคู่ไปกับการใช้โมเดลธุรกิจแบบดิสทริบิวเตอร์เพื่อกระจายสินค้าไปยังท้องถิ่นผ่านตัวแทน 24 แห่ง ซึ่งสามารถเข้าถึงร้านค้าปลีก-ส่งและร้านโชว์ห่วยกว่า 470,000 แห่งทั่วประเทศ

เป๊ซี่ + ซันโตรี่

1+1 มากกว่า 2         

การร่วมทุนระหว่างเป๊ปซี่กับซันโตรี่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะทั้งคู่เคยจับมือกันในลักษณะที่ใกล้เคียงกันนี้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป๊ปซี่อาศัยฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของกลุ่มซันโตรี่เข้ามาเป็นตัวช่วยหนุนในกาเข้าไปทำตลาดในแดนซามูไร

ส่วนในประเทศไทยนั้น ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำตลาดเครื่องดื่มมามากกว่าครึ่งศตวรรษ จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันกลุ่มซันโตรี่ให้สามารถเข้ามาแจ้งเกิดแบบเต็มทัพใหญ่ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีความพยายามมาหลายครั้ง

บริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากการเข้ามาแชร์ตลาดน้ำอัดลม ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 50,000 ล้านบาท และเป๊ปซี่เองก็ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในตลาดน้ำดำในบรรจุภัณฑ์แบบไม่ต้องคืนขวด(ทั้งขวดพีอีทีและกระป๋อง) ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่มากกว่า 45% และยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกปี

สิ่งที่เป็นข้อดีอีกอย่างก็คือในเรื่องของการตลาด ที่แม้วันนี้ระบบจัดจำหน่ายของเป๊ปซี่จะไม่ได้ดีที่สุดเทียบเท่ากับในอดีตที่เคยมีกลุ่มเสริมสุขเป็นพาร์ทเนอร์ แต่ก็ถือว่าเป็นเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ถูกเซ็ทขึ้นมาเพื่อรับกับตัวสินค้าที่เน้นไปที่แพ็กเกจจิ้งแบบวันเวย์ ซึ่งจะสามารถเกื้อหนุนกับเครื่องดื่มใหม่ๆ ของซันโตรี่ที่จะตามเข้ามาในอนาคต

ขณะที่กลยุทธ์การตลาด เป๊ปซี่มี Best Practice ที่เคยใช้ประสบความสำเร็จในหลายตลาด สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างสีสันให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

เมื่อมองมาที่ตัวพันธมิตรอย่างซันโตรี่ ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ก็น่าจะเข้ามาช่วยเติมเต็มให้พอร์ตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของเป๊ปซี่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และน่าจะช่วยลดภาพที่คุ้นชินจากการทำตลาดน้ำอัดลมมาอย่างยาวนานไปได้บ้างไม่มากก็น้อย......

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.