27,503
VIEWS

เปิดมุมมองวิสัยทัศน์ ทีมผู้บริหารมายด์แชร์ ทำอย่างไรในวันที่โลกเปลี่ยน

Mar 18, 2018 S.Worapol

เมื่อปี 2016 มายด์แชร์มองว่าอุตสาหกรรมโฆษณาน่าเป็นห่วง เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมาโตมาโดยตลอด แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจากยอด GDP ที่ไม่ได้เติบโตจริง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ยอดสเปนดิ้งไม่ได้โตอย่างที่คิด

ปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ประเทศไทย  อธิบายว่า สุดท้ายแล้วผู้บริโภคที่ไม่ได้มีอารมณ์ในการจับจ่าย ไม่ได้มีอารมณ์ในการที่จะออกไปบริโภค มาจากสาเหตุหลักมาจาก 2 อย่างคือ

1 หนี้ครัวเรือนก็ยังอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง สถานการณ์ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร

2 รัฐบาลลงทุนในเรื่องของการส่งออกมากกว่า คือการทำธุรกิจนอกประเทศ แล้วก็กลับมาในเรื่องของการท่องเที่ยวที่เป็นอุตสาหกรรมหลักที่ผลักดัน GDP หลักของเรา

สำหรับธุรกิจในประเทศไทยก็เลยไม่ได้โตมาก ทำให้การลงทุนในธุรกิจสื่อไม่ได้โตตามด้วย อีกอย่างหนึ่งที่เราพูดไว้ก็คือเรื่องของ Fragmentation ซึ่งเป็นในเรื่องของสื่อและแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่ใช้ก็จะถูกกระจายไปเรื่อยๆ เม็ดเงินหลักหลักที่โตก็คือดิจิทัล แต่เมื่อเทียบกับทีวีหรืออื่นๆ แล้วก็ยังไม่ได้มีมูลค่าเทียบเท่า

เราเห็นการเจริญเติบโตจริงๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ภาวะเศรษฐกิจเริ่มที่จะกลับมาเพราะว่าเราเห็นสัญญาณได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Marketing Advertiser เริ่มที่จะกลับมาใช้เงิน

โดยสรุปภาพของอุตสาหกรรม Media ของปี 2017 เราประเมินด้วยภาพที่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นไปตามนั้น สถานการณ์ตรงกันข้ามจากที่คิดว่าจะกลับมาแต่สัญญาณบวกก็มากระเตื้องในช่วงปลายปี 2017 เท่านั้น

แต่ถ้ามอง 2018 คิดว่าจะเป็น Positive ของจริงที่เกิดขึ้นมา เม็ดเงินในทีวีเริ่มกลับมา เม็ดเงิน Digital ไม่ตกสื่อหลักๆ Out of Home ก็ยังโตอยู่ ตัวที่ยังมีปัญหาเยอะๆ อยู่ก็ยังคงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ และวิทยุ

เราเห็นภาพของ Media ว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ เราก็มาปรับตัวว่าจะไปในทิศทางไหนก่อน ในเรื่องของการทำ Content ที่เยอะขึ้นไม่ใช่เรื่องสปอตอย่างเดียวรายการทีวีทุกวันนี้ก็ถูกย้ายไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เป็น Digital มากขึ้น แต่อย่าลืมว่าตัวโฆษณาไม่ได้วิ่งตามไป เพราะฉะนั้นในการทำ Content จะเข้ามาเป็นช่วยตัว

แต่เรื่องที่มีผลจริงๆ ในการทำงานนั้นก็คือเรื่องของ Data ที่เราพูดมาตลอดว่าเราต้องไปหาผู้บริโภคได้เร็วกว่าคู่แข่งและเข้าใจได้ดีกว่าคู่แข่ง เพราะฉะนั้นนั่นคือตัวที่ได้เปรียบของเรา วิธีการไม่ใช่แค่ใช้เงิน แต่เราต้องพลิกวิกฤตตรงนี้ เพื่อที่จะหามิติใหม่ๆ  เราต้องดูวิธีการว่า วิกฤตอยู่ตรงไหนแล้วเราจะพลิกวิกฤตออกมาให้เป็นโอกาสได้อย่างไร เราจะเสริมโอกาสยังไงให้กับคนในองค์กรได้ปรับตัวได้เร็วที่สุด

การเป็นมายด์แชร์ เราพูดเสมอว่า เราเป็น Adeptive Marketing มาโดยตลอด เราพูดกับน้องๆ ตลอดว่า การที่เราจะทำอะไรวิสัยทัศน์ที่มีไล่ไปตั้งแต่หัวจนถึงหาง แล้วเดินไปพร้อมๆ กัน ถ้าเราสื่อสารกันเองในองค์กรไม่ชัดเจนก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นเราจะคุยกันเรื่องนี้ว่า โลกมันเปลี่ยนไปยังไง แล้วเราจะปรับยังไง

ปิยนุช มีมุข Chief Digital Officer มายด์แชร์ เสริมต่อว่า มายแชร์เรา Adeptive Marketing ได้ค่อนข้างเร็วและตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าต้องมาจากหลายๆ องค์ประกอบหนึ่งในนั้นก็คือระดับบริหาร ซึ่งระดับจัดการไม่ว่าจะเป็น Global Reginal Local เราค่อนข้างสื่อสารกันโดยตลอด

เรารู้ว่าธุรกิจต้องการอะไร Journey ของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เรามีการทำเทรนนิ่ง เพราะว่าน้องๆ ทุกคนต้องมีความเข้าใจเหมือนกันจะได้เห็นภาพเดียวกัน ซึ่งฝั่งที่เป็นแพลนเนอร์จากที่เคยเป็นออฟไลน์เฉยๆ เวลานี้ก็กลายมาเป็นไฮบริดแพลนเนอร์ เข้าใจว่า Journey ของลูกค้าเปลี่ยนไปขนาดไหน

นอกจากนี้ เราก็ได้มีการทำเอดดูเคชั่นให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจเหมือนกันว่า ตอนนี้ Landscape ได้เปลี่ยนไปแล้ว ต้องบอกว่าคนที่แอดวานซ์ที่สุดในตลาดคือคอนซูเมอร์ เพราะว่าคอนซูเมอร์สามารถก้าวกระโดด มาใช้ไลน์ เฟสบุ๊ค ได้ทุกเมื่อโดยที่ไม่มีอะไรต้องเสียหาย

ไม่เหมือนกับแบรนด์ แบรนด์พอจะเปลี่ยนสักครั้งต้องดูแล้วว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนวันนี้กลายเป็นว่าแบรนด์ค่อนข้างจะเดินตามหลังคอนซูเมอร์ด้วยซ้ำ ทำให้เราต้องมีอัพเดทเทรนนิ่งกับลูกค้า พร้อมกับพาร์ทเนอร์ชิพที่มี ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook สนุก กระปุก เอ็มไทย เราค่อนข้างที่จะมีความสัมพันที่ดีกับพาร์ทเนอร์เหล่านี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจตรงกันมองภาพของแลนด์สเคปเดียวกัน

ที่สำคัญเนื่องจากที่ออฟไลน์ ออนไลน์ ทำงานร่วมกันเป็นทีม เงินที่มายด์เเชร์มีไม่มีการเเบ่งแยกแล้วว่า อันนี้คือออฟไลน์ หรือออนไลน์ แต่เรารู้ว่าธุรกิจของลูกค้าอยู่ตรงไหนแล้วเราค่อยแบ่งสัดส่วนของเงินให้ถูกต้อง เพราะว่าบางเอเยนซีมีการแบ่งแยกตรงนั้นจะให้ถ่ายกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา

โชคดีที่ MD เรามี Vision ที่ว่า เงินคือเงินลูกค้า คือก้อนเดียวกัน ฉะนั้น เราจะเเบ่งเงินยังไงตรงนี้ให้มีอิมแพคต่อลูกค้ามากที่สุด มันจะไม่มีการมากองว่า อันนี้กองของทีวี กองดิจิตอล มันไม่ใช่ เพราะทุกฝ่ายจะเข้าใจว่า ถ้าเงินมันไปทางไหนแล้วดีก็ใช้เลยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เลยทำให้ทุกวันนี้การทำงานโฟกัสเราอยู่ที่ลูกค้า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง ตอบโจทย์ Vision ของมายด์แชร์ ที่เราต้องการเป็น

ปัทมวรรณ อธิบายต่อว่า อย่างหนึ่งที่เราต้องคุยกันเลยก็คือว่า ไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทุกอย่างมันไปด้วยเป้าหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นในมายด์แชร์คือ คนนี้ต้องรีพอร์ทคนนี้ คนนั้นต้องรีพอร์ทคนนี้นั่นไม่ใช่ วิธีการก็คือเราทำงานเป็นทีม เพราะฉะนั้นสุดท้ายมันคือการเชื่อถือซึ่งกันและกัน และมีรู้ว่าแต่ละคนมีจุดเด่นอย่างไรที่เรียนรู้กันได้ ทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้กับแต่ละคนได้

เราเรียนรู้กับเด็กได้พอๆ กับที่เราเรียนรู้กับผู้ใหญ่ เพราะแต่ละคนมีจุดเด่นของตัวเอง ในโครงสร้างอาจจะต้องมีบ้าง แต่เวลาทำงานจริงเราจะดึงเรื่องเเบบนี้ออกไปเลย

สุดท้ายเรามีความชัดเจน เรารู้ว่าเราต้องเดินหน้าอย่างไร สิ่งที่เราต้องทำคืออะไร นั่นคือวิธีการที่เราทำ และไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เน็ตเวิร์คของเราเป็นอย่างนี้ว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเติบโต ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ

พเยาว์ ธรรมธีรสุ Head of TV Trading  มายด์แชร์ ให้ข้อคิดเห็นว่า ไม่ใช่ว่าเราโดดเด่นในเรื่องของการทำ Content ที่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อย่างรายการที่เป็นพวก Seasonal ต่างๆ ลูกค้าต้องเข้ามาหาเราก่อน มาปรึกษาว่าด้วย Content แบบนี้มันโอเคไหม มายด์แชร์จะเป็น Operator ให้ไหม เพราะว่าเรากล้าที่จะบอกลูกค้าว่า Content แบบนี้ใช่ แบบนี้ไม่ใช่ เราสามารถตัดสินใจเลยเพื่อลูกค้าได้

วิธีการคือ Content ของลูกค้ามีอินทิเกรดกับสื่ออื่นๆ ด้วย เราเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เรามี Content Plus ไม่ใช่ซื้อรายการมาถึงก็มีป้ายมีสปอต เราไม่ทำแบบนั้น เราทำยิ่งกว่านั้นแบบ 360 องศา เพราะฉะนั้นลูกค้าก็จะรู้สึกว่าพอเราตัดสินใจอะไรให้นั่นเป็นสิ่งที่ถูกและดีเสมอ

ปิยนุช เสริมต่อว่า เรื่องนี้สอดคล้องไปกลับเรื่องของดิจิทัลเพราะว่าเราเป็นเหมือนกับ First Mover เราชอบลองของใหม่อยู่ตลอด ลูกค้าก็ชอบเป็นคนที่อยากทำที่อะไรใหม่ๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะยูนิลีเวอร์ เขาเป็น First mover จริงๆ เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะทำงานต่อได้ ถ้าเราอยากจะพูดอะไรก็ตามแต่ลูกค้าไม่สนใจมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ข้อดีก็คือ เราสามารถทำงานกับลูกค้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ด้วยกัน เราแนะนำอะไรไปแล้วเขามั่นใจในระดับหนึ่ง ที่มายด์แชร์จะเสนอมามันต้องดี เป็นทางเลือกที่ดี จะเห็นว่าอย่างตอนที่พี่ลินดาทำเรื่องของ YouTube ในเมืองไทย เขาก็เข้ามาหามายด์แชร์ก่อนหรือแม้แต่กระทั่ง Facebook ที่เขาจะออก Product ใหม่ๆ เขาก็จะมาถามเราก่อนว่ามันจะเร็วไปไหมสำหรับลูกค้าของเรา

อย่างล่าสุดก็มี Spotify ที่เปิดตัวในประเทศไทย เขาก็เข้ามาหาเราก่อน ซึ่งจริงๆ เขาก็เข้าไปคุยกับ Agent อื่นเหมือนกัน แต่ทุกคนก็เงียบๆ ก็เลยไม่แน่ใจ แต่พอมาคุยกับมายด์แชร์เขาเห็น Potential ในเรื่องของ Product ในเรื่องของ Data Technology เพราะว่า Spotify เขาสามารถที่จะเก็บข้อมูลของ User ได้ ต้องบอกว่าเราเป็นเจ้าเดียวที่เราเห็น Potential ตรงนี้ เราคุยกับยูนิลีเวอร์ มาสด้า ซึ่งสามารถทำให้เราเป็น Exclusive Partner ในช่วงเปิดตัวช่วงแรกได้ได้

ทำให้เห็นว่าการทำงานต่างๆ ของเราค่อนข้างที่จะมีในเรื่องของความเป็น Leadership ความเป็น Smart Thinking และที่สำคัญคือเรามี Business Impact ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจในตัวเราว่าถ้าเรามาเสนอกับเรา จะทำให้สินค้าเขาขายได้

ลลิต คณาวิวัฒไชย Head of Strategy มายด์แชร์  ให้ทรรศนะต่อไปว่า จริงๆ แล้วเรื่องของ Data ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องของการที่เรามอง Consumer เป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากสิ่งที่ทุกคนพูดในทางโซเชียลมีเดียแล้ว เรามีการเก็บในส่วนของเราด้วย เขารับรู้อะไร Content แบบไหนที่ชอบเราสามารถที่จะดูและเข้าถึง Consumer ได้มากกว่า ก็จะมีในเรื่องของการนำ Data มาใช้จริง แล้วถึงลงไปถึงขั้น Business Impact

ปัทมวรรณ ขยายความเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่เรามองลูกค้าเป็นพาร์ทเนอร์คือ Partner ไม่ใช่แค่หนึ่งครั้งแล้วไป แต่มันคืออะไรที่เป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกปี

วิธีการที่เรามองทุกปี เราก็ต้องมั่นใจว่าเรามี Passion เดียวกันที่ไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเทรนนิ่งหรือเรื่องอื่นๆ

มีลูกค้าเข้ามาหาเราค่อนข้างเยอะและไม่ได้หมายความว่าเราจะรับทุกลูกค้า แต่ว่าเราต้องดูสไตล์วิธีการทำงานของเรา บางทีอาจจะไม่เหมาะกับบางลูกค้าที่ต้องการซื้อ Media ที่ถูกที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเราทำไม่ได้ แต่เราไม่อยากไปในมุมมองที่เป็น Media Agency ที่ถูกที่สุด เราอยากให้ลูกค้าเดินเข้ามาแล้วบอกว่า ฉันต้องการที่จะแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เข้าใจคอนซูเมอร์  

เราปรับตลอดเวลาสำคัญ คือคนต้องเข้าใจและไปในรูปแบบที่เรามี สำหรับที่นี่ (ยิ้ม) เราไม่เคยเจอปัญหาเรื่อง Generation ผู้ใหญ่กับเด็ก เราไม่มีเรื่องนี้เพราะเราเข้าใจว่า Generation Gap ให้ตายยังไงเด็กก็ยังเป็นเด็กไม่มีทางที่จะเป็น Gen X ได้ แต่เราพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจโลกของตัวเอง เราเข้าใจงานของตัวเองเพื่อให้ทุกคนทำงานได้ เรามีให้ทุกอย่าง เราพยายามให้จะให้ความรู้ มีเทรนนิ่งที่เยอะมาก ทุกคนสามารถเข้าคอร์สไปเรียนรู้ได้ แต่เราก็บอกว่าเรียนรู้เสร็จแล้วก็ต้องปฏิบัติไม่ใช่แค่กลับมาใช้เฉยๆ เรามี Support ให้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ Passion ของตัวเองพร้อมที่จะเรียนไหม พอเรียนแล้วนำกลับมาใช้แล้วปรับกับการทำงานได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้สำคัญมากกว่า เพราะสกิลเป็นสิ่งที่ฝึกได้ เข้าคอร์สได้ฝึกได้ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือใจ ใจมา Passion มาทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น

ในตลาดมีทั้งลูกค้าที่เข้าใจและไม่เข้าใจ เราพูดตรงๆ ว่า ถ้าลูกค้าไม่เข้าใจแล้วเรา Training ให้แล้วก็ยังไม่เข้าใจ ก็จะบอกว่าไม่เหมาะที่จะทำงานด้วยกัน

แต่ก็มีบางเจ้าที่เข้ามาแล้วอยากจะเปลี่ยนไปอย่างนี้โอเคคือเดินไปด้วยกันได้ จริงๆ แล้วก็มองอีกมุมนึงคือหน้าที่ของเราในฐานะผู้นำตลาดที่จะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้อุตสาหกรรมไปในทิศทางที่มันถูกต้อง

ปิยนุช เสริมต่อว่า ในส่วนของลูกค้าปัจจุบันที่เรามี หลักๆ มีอยู่ใน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือกลุ่มที่รู้แล้วว่าต้องทำดิจิทัล แต่ทำยังไงยังไม่รู้วิธีการที่จะทำ เขาก็จะเข้ามาหาเรา เขารู้ว่าลูกค้าอยู่บนดิจิทัล เขาต้องใช้ดิจิทัลช่วยแนะนำเขาหน่อยว่าจะทำอะไรดี และก็อยากขอ Training จากเรา

ส่วนกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 ก็คือกลุ่มที่เป็นกลุ่มที่โตขึ้นมามากขึ้น กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ Performance ดีแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงไปเต็มตัว ก็จะมีการดีเบทกันนิดหน่อยว่าแบบไหนที่เรียกว่าดี ฉันต้องลงเงินเท่าไหร่แต่ถ้าเพิ่มมากกว่านี้ก็จะเริ่มมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเคยคุ้นเคยมันก็จะลดลง

กลุ่มที่ 3 ก็คือกลุ่มที่ Advance เลย รู้เลยว่า Potential ของ Digital เป็นแบบไหนตรงนี้เริ่มที่จะพูดมากขึ้นว่าอะไรทำได้อีก หา Innovation ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ว่าอะไรทำได้อีก ตรงไหนทำได้บ้าง จะหาอะไรที่ไปข้างหน้า กลุ่มนี้สนุกสุด เพราะเรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ไปพร้อมพร้อมกันว่า โลกดิจิทัลมันไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูก ข้อดีก็คือได้เรียนรู้ได้ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแบรนด์ไหนที่สามารถที่จะเข้ามาในจุดนี้ได้ก่อนก็สามารถที่จะรู้ผิดรู้ถูกได้ก่อนคนอื่น และสามารถที่จะเติบโตได้เร็วกว่า คนอื่นๆ ยังไม่กล้าไปแต่เขาไปแล้ว

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ What next คือสิ่งที่เราถามกันอยู่ตลอดเวลาว่า ปีนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง ก็มองว่าปีนี้จะต้องมีเรื่องของดิจิทัลค่อนข้างเยอะ มีเรื่องของการทำ Digital Platform Content ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ Media ค่อนข้างเยอะ ไม่ได้แตะที่ทีวีแต่ก็ยังเป็นเค้กก้อนใหญ่ของลูกค้าสำหรับการสร้าง Awareness ยังไงคนก็ยังเปิดทีวีเปิดดูละครอยู่

อุตสาหกรรมยังไงพี่ก็คิดว่าโตขึ้น Investment เริ่มกลับมา อย่างที่บอกไปว่าจะมี Event ใหญ่เกิดขึ้น ฟุตบอลโลก ยังมีกระแสอะไรหลายๆ อย่างที่เข้าถึงกับผู้บริโภค มันก็จะนำมาซึ่งเม็ดเงินที่ตามมา สิ่งที่ต้องทำแน่ๆ คือ Integrated  เราไม่ทำงานง่ายๆ ที่ทุกอย่างดันไปที่ทีวี ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าเราว่ามองสุดท้ายก็คือหน้าที่ของแต่ละสื่อคืออะไร สื่อแต่ละอย่างแตกต่างกัน

Content Plus คือมาจาก Asset ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ มันไม่จำเป็นจะต้องมาจากทีวี หรือว่ามาจากที่ไหน แต่มันเกิดจากทีมที่อยู่ในดิจิทัล อยู่ใน YouTube หรืออยู่ในที่ไหนก็ได้ เราก็เลยใช้คำว่า ถ้าเราเริ่มคิดให้กับลูกค้าในการที่จะทำ Owned Media ซึ่งไอเดียของ Owned Media คือต้องกลับมาดูว่าไอเดียของแบรนด์คืออะไร

แต่สุดท้ายแล้วคนที่มาทำตรงนี้ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมาจากแกนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทุกส่วน เขาจะต้องเข้าใจในเรื่องของทีวี เข้าใจในเรื่องของดิจิทัล เข้าใจในเรื่องของ Data แล้วนำทุกอย่างมาผนวกกันเพื่อทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ

เทรนด์เรื่องของ Mobile ที่เข้ามามีบทบาทเยอะมากในปีนี้ อีกหน่อยมันจะไม่มีการเรียกว่า First Screen Second Screen แต่ทุกอย่างมันคือ Multi-Screen ดีไม่ดี Mobile อาจจะกลายมาเป็น First Screen ก็เป็นได้

ทุกอย่างมันเลยจะแปลงกลับไปต้องทำกันใหม่หมดเลย เริ่มตั้งแต่การคิด Content Mobile First การวางสื่อที่จะ Mobile First ต้องทำยังไง ทุกอย่างจะเปลี่ยนหมดเลย

อย่างเรื่องช้อปปิ้งไม่ใช่ว่าเราทำสื่อสาร Mobile แล้วลูกค้าเดินไปซื้อหน้าร้าน วันนี้คือลูกค้าสามารถทำทุกอย่างตั้งแต่การดูสื่อ การซื้อ การจ่ายเงิน หรือการรับสินค้า ทุกอย่างสามารถที่จะทำได้บน Mobile วิธีการคิดเปลี่ยนไปหมดเลย สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก

สุดท้ายก็คือเรื่องของเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ที่ผ่านมาเราพูดเรื่องของ AI เราพูดถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ค่อนข้างเยอะ สำหรับเมืองไทยเอง ในเรื่องของการลงทุนก็ยังมีโอกาสที่เกิดขึ้นชัด แต่ก็ยังแยกไม่ออกว่าใครกำลังทำอะไรระดับไหน ที่มีอยู่ในตลาดมันยังมีการลงทุนที่เกิดขึ้นและยังไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับแบรนด์ แต่ Consumer ไปไกลแล้ว แต่แบรนด์ยังหาทางอยู่ว่าจะเข้าไปยังไงก็เลยเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นโอกาสที่น่ามอง

กรรณิการ์ จุ่นพิจารณ์ Head of Content+ มายด์แชร์ ได้ขยายความว่า อย่างที่เรารู้กันว่าสื่อตอนนี้มันแฟลกเม้นต์ค่อนข้างมาก ความสนใจของผู้บริโภคมันก็แฟลกเม้นต์ไปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า Content เป็นเหมือนเครื่องมือที่จะเข้าถึง Consumer ได้ในทุกๆ Platform หมายถึงว่าตอนนี้ไม่ว่าจะดิจิทัล สิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ จะมีการเปลี่ยนแปลงมากขนาดไหน แต่จริงๆ แล้ว Content ไม่ได้ลดจากสื่อไหนไปสื่อไหน แต่ Content ก็สามารถไหลไปได้หมด อยู่ที่ว่าคอนเทนต์นั้นดีมากพอหรือเปล่า

ลลิต ช่วยอธิบายว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้เราต้องเก็บข้อมูลของผู้บริโภคอยู่เสมอและทำให้เรารู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนเขาต้องการอะไร และ Value ที่เขาอยากได้ในสิ่งที่เขาจะรับรู้คือเรื่องของอะไร คือสิ่งไหน และเราก็ดึงในเรื่องนั้นออกมาใช้ในการที่จะ Create Content กลับไปหาผู้บริโภคอีกทีนึง

ปัทมวรรณ เสริมต่อว่า ถึงบอกว่ามันไม่มีอะไรแยกออกจากกันได้ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องไปหมด มันเลยทำให้วิธีการทำงานที่มีความหลากหลายในความเฉพาะเจาะจงของแต่ละคนในวิธีการของแต่ละคนยังไงมากกว่าที่จะมาผสมผสานกัน วิธีการทำงานของเรามันคือแบบนี้ คือการลงตัวทุกครั้งและกลับไปรวมตัวกัน เพราะฉะนั้นความเก่ง ความสเปเชียลลิสต์ของแต่ละคนมันจึงมีประโยชน์ มันเลยทำให้งานออกมาดี เพราะว่าดึงเอาจุดเด่นของแต่ละคนออกมาใช้ได้

ปิยนุช อธิบายต่อไปอีกว่า ในส่วนของเทคโนโลยีเราเข้าใจเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะเดียวกันในมายด์แชร์ของเราเองก็มีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใหม่เช่นเดียวกัน

วันนี้คือเทคโนโลยีมันมันมันค่อนข้างที่จะกระจายไปมากแล้ว มันไม่เหมือนกับ 3 ปีที่แล้วว่า ถ้าเราพูดถึงดิจิทัลมันจะอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่วันนี้คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายใช้ไลน์เป็น เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นเอเยนซีเราก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายใน เพราะว่าทุกคนไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง เราต้องมีสเปเชียลลิสต์ Unit ที่จะทำในเรื่องของ Content  เรื่องของ Performance เพราะเราสามารถที่ไดรฟ์ Consumer ตั้งแต่ Awareness ไปจนถึงซื้อ

โลกดิจิทัลทำให้เราตัดสินใจอะไรได้เร็วกว่าเดิม เมื่อก่อนที่ตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีกว่าอะไรที่เราชอบจริงๆ แต่วันนี้มันมีโรคติดต่อที่ทำให้โลกของเราเปลี่ยนไป เราอยากได้อะไรต้องได้ แล้วอยากซื้ออะไรต้องซื้อ เลยทำให้เราต้องมี Performance มาดูว่า Consumer ทิ้งความต้องการอะไรบางอย่างบนแพลตฟอร์ม ทำอย่างไรให้เราสามารถอ่านความต้องการจริงๆ ของผู้บริโภคได้

อุตสาหกรรม E- commerce เริ่มที่จะเทคออฟเต็มตัว ถ้าเราเห็นในเมืองจีนทุกวันนี้ คือทุกสาขาผ่านวีแชตอยู่บน E- commerce ด้วยนโยบายของรัฐบาลทำให้เราเชื่อว่าปีนี้อีคอมเมิร์ซจะไปได้เร็ว และ ณ เวลานี้เราก็มีทีมที่เป็น E- commerce ที่มาช่วยลูกค้าขับเคลื่อนในปีหน้า

เรามองว่า มันเป็นเรื่องสนุก เพราะว่าดิจิทัลมันเป็นเรื่องที่สนุกจริงๆ ถ้าเป็นคนที่มี Passion ที่จะทำ คือเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลากับแพลตฟอร์มไปเรื่อยๆ และยิ่งถ้าเราได้เรียนรู้ไปกับลูกค้าที่เปิดรับกับการเรียนรู้ไปกับเราด้วย มันทำให้เราเจอกับสิ่งที่แปลกใหม่

อย่างเมื่อก่อนเราไม่เคยเข้าใจคำว่า Sky is the Limit ว่ามันแปลว่าอะไร พอเรามาทำดิจิทัลในวันนี้ เราเริ่มเข้าใจคำนี้จริงๆ ว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมดเลย ขอให้เราคิดได้เท่านั้นแหละว่ามันเป็นไปได้ ทุกอย่างมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ เราสามารถที่จะเอาเทคโนโลยีบวกกับความคิดบวกกับ Machine Learning บวกกับอะไรได้หลายๆ อย่างให้เกิดขึ้นได้

ลลิต ให้ความเห็นต่อว่า จริงๆ แล้วผู้บริโภคมีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การซื้อของผ่านระบบ E-commerce แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ยังไม่ Support ทำให้เขาสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตรงนี้ก็อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ E- commerce ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในบ้านเรา เมื่อวันก่อนลงไปด้านล่างรถเข็นร้านผลไม้หน้าตึกข้างทางมีสแกน QR code ในการที่จะจ่ายเงินซึ่งมันทำให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง

พเยาว์ เสริมต่อ พี่มองว่ามันไม่ยากแต่ว่ามันเยอะขึ้น พอมันเยอะมันก็ทำให้เราต้องไปกับสิ่งที่มันเยอะ คือต้องบอกว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วเพราะฉะนั้นเราก็ต้องเปลี่ยนตามแล้วก็ต้องเรียนรู้ตามสิ่งที่ Consumer มีความต้องการที่หลากหลายในส่วนหนึ่งเราต้องดูเรื่อง Data เรียนรู้ได้หลายอย่าง

เรื่อง Research ต่างๆ มันก็จะช่วย Support ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น สำหรับในเรื่องของทีวียังไงก็จะเป็นหลักใหญ่ในปีหน้าอยู่ดีแต่ว่าการต่อยอดหรือวิธีการที่จะเอา Content ที่จะเป็นตัวนำมาต่อให้เป็น Umbrella ครบวงจรให้ลูกค้าขายของได้อันนั้นคือการบ้านที่เยอะมากแต่ไม่ยาก

เราเข้าใจตลาด เข้าใจลูกค้า กล้าที่จะตัดสินใจโดยใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ที่ว่ายังไงที่เรามีก็สามารถที่จะเดินไปตามเป้าได้อย่างแน่นอน อย่างลูกค้าหลายรายที่เดินเข้ามาหามายด์แชร์ เราไม่ได้ประชาสัมพันธ์ PR อะไรเลย แต่ลูกค้าเป็นคนที่ไปศึกษาเอง ไปหาข้อมูลเอง ไปดูรายการเอง ไปดูออนไลน์เองแล้วไปดูว่านี่ใครทำ Content แบบนี้ รูปแบบการนำเสนอแบบนี้มาจากไหน เขาก็รู้ว่าเป็นมายด์แชร์แล้วก็ติดต่อเข้ามา

บางครั้งก็มีลูกค้าที่อยู่ในแกลเลอรีเดียวกันก็ทำให้เราไม่สามารถที่จะรับได้ และลูกค้าของเราก็ Support แนวความคิดของมายด์แชร์ก็เลยทำให้เราสามารถที่จะก้าวเข้าไปข้างหน้า และก็สนุกกับการทำงานทำให้มันเยอะขึ้นและสนุกมากขึ้น และปีนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของออฟไลน์กับออนไลน์ ซึ่งตอนนี้เราก็กำลัง Wait and See ในเรื่องของการเข้าถึงผู้บริโภคที่มากขึ้นที่สามารถวัดผลได้

ส่วนในมุมของผู้จัดรายการทีวี ปัจจุบันก็เริ่มที่จะปรับตัวพัฒนาไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยี ซึ่งเริ่มที่จะมีรายการที่ไม่ใช่ทีวีอย่างเดียว ใครที่มีรายการบนหน้าจอทีวีอย่างเดียวก็จะไม่รอด ตัวเขาเองก็ต้องปรับตัวเหมือนกันให้เข้ากับผู้บริโภคที่เสพสื่ออย่างอื่น มี Media อย่างอื่นที่เข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้นที่อยู่ก็ต้องดูว่า จะทำวิธีไหนให้เข้าถึงกับผู้บริโภคกลุ่มนี้

ยกตัวอย่างอย่างถ้ารายการทีวีของคุณออนแอร์บนทีวีอย่างเดียว Rating ของคุณก็หดหายไปเรื่อยๆ รายการของคุณไม่ใช่ว่าไม่มีคนดู แต่พวกเขาไปดูแพลตฟอร์มอื่น อย่างนี้คือต้องรู้ว่า เราจะไปยังไงไปวิธีไหนไปให้ทันในมุมของผู้ผลิตรายการทีวีก็ต้องปรับค่อนข้างเยอะ

ปัจจุบันเราพยายามพูดถึงเรื่องของมัลติสกรีน บางทีเขาก็ยังตามเราไม่ทันยังไม่สามารถที่จะมาเป็น Combo Set ที่จะนำเสนอแบบ Offline Online แต่สุดท้ายบุคลากรเขาก็ยังไม่สามารถที่จะเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องตรงนี้ได้ทั้งหมดหรือการคิดเขายังสู้ของมายด์แชร์เองไม่ได้หรือไม่ทัน เราก็ต้องเอาเรื่องเอา Content ที่มีอยู่มาต่อยอดกันเองมาพัฒนากันเองเพื่อที่จะนำเสนอให้กับลูกค้าได้เห็นในมุมของผู้ผลิตรายการ ปีหน้าต้องไปให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปไม่งั้นไปไม่รอด

ปิยนุช อธิบายว่า สำหรับผู้บริโภคเขาไม่แยกว่าอันไหนเป็นทีวี อันไหนเป็นมือถือ อันไหนเป็นจอไหน ในอดีตเวลาที่ทุกคนจะกลับไปดูคือ 2 ทุ่มครึ่งดูละคร แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วด้วยเทคโนโลยีด้วยการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น ถ้าเราอยู่ในช่วงรถติด เราก็สามารถที่จะดูไลน์สดได้โดยที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ พอถึงบ้านได้จอใหญ่ขึ้นเราก็เปลี่ยนมาดูจอทีวี สำหรับคอนซูเมอร์บางทีอาจจะลืมตัวไปว่าเราดูมือถือหรือดูจออยู่มันคือความต่อเนื่องที่ต่อเนื่องกันอยู่

Workpoint เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับตัวค่อนข้างเร็ว เร็วกว่าคนอื่น เขาเข้าใจในเรื่องของพฤติกรรมของคนดูโดยเฉพาะกับเจนวาย ที่โตขึ้นมาเรื่อยๆ เขาอยากทำอะไรเขาก็ทำโดยที่ไม่ต้องมานั่งรอ

ในมุมของ กรรณิการ์ มองว่า หลักๆ ก็คือจะเริ่มที่ Content ก่อนแล้วสะดวกที่ Media ไหน Platform ไหนก็ไปตามนั้นเหมือนเป็น On Demand Content ที่เราอยากเสพบนเวลาไหนที่เราต้องการ เพราะฉะนั้น Content มันเป็นการดึงผู้บริโภคเข้ามาหาเราเข้ามาหา Content สมัยก่อนเราจะคิดว่าเวลามี Ads คนจะวิ่งหนี แต่ปัจจุบันผู้บริโภคมีความสนใจที่หลากหลายมากขึ้นและสั้นลง แทนที่เราจะรอให้แอดไปเสิร์ฟแล้วคนวิ่งหนีเรา เราทำคอนเทนต์ให้ดีคนก็จะเข้ามาหาเราเอง

พเยาว์ เสริมไปอีกว่า เราอยากให้การทำงานของผู้ผลิตทั้งหมดมีความครอบคลุมทั้งในเรื่องของออนไลน์ออฟไลน์ โดยไม่มีกำแพงมากั้นระหว่างกันว่าตรงนี้ทำได้ ตรงนี้ทำไม่ได้ ทางฝั่งเราที่เป็นเอเยนซี เราพร้อมแล้วที่จะทำงานไปพร้อมกับผู้ผลิตรายการลูกค้าเองก็อยากเห็นอะไรใหม่ๆ ไม่ได้อยากเห็นอะไรที่เกิดขึ้นบนทีวีอย่างเดียว แต่เห็นแบบมัลติสกรีนนี่แหละ เขาก็จะเอาข้อมูลตรงนี้ไปต่อยอดของเขาเอง

เขาไม่ได้ต้องการตลาดแมสทั้งประเทศ เขารู้ตลาดที่เขาต้องการซื้อขาย ตลาดเป้าหมายของเขาคือใครและช่องทางไหนที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเขาได้ขายสินค้าได้นั่นแหละ คือสิ่งที่เขาอยากทำที่สุด คือพวกเราพร้อมตอนนี้ เพียงแต่ว่ากำลังรอเรื่องของเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตต่างๆ กำลังทำ บางครั้งเขาอาจจะยังไม่เข้าใจว่าลูกค้าจะเห็นยังไง Media Agency ก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ที่จะเชื่อมความเข้าใจซึ่งมันเป็นไม่ได้ที่ผู้ผลิตทุกคนจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ปัทมวรรณ อธิบายต่อว่า เหมือนกับเราเป็น Partner กับทางผู้ผลิต ว่าเจ้านี้พร้อมที่จะไปกับเราด้วยหรือไม่และเราจะช่วย Support อย่างไรและเราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย อย่างที่บอกว่าลูกค้าไปไกลมากแล้วแต่ฝั่งมีเดียฝั่งผู้ผลิตยังไปไม่ทัน

สุดท้ายแล้วที่พูดมาทั้งหมดเลย มันคือเรื่องขององค์กร ที่ต้องบอกว่าเราไม่มี Product เราไม่ได้มีของขาย สิ่งที่สำคัญที่สุดของมายด์แชร์ก็คือเราจะไม่ได้อยู่ในจุดนี้ได้ ถ้าเราไม่มีคนที่ไปกับเราได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทรนนิ่งเพียงอย่างเดียว แต่ Well - being ก็สำคัญไม่เเพ้กัน

เมื่อมีความเยอะในการทำงานมันก็มีความล้า แน่นอนว่าคนทำก็คือคนก็คือมนุษย์คนนึง ทุกคนจะต้องนอน 8 ชั่วโมงจะต้องพักผ่อน สำคัญก็คืออาจจะดูเป็นคําที่เชย แต่ก็ยังใช้ได้เสมอก็คือ Work Life Balance ที่เราพูดกันมาตลอด ต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้อย่างจริงจัง บุคลากรของเราอยู่ตรงไหนอยู่ในจุดไหน

เราพยามทำมาตลอดอย่าง Happy Friday ที่ทุกวันศุกร์ให้พนักงานสามารถกลับบ้านได้ 4 โมงเย็น เราพยายามคุยกันในเรื่องที่มันยืดหยุ่นในการทำงาน เราคุยกันในเรื่องของการทำงานที่บ้าน วิธีการง่ายๆ ก็คือคนที่เกี่ยวข้องกับงาน หรือคนรอบข้างตัวคนๆ นั้นไม่มีคอมเพลน มีเรื่องของงานแค่นั้นทุกอย่างจบ ทุกคนสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ เราไม่มีนโยบายตอกบัตรไม่มีนโยบายในการสแกนนิ้วเวลาเข้างานมาตั้งนานแล้ว นี่เป็นเรื่องของคน

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างไร ไปไกลขนาดไหน องค์กรก็ยังต้องการคนที่เหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรนั้นๆ

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.