LINE Pay การขยับครั้งใหญ่ ของแอพแชท

Apr 21, 2017 P.Sano

ประภากร ลิปิกรณ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ RABBIT-LINE PAY Company Limited กล่าวว่า FinTech ในประเทศไทยเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เพิ่งเกิดเป็นกระแสอย่างจริงจังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากอิทธิพลของ Startup ที่มาช่วยผลักดันให้ FinTech มีความโดดเด่นมากขึ้น ส่งผลให้สถาบันการเงินในประเทศ หรือแม้กระทั่งค่ายโทรคมนาคมต่างๆ ก็เริ่มเห็นบทบาทความสำคัญ จนต้องพัฒนาระบบของตนเองให้ทันสมัยมากขึ้น หรือไม่ก็จับมือกับพันธมิตร FinTech หรือ สตาร์ทอัพต่างๆ เพื่อพัฒนา FinTech ของตนเองให้ครอบคลุม และผลักดันให้เกิด Cashless Society อย่างเต็มรูปแบบ

“E-Payment ของ Line มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นแชตแอพพลิเคชั่น คนไทยมีการใช้งานประมาณ 33 ล้านคน พอมีคนใช้เยอะขึ้นเราก็มองถึงการแตกไลน์เซอร์วิสมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการขายสติ๊กเกอร์มีเรื่อง E-Commerce เข้ามา เริ่มเห็นเรื่องของเซอร์วิสที่เป็น E-Payment เพราะเมื่อฐานลูกค้ามากขึ้น ลูกค้าต้องการจับจ่ายเราก็ต้องหาวิธีเพิ่มช่องทางที่สะดวกมากขึ้น มีเซอร์วิสที่ครบวงจรมากขึ้น นั่นคือ โจทย์ที่ทำให้เรามี Line Pay เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในช่วง 6 เดือนแรก จากฐานผู้ใช้ Line 33 ล้านคน สมัครใช้ Line Payจำนวน 1 ล้านคน ผ่านไปเกือบๆ 2 ปี ตอนนี้เรามีจำนวนผู้ใช้ Line Pay เพิ่มขึ้นเกือบ 2.5 ล้านคน ถือว่าเติบโตค่อนข้างเร็ว ส่วนหนึ่งมาจาก Line Platform ที่ค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว”

การขยายกรอบธุรกิจจาก Chat App ไปสู่ธุรกิจ E-Payment ภายใต้กลยุทธ์ Line Beyond Chat คือความพยายามในการนำเอาจุดแข็งของ Chat App ที่มีฐานผู้ใช้งานในประเทศไทยมากกว่า 33 ล้านคน มาเชื่อมต่อกับธุรกิจอื่น ไม่ต้องดาวน์โหลดแอพอื่นเพิ่มเติม ขณะเดียวกันได้ทำการพัฒนาระบบให้สะดวกต่อการใช้งาน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ควบคู่กับการให้ความรู้ ความเข้าใจผู้ใช้ในส่วนการใช้งาน เงื่อนไขต่างๆ

อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และขยายฐานการให้ความรู้ความเข้าใจผู้ใช้ รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับฐานร้านค้าต่างๆ เพื่อขยายฐานการให้บริการให้ครอบคลุม ตอบโจทย์ผู้ใช้ด้านการใช้จ่ายในทุกไลฟ์สไตล์ เช่น การจับมือร่วมกับ Rabbit ที่มีฐานร้านค้าออนไลน์จำนวนมากทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีคอนเทนต์ที่ดึงดูดใจผู้ใช้ มีแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เข้ากับช่วงเวลา ให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจ สนุกและมี Benefit กลับสู่ตนเอง

“ในส่วนของเมืองไทย Rabbit LINE Pay มีการปรับรูปแบบระบบบริการให้สอดคล้องทั้งกับ Worldwide และ Local ทางด้าน World Wide มีการพัฒนาฟีเจอร์หลักให้เทียบเท่าระดับสากล ตอบโจทย์พื้นฐานผู้ใช้งานในการใช้จ่ายผ่านมือถือได้อย่างครบครัน โดยในขณะเดียวกันก็มีการปรับบริการให้เข้ากับผู้ใช้ในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย ส่วน Local  มีการปรับระบบและฟังก์ชั่น UX, UI ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ในประเทศไทย โดยมีการเชื่อมต่อกับแอพแชต LINE เพื่อให้สะดวกต่อการเข้าใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีคอนเทนต์และฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์คนไทย เช่น Utility (จ่ายบิลค่าไฟ) Donation (บริจาคสมทบทุนองค์กรหรือโครงการต่างๆ) เติมเงินเกม หรือซื้อตั๋วหนัง เป็นต้น”

ประภากร กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ LINE แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

หนึ่ง กลุ่ม Gen X, Y (36-50 / 16-35) เป็นกลุ่มที่ใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยค่อนข้างสูง กล้าทดลอง เรียนรู้

ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่จะได้สัมผัสการใช้บริการของ Rabbit LINE Pay ถ้าใช้แล้วรู้สึกชอบก็จะบอกต่อทางโซเชียล รีวิวต่อๆ กัน แต่หากไม่ชอบก็จะพยายามลองบริการใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ Rabbit LINE Pay จึงเน้นการพัฒนาระบบและบริการให้ผู้ใช้ได้รับ First Experience ที่ดีที่สุด

สอง กลุ่ม Baby Boomer เป็นกลุ่มผู้สูงอายุขึ้นมาจากกลุ่มแรก กลุ่มนี้อาจจะต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจเป็น

อย่างมาก ในการที่จะลองใช้บริการใหม่ๆ ซึ่งก็นับแยกเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ท้าทายแพลตฟอร์มผู้ให้บริการอย่าง Rabbit LINE Pay เช่นกัน

            “หัวใจสำคัญของนโยบายการสื่อสารของ Rabbit LINE Pay คือเน้นการสื่อสารที่ง่ายต่อการเข้าใจมากที่สุด ผู้ใช้จะต้องเข้าใจความสำคัญได้แบบไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะผู้ใช้ที่หันมาชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ล้วนต้องการความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่มเป้าหมายทั้งสองกลุ่ม ขณะที่นโยบายด้านการตลาด Rabbit LINE Pay เน้นการทำแคมเปญที่ให้ Benefit กลับต่อผู้ใช้ที่มาใช้บริการแพลตฟอร์มของเรา ให้ผู้ใช้รู้สึกว่านอกจากจะได้ความสะดวกสบายในการใช้จ่ายแล้ว ยังได้สิ่งตอบแทนกลับมา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ Discount, Cash Back เงื่อนไขจะต้องไม่ยุ่งยาก เพื่อให้กลุ่ม Gen X, Y เกิดความประทับใจในการใช้งานครั้งแรก”

สำหรับเป้าหมายสำคัญของ Line Pay มีอยู่ 3 เรื่องหลัก เรื่องแรก คือการ Synergy กับทาง Rabbit เพื่อสร้างเครือข่ายร้านค้าให้ครอบคลุม เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของตัวBTS ซึ่งมีแผนกำหนดอย่างชัดเจนแล้วว่า จะต้องมี Rabbit Line Pay ที่ชำระเงินได้เพื่อส่งเสริมทางด้าน Transformation ในเมืองไทย ต่อไปจะเห็นพฤติกรรมคนใช้สมาร์ทโฟนชำระเงินแล้วเข้าเดินทางผ่าน BTS ได้ ส่วนที่สองจะเป็นเรื่องของแอดออนเซอร์วิสของทาง Line Pay ปัจจุบันมีร้านค้าประมาณ 500 รายหลักๆ ก็จะต่อยอดมากขึ้น แอดออนเซอร์วิสอาจจะมีเรื่องฟู้ด เรื่องช็อปปิ้งเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป้าหมายเรื่องที่สาม คือเรื่องของ Feature ซึ่งต้องมองเรื่องของการมี Top up Channel ที่มากขึ้น และเซอร์วิสสะดวกมากขึ้น

“ความท้าทายของ Line Pay นับจากนี้ อันดับแรก คือ การให้ความรู้ความเข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง ว่าการชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มผู้ให้บริการบนมือถืออย่าง Rabbit LINE Pay สะดวกและปลอดภัยอย่างไร อีกทั้งยังมี Benefit กลับสู่ผู้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งนับเป็นความท้าทายมาตลอดตั้งแต่การเปิดให้บริการของเรา และเชื่อว่าทุกผู้ให้บริการ ภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสำคัญเรื่องนี้มากเช่นกัน อันดับสอง คือ การผลักดัน Cashless Society ให้เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย โดยต้องร่วมมือทั้งกับภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สัดส่วน 45.9% ของผู้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือในประเทศไทยเพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นพร้อมๆ กัน” ประภากร กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.