31,685
VIEWS

ล้วงความลับ เอ วราวุธ ผู้ปลุกปั้น ZENSE Entertainment จากน้ำผึ้งพระจันทร์ สู่ รายการระดับเอเชีย

Apr 03, 2018 S.Worapol

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับรายการเกมโชว์บนหน้าจอทีวี อย่างศึกน้ำผึ้งพระจันทร์ เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่ารายการเหล่านี้ใครกันที่เป็นผู้ผลิต และผู้สร้างสรรค์ผลงานออกมา

แน่นอนว่า เรากำลังพูดถึง ZENSE Entertainment ผู้ผลิต Content รายการทีวี เกมโชว์ เชื้อสายไทย 100% และในวันนี้ทีมงาน BrandAge Online ก็ได้รับเกียรติจาก วราวุธ เจนธนากุล Chairman & CEO ZENSE Entertainment พูดคุยแบบเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแง่คิดต่างๆ หลังจากบรรทัดนี้ต่อไป เชื่อว่าต้องมีประโยชน์กับแฟนๆ BrandAge Online อย่างแน่นอน

Q: ถ้ามองในภาพรวมของอุตสาหกรรม มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา พี่เอมองภาพตรงนั้นยังไงบ้าง ผลกระทบกับเรา ประเมินสถานการณ์อย่างไร

A: ก็เป็นอีกหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนแปลงไป แพลตฟอร์มเดิมที่เราอยู่คือ มีทีวีกัน 4 ช่องที่เป็นCommercial  แต่ปัจจุบันเรามีทีวีที่ดำเนินธุรกิจอยู่ 22 ช่อง เพราะฉะนั้นในแง่ของตัวแพลตฟอร์มเองก็ทำให้คนดูมีทางเลือกมากขึ้น  ยังไม่นับรวมแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทางยูทูบ เฟสบุ๊ค ไลน์ทีวี หรือช่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับสตรีมมิ่ง   ก็มีเติบโตขึ้นมาค่อนข้างเยอะ

เพราะฉะนั้นต้องบอกว่า ธุรกิจนี้หัวใจหลักสำคัญก็คือ Content ใครสร้าง Content ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนดูได้มากที่สุดก็มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะ

Q: การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้วิธีคิดหรือวิธีการทำงานมันเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหน

A: ผมเองก็ถามตัวเองว่า นับจากปีแรกมาจนปัจจุบันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากขนาดไหน ย้อนไปที่ปีแรกเราทำรายการที่เราคิดขึ้นมาเอง อย่างรายการศึกน้ำผึ้งพระจันทร์ ผมก็มองว่าการคิดขึ้นมาเองก็มีข้อดีตรงที่ว่า อาจตอบโจทย์คนไทย แต่ว่าเราจะไม่เห็นความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นรูปแบบ เป็นระบบเหมือนอย่างที่ต่างชาติเขาคิดมา

หลังจากนั้นปีที่ 2 ทาง ZENSE เริ่มมีการไปติดต่อต่างประเทศเพื่อที่จะหาฟอร์แมตรายการใหม่ๆ เราก็มองแล้วว่าการคิดฟอร์แมตเองในระยะยาวอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ เพราะว่าลักษณะการคิดรายการของคนไทยยังถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขหลายๆ อย่าง ไม่สามารถทำให้คิดเป็นระบบได้ สังเกตรายการเรา อย่าไปเรียกฟอร์แมตเลยดีกว่า เป็นรายการที่ไหลไปเรื่อยๆ ยันจบ อยากจะแบ่ง 5 ช่วง ก็แบ่ง ไม่มีอะไรตายตัว แต่ในขณะเดียวกันที่ฟอร์แมตของต่างประเทศจะมีรูปแบบลงตัวชัดเจนว่าแต่ละเบรกมีอะไรบ้าง เล่นอะไรบ้าง จบยังไง นี่คือความแตกต่าง

เพราะฉะนั้นอย่างที่บอก ถ้ากลับมาที่คำว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจคือ Content งั้นก็ไปหา Content ที่ดีที่สุดในโลกมาดีกว่าไหม

ระหว่างทางที่เราหา ระหว่างทางที่เราผลิต รายการฟอร์แมตระดับโลกมา เราก็เรียนรู้วิธีการคิดของเขา เราเรียนรู้ว่าเขาคิดยังไง เรียนรู้ว่าเหตุและผลของการสร้างรายการนี้ขึ้นมาเกิดจากอะไร แล้วก็เอาจุดนั้นมาพัฒนาตัวเอง

ปัจจุบันนี้เราทำรายการที่เป็นฟอร์แมตต่างประเทศน่าจะ 11 ฟอร์แมตแล้ว เราเอาจุดตรงนั้นที่เราเรียนรู้ทั้งหมดมาคิดรูปแบบ สร้างฟอร์แมตขึ้นมาแล้วก็ส่งขายต่างประเทศ ย้อนกลับไปเลย (คือเหมือนย้อนกลับไปอีกรอบหนึ่ง) นั่นคือเหตุผลว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไรบ้าง บางคนก็จะบอกว่า ZENSE เก่งแต่ซื้อฟอร์แมต ผมเคยได้ยินนะไม่ใช่ไม่เคยได้ยิน แต่ผมก็บอกว่า เขาไม่  รู้หรอกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่  ผมก็กำลังศึกษาอยู่ กำลังเรียนรู้อยู่ แล้วก็นำตรงจุดนี้เป็นจุดแข็งของ ZENSE ในการคิดรูปแบบรายการแล้วก็ผลิตในเมืองไทยส่งขายออกต่างประเทศ

Q: คือตอนแรกเรายังต้องเรียนรู้ก่อน ถึงวิธีการคิด แล้วค่อยต่อยอด

A:  ถูกต้อง ผมว่า ZENSE เริ่มต้นมาก็เหมือน Content Provider ทั่วๆ ไปในเมืองไทย มีรูปแบบวิธีการคิดด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้เราไม่สามารถคิดได้เป็นระบบระเบียบ ไม่สามารถคิดให้เบ็ดเสร็จได้ พูดง่ายๆ คือทำไปปรับไป ทำไปเปลี่ยนไปตลอดเวลา มันก็เลยไม่มีความลงตัวสักที

ทีนี้เราก็พยายามหารูปแบบในการที่จะทำยังไงให้เราโตอย่างมีคุณภาพ โตอย่างมีความแข็งแกร่ง ก็คือการหา Content หา Partner ที่มี Content ดีๆ มาเป็นพันธมิตรกับเรา แล้วก็นำรายการที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาผลิตเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทย แล้วออกอากาศให้ท่านผู้ชมได้รับชมกัน พอเราเรียนรู้อย่างนี้มาเรื่อยๆ แล้วก็ปรับตัวทำให้สามารถก้าวต่อไปได้

Q: ตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตัวโครงสร้างอุตสาหกรรม พฤติกรรมของผู้บริโภค หรือว่าเทคโนโลยี เราปรับตัวกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง

A: ก็...ผมว่าเราคงไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราคงต้องปรับตัวตาม เราก็เรียนรู้ เราก็สร้างแพลตฟอร์มสร้าง Engagement กับคนดูไปร่วมกันในทุกๆ ช่องทางที่ผู้ชมๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็น YouTube Facebook ไม่ว่าจะเป็น LINE TV แพลตฟอร์มหลักๆ ZENSE ไปถึงหมด ไปเพื่อให้เขามีโอกาสรับชม มีโอกาสได้ดูผลงานของทาง ZENSE มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราปรับตัวก็จะเห็นว่าเราก็เติบโตในทุกๆ แพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มทีวีเรตติ้งเป็นตัวตอบอยู่แล้ว เรตติ้งของ ZENSE ในหลายๆ ช่วงเวลาเป็นอันดับ 1 ใน YouTube ปัจจุบันก็พบว่าเรามี Subscribe น่าจะเกิน 1.4 ล้าน รวมทุกๆ ช่อง YouTube ของเรา ถัดมาใน Facebook ในหลายๆ รายการก็มี  Follow มีคนไลค์น่าจะเกินล้านเหมือนกัน แล้วก็ใน LINE TV เราก็มี Content ใหม่ๆ ให้ทาง LINE TV เสมอมา

Q: จริงๆ แล้วพอฟอร์แมตหรือแพลตฟอร์มมันกระจายไป ทำให้วิธีการทำงานจากแต่ก่อนที่ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มันมีหลายช่องทาง วิธีคิดก็ต้องเพิ่มตามไปด้วย พี่เอจัดการตรงนี้ยังไง

A: ผมว่าสุดท้ายคนดูก็ตอบโจทย์ที่ Content ถามว่าวิธีคิดเปลี่ยนไหมผมก็ว่าไม่เปลี่ยน เพราะผมว่าคนดูก็ต้องการอะไรที่มันตื่นตาตื่นใจ แปลกใหม่ แล้วก็สนุกสนานคุ้มค่ากับเวลาที่เขาจะเสียไปในการที่จะรับชมรายการของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหา Content ที่ดีที่สุด ถ้าจะเป็นเกมโชว์ก็ต้องตื่นเต้นจริงๆ ต้องสนุกจริงๆ หรือถ้าจะเป็นซิทคอมก็ต้องตลกจริงๆ เราก็สร้าง Content แบบนั้นมาตอบโจทย์

ถามว่าเปลี่ยนไหมผมก็ว่าไม่ได้เปลี่ยน ทุกยุคทุกสมัยผมว่าคนก็อยากหา Content ที่สนุกที่สุด เพียงแต่ว่าสมัยก่อนตัวเลือกมันน้อยบังคับให้คนสมัยก่อนดู อย่างที่ผมบอกมี Commercial TV อยู่ 4 ช่อง กดยังไงก็ไม่พ้น 4 ช่องนี้ สมัยก่อนทำ Content ไหนคนรู้จักหมด แต่วันนี้คุณทำ Content  ถ้าจะอยู่ในทีวีอย่างเดียว คุณมี 22 ช่อง สู้กับอีก 21 เจ้า เพราะฉะนั้นความเข้มข้นการแข่งขันมันสูงกว่า ผมว่า Content ที่จะ Win ที่สุดก็คือ Content ที่ดีที่สุด

Q: สุดท้ายแล้วคือตั้งต้นที่ Content แล้วไปแพลตฟอร์มที่ลูกค้าอยู่

A: ใช่ แล้วก็มองดูว่าแพลตฟอร์มนี้เหมาะสมกับ Content  แบบนี้หรือเปล่า แล้วก็โตไปตามเขา

Q: รูปแบบมันเหมือนหรือต่างกันไหม สมมุติว่าวิธีคิดเราจะเอา Content แบบนี้ลงทีวี Content  แบบนี้ลงไปที่แพลตฟอร์มอื่นๆ

A: อ๋อ แน่นอนว่าข้อจำกัดมันแตกต่างกันเยอะมาก ก็ต้องบอกว่าข้อจำกัดของทีวีเรามีเซ็นเซอร์ช่อง มี กสทช. เรามีกฎอะไรมาครอบคลุมอยู่ค่อนข้างละเอียดอยู่พอสมควร ในขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ ยังเปิดกว้างมากกว่า แน่นอนว่า Content มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการตอบโจทย์ในทุกๆ แพลตฟอร์มมันยากนะ แต่ ZENSE ก็ถือว่าทำได้ดีในทุกแพลตฟอร์มนะครับ อย่างซิทคอมใน บ.ฮาไม่จำกัด เรตติ้งก็ถือว่าดี คนดูออนไลน์ก็ถือว่าไม่เป็นรองใครเหมือนกันเป็นที่นิยมมากๆ

เพราะฉะนั้น Content แบบนี้ผมว่าแตกต่างจากอันอื่น บางอันเป็น Content ที่อยู่บนออนไลน์ดังนะ ผมยอมรับ แต่คุณไม่มีทางขึ้นมา TV ได้ เพราะคุณอาศัยความรุนแรง หรือการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมในการใช้ออกอากาศทางโทรทัศน์ อย่างนี้คุณนับว่ายังไง คุณจะนับว่าเขาสำเร็จทางออนไลน์แล้วไงต่อ เขาก็มาทำทีวีต่อไม่ได้ บางรายการเป็นแบบนั้น แต่รายการเราด้วยความที่เราโตจาก TV เป็นหลัก เราก็จะมองแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่จะช่วยทำให้รายการเป็นที่นิยมมากขึ้น

Q: มองว่าเป็นตัวเสริมกันมากกว่า

A: ใช่ มันไม่มีใครมาฆ่าใครหรอก ถ้าถามผม มันมีแต่มาเสริมกันให้เป็นที่นิยมมากขึ้น คุณไม่ทันกลับบ้านสมัยก่อน กลับบ้านไปไม่ได้ดู TV คุณไม่ได้ดูอีกเลยนะ คือลาก่อนเลย ต้องไปฟังจากเพื่อนเล่า เพื่อนเล่าอันนี้ อันโน้น แต่ปัจจุบัน กลับบ้านไม่ทันหรือ เดี๋ยวเปิดดูจากยูทูบได้ เดี๋ยวเปิดดูจากไลน์ทีวี เดี๋ยวเปิดดูจากเฟสบุ๊คอะไรได้ เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้มาเสริม Content ให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มมากกว่า

Q: ทีนี้ในฝั่งของแบรนด์ หรือ Agency ที่ซื้อโฆษณา เขามีมุมมองหรือวิธีคิดตรงนี้ยังไงบ้าง

A: ผมว่า เขาการปรับตัวไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค เขาก็เริ่มจะกระจายเงินบางส่วนไปลงออนไลน์ แต่ว่าเท่าที่เห็นที่ผ่านมา 3-4 ปี เขาก็เรียนรู้ไปกับการโฆษณาในออนไลน์เหมือนกัน บางผลิตภัณฑ์ บางแคมเปญก็อาจจะประสบความสำเร็จแต่หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่เคยลงก็อาจจะบอกว่า TV ดีกว่า แต่ทางเราเองมีแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งหมด เรื่องลงโฆษณาผมว่ามันตอบโจทย์นะ ทีวีคุณก็ได้ ออนไลน์ผมก็มี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ ZENSE โตอย่างแข็งแรง

Q: อย่างวิธีการคิดร่วมกันระหว่าง Agency โฆษณา แบรนด์ และ Content Provider เมื่อก่อนกับวันนี้มันเปลี่ยนแปลงยังไง เมื่อก่อนอาจจะมีแต่สปอต แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันจะมีพวก Branded Content หรือว่าอะไรแบบนี้เข้ามา

A: ผมว่า วันนี้ Branded Content ก็โตขึ้น เพียงแต่ว่าโจทย์มันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนคุณก็ต้องสร้าง Content  ที่มีความสนุกสนานบวกกับการขายสินค้าที่เนียนๆ ไปด้วย ซึ่งมันก็เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก

2 อย่างนี้ ภาษามันคนละขั้วแต่ว่าทำยังไงให้มาเจอกันตรงกลางให้ได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ก็ใช้เวลาในการทำค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็มีหลายๆ ลูกค้า หลายๆ Agency ที่สนใจทำลักษณะนี้เหมือนกัน

Q: ส่วนใหญ่เทรนด์หรือแนวโน้มที่แบรนด์หรือ Agency มองกลับมาที่ Content Provider ยังไง

A: ถ้ามองว่าแบรนด์หรือ Agency สุดท้ายผมว่าคีย์ที่จะวัดความสำเร็จคือเรตติ้งเท่านั้นแหละครับ เรียกว่าเป็นดัชนีชี้วัดในทุกๆ มิติการลงโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา เรื่องการเข้าถึงคน แคมเปญที่จะรับรู้ สุดท้ายมันอยู่ที่เรตติ้ง เรตติ้งก็มาในรูปแบบของเรตติ้งทีวี ในแง่ของวิว ลักษณะนี้ การเม้นต์ การกดไลค์ การตอบโต้เป็นตัวเลขหมด เพราะฉะนั้นผมว่ามันอยู่ที่ฟีดแบ็คจากเรตติ้งทั้งหมด

Q: กลับมาที่ตัว ZENSE จากจอนแรกพี่เอบอกว่า เราทำรายการน้ำผึ้งพระจันทร์ ณ วันนั้นกับการตั้ง ZENSE Entertainment ขึ้นมาจนถึงวันนี้ มันมีความแตกต่างในเรื่องของ Positioning ของเรายังไงบ้าง

A: มีครับ ตั้งแต่ปีแรกความตั้งใจเลยคิดว่า ผมมีไอเดียอยากจะทำรายการขึ้นมาสักรายการหนึ่ง พูดตรงๆ เลยปีแรกก็มีรายการ 2 รายการอยู่แบบสบายๆ ก็ตามไอเดียที่เรามี แต่พอไปถึงจุดหนึ่งขึ้นปีที่ 2  ปีที่ 3  เราก็เริ่มมองตัวเราเองแล้วว่า ศักยภาพเราสร้างได้มากกว่านั้น แต่การโตได้มากกว่านั้นแน่นอนว่าต้องมาจากทุกองค์ประกอบ นั่นก็คือเราต้องมี Content ที่ดี มีทีมผลิต Content ที่ดีด้วยเช่นกัน ต้องมีส่วนในการดำเนินการให้ Content ของเราเป็นที่นิยมมากขึ้น มีแพลตฟอร์มหลายๆ อันเพื่อรองรับอนาคตจะเกิดขึ้น ในตอนนั้นปีที่ 3 ยังไม่มีทีวีดิจิทัลด้วย แต่เรารู้ว่าทีวีดิจิทัลกำลังมา เราก็ต้องเสริมทีมเข้าไป เราต้องทำออนไลน์ไปคู่กันไหม เราต้องมี PR เราต้องมีทุกอย่างที่จะทำให้รายการของเราเป็นที่รับรู้ เป็นที่พูดถึงในทุกๆ สื่อ

Q: แล้ววันนี้คนที่เป็นลูกค้าเราจดจำเราเป็นในภาพไหน

A: ผมว่าวันนี้ ZENSE ก็เป็นในแง่ของ Independence Content Provider พูดง่ายๆ คือเราเป็นเบอร์ 1 ของเกมโชว์และวาไรตี้โชว์ในฐานะของ Independent Content Provider ในอุตสาหกรรมผมเชื่อว่า เราไม่ได้เป็นสองรองใคร ทุกคนก็จะมั่นใจและไว้ใจได้ว่าคุณภาพรายการเป็นคุณภาพที่ดีแล้วก็เป็นที่สร้างเรตติ้งให้กับทั้งสถานี และนำความสุขความสนุกสนาน สาระ ความรู้ ความบันเทิง ให้ผู้ชมได้รับชมกัน

Q: อย่างนี้เรามองว่า Asset ของเราคืออะไร

A: Asset หลักๆ ของZENSE ผมว่ามันก็คือ Activity ที่เราสามารถนำสิ่งแปลกใหม่ แล้วก็เราสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ในการผลิตรายการขึ้นมาระดับหนึ่ง เรามีรายการที่ประสบความสำเร็จจากทั่วโลกมา เรียกว่ามานำเสนอผ่านแบรนด์ของ ZENSE ปัจจุบันเรามีพันธมิตรจากทั่วโลกที่เราทำงานร่วมกันมานาน ไม่ว่าจะเป็น NBC Universal Studio อันนี้ทำงานกับเรามานาน Endemol Shine Group ก็ทำกับเรามาตั้งแต่แรกๆ เลย ทั้ง Sony แล้วก็ยังมี วิเวนดี้ จากฝรั่งเศส ณ ปัจจุบันเราก็เป็น Partner เรียกว่า ทำงานใกล้ชิดร่วมกันกับ CJ Entertainment and Media ของเกาหลี ซึ่งถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของเกาหลี ล่าสุดก็เพิ่งออนแอร์รายการแรกไปชื่อ เฮ มัน โชว์  Golden Tambourine  เป็นฟอร์แมตของ CJ EAM

เพราะฉะนั้น วันนี้ ZENSE โตเข้ามาปีที่ 8 พันธมิตรเรามีมากเรื่อยๆ แล้ว ก็เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจ มั่นใจคุณภาพการผลิตของ ZENSE ถ้าถามผมก็คงไม่ง่ายมั้งครับ ที่บริษัทที่เริ่มต้นจากความอยากจะทำรายการสักรายการสองรายการมาถึงวันนี้ เราน่าจะมีรายการออนแอร์ถึงปัจจุบันมี 11 รายการได้ นั่นคือการเติบโต แล้วก็ผมเองในฐานะผู้นำของบริษัทก็จะพยายามสร้างฐานทุกอย่างให้แข็งแรง การมีพาร์ทเนอร์เยอะมันก็คือความแข็งแรงอย่างหนึ่ง การมีกำลังการผลิตที่ได้มาตรฐานได้คุณภาพ อันนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ ZENSE เติบโตได้อย่างมั่นคง

Q: เมื่อกี้พี่เอพูดถึงเรื่องของมาตรฐานที่เราสร้างขึ้นมาใหม่ อยากให้ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆได้ไหมว่า อะไรที่บอกว่าเราทำแล้วมันเป็นการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรม

A: เบื้องต้นพูดง่ายๆ เลยคือเปิดรายการของ ZENSE ทุกรายการ จะเห็นเวทีของZENSE ที่มันไม่เหมือนใคร เวทีที่ไม่มีใครกล้าลงทุน เรายกระดับคุณภาพความแปลกใหม่ในแง่แมคคานิกส์เติมเข้ามาอยู่ในทุกๆ รายการ สังเกตรายการของ ZENSE ถ้าท่านผู้ชมดูก็จะมีทุกอย่าง เวทีมีตกก็มี เลื่อนได้ก็มี มีแมคคานิกส์เข้ามาเสริมตลอด ไม่ใช่ฉากบังหลังธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นแสงสีเสียงใส่หมด ฉากอลังการที่เป็นซิกเนเจอร์ของ ZENSE เลย เปิดมา นี่ โอ้ววว รายการใหญ่นี่ คือคุณเห็นฉากปุ๊บอันนี้คุณฟันธงได้เลยอันนี้ของ ZENSE แน่นอน

Q: หลายๆ สิ่งก็พยายามทำเพื่อที่จะสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย

A: ถูกต้อง สร้างการรับรู้การจดจำว่า รายการใหญ่ๆ แบบนี้ รายการสนุกๆ แบบนี้มาจาก ZENSE นะ เรียกว่าเป็นอีกเจนเนอเรชั่นหนึ่งมากกว่าครับ เพราะผมก็เคยเป็นเด็กมาก่อน โตมากับรายการทีวีสมัยก่อน ก็อยากให้เด็กๆ ที่โตมากับรายการสมัยนี้ดูรายการโทรทัศน์แล้วก็จำได้ว่านี่แหละ ZENSE Entertainment

Q: 8 ปีที่ผ่านมาอะไรคือ Key Success Factor ของเรา

A:  ผมว่าธุรกิจทีวีมันมีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่ง คือมันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน เทคโนโลยีอื่นมันเป็นแค่อุปกรณ์ มันไม่สามารถทำตัวมันเองได้ มันต้องอาศัยคนมาควบคุม ไปทำ ไปคิด ไปสร้างสรรค์ขึ้นมา ผมว่า ZENSE คุณภาพของบุคลากรเป็นจุดสำคัญในความสำเร็จ 8 ปีที่ผ่านมา

Q: 8 ปีที่ผ่านมา มันมีจุดเปลี่ยนอะไรบ้างแต่ละช่วง แต่ละช่วงที่มันทำให้พลิกตัวเองขึ้นมา

A: ก็อย่างที่บอกไป 2 ปีแรก เราเรียนรู้ว่าเราจะไปทางไหน ปีที่ 3-5 เป็นปีที่เราเรียนรู้การทำงานร่วมกับต่างประเทศ ปีที่ 3 เป็นปีที่ค้นหาพาร์ทเนอร์ ก็ต้องบอกว่า ช่วงที่เรามาใหม่ๆ เวลาเราไปหาพาร์ทเนอร์ไม่มีใครคุยกับเรา พูดตรงๆ เพราะคิดว่าเราเล็กเกินไป ยังใหม่อยู่ เคยทำอะไรหรือยัง ? ยังไม่เคย ซึ่งเราก็ใช้ความพยายาม

พอมาปีที่ 3-5 เป็น Process ของการเรียนรู้เขาและเราร่วมกัน ในช่วงปีที่ 6 - 8 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เราได้ฉายแววไห้เห็นว่าเรามีความสามารถ คุณภาพ ว่าเราจะสามารถโตไปได้มากกว่านี้

Q: ตรงนี้ภาพที่คนภายนอกเขามองจากอะไรว่าเรามีความสามารถ

A: อย่างที่เรียนครับ ผมเป็น Content Provider ก็ดูจากคุณภาพของ Content  ทุกรายการต่างประเทศที่เราทำมา รายการที่เราผลิตเองต้องบอกว่าจำนวนตอนเราไม่น้อย  อย่างปัจจุบันเกมโชว์ที่เรตติ้งดีที่สุดในประเทศไทยคือ ตกสิบหยิบล้าน Still Standing Thailand นี่น่าจะ 300 กว่าตอนแล้ว สำหรับต่างชาติ เขาถือว่ามหัศจรรย์มากนะ น้อยรายการที่เขาจะทำได้ แล้วเราก็ทำให้เห็นมาตลอดว่าเข้าปีที่ 3 แล้วเรตติ้งยังดีไม่ตกเลย

แล้วเราก็หา Creative ใส่เข้าไปตลอดเวลา อย่างรายการ Money Drop ก็ทำมาก็เกือบเหยียบๆ 300 เหมือนกัน แค่ 2 รายการนี้ซัดไป 500 กว่าตอนแล้ว ถ้าเป็นคุณขายฟอร์แมตแฮปปี้ไหมล่ะ?  เพราะฉะนั้นจากนี้ไปเวลาต่างประเทศ อยากจะเลือกพาร์ทเนอร์ในการผลิตรายการ ผมมั่นใจว่า ZENSE จะเป็นชื่อแรกที่เขานึกถึง เพราะผมไม่ได้พูดด้วยตัวผมเอง มันพูดด้วยตัวผลงานที่มันเกิดขึ้น

Q: จริงๆ แล้วอะไรเป็นตัวที่จุดประกายความคิดเราให้เรามีรายการใหม่ๆ ออกมา

A: ผมเติบโตมาจากคนดูโทรทัศน์มาก่อน เราก็อยากดูอะไรแปลกใหม่ เราก็อยากดูอะไรที่ต่างประเทศเขามี อยากให้คนไทยได้ดูได้มีโอกาสได้รับรู้และสนุกไปกับรายการรูปแบบนี้ นั่นก็คือแรงจูงใจ แล้วอีกอย่างหนึ่ง หลักในการทำธุรกิจของผมคือ ไม่ว่าจะธุรกิจอะไรก็ตามคุณต้องรู้ว่ามาตรฐานระดับโลกคืออะไรก่อน

ZENSE ของเรากำลังจะเติบโต เราเติบโตด้วยมาตรฐานจากระดับโลก ถ้าเรารู้ว่าโลกนี้มันไปทางไหนเราจะได้ไปถูก จะมีคนที่บอกเหมือนกบอยู่ในกะลา เรารู้แค่นี้เราก็ทำแค่นี้ ผมไม่อยากเป็นแบบนั้นเพราะผมอยากรู้ว่าโลกทั้งโลกใบนี้ ฟ้ามันสูงขนาดไหน โลกมันกว้างขนาดไหน ก็ต้องไปเรียนรู้โลกก่อน ไม่งั้นโลกคุณก็จะสูงแค่ประมานนี้ เพราะคุณไม่เคยเรียนรู้เลยว่าโลกนี้เขาทำอะไรกันอยู่ นั่นคืออย่างแรกเลย วันที่เรารู้แล้วว่า เฮ้ย ถ้าเราจะโตไปมากกว่านี้ ต้องรู้ว่าโลกมันใหญ่ขนาดไหน เราก็ต้องไปเรียนรู้โลก

วันนั้นผมจำได้ ผมตัดสินใจบินไปดูงานที่ฝรั่งเศส ไปดูว่าในตลาด Content ของโลกนี้  เทรนด์เขากำลังมาในเรื่องนี้ ในแง่ของเกมโชว์ไหม แง่ของวาไรตี้โชว์ไหม แง่ของทุกอย่าง No Script ทั้งหลาย หรือ Script ทั้งหลาย มันก็จะมีหลากหลายประเภท เราต้องไปเรียนรู้ก่อน

พอเราเรียนรู้ปุ๊บ เราก็เริ่มดูว่า สมมติถ้าเราทำเกมโชว์  เกมโชว์แรกที่เราอยากจะทำมีอะไรบ้าง ผมก็ลิสต์ขึ้นมาอยู่ 2- 3รายการ ก็พยายามติดต่อไป ถึงได้มีโอกาสทำรายการฟอร์แมตเกมโชว์ใหญ่ รายการแรกก็คือ The Money Drop Thailand    ก็ถือว่าเป็นรายการแรกที่ประสบความสำเร็จ แล้วเกิดเรตติ้งที่สูงสุดถึง 10.6-10.8 ก็ถือว่าสูงสุดขณะนั้นเลย แล้วปัจจุบันมีเกมโชว์ก้าวไปถึงไหม กล้าบอกเลยก็คงไม่มีอีกแล้ว เราสร้างสถิติแล้วก็คงอยู่ยาว

Q: อย่างพอเรามีมาตรฐานในการคิดในการทำรายการค่อนข้างสูงแบบนี้ รูปแบบการทำรายการของต่างประเทศที่เรานำมาปรับ มันสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยยังไงบ้าง

A: ผมเป็นคนตลกยาก เป็นคนสนุกมาก เพราะฉะนั้นผมดูรายการๆ หนึ่ง ผมจะคิดว่าถ้ารายการนี้ผมสนุก คนซัก 80% ของทั้งประเทศจะสนุกไปกับผม ผมก็ใช้มาตรฐานของตัวเองเป็นตัววัด ผมไม่รู้จะบอกเทคนิคคุณยังไงเหมือนกัน ผมดูรายการนี้แล้วรู้สึก เอ่อ อย่างนี้สนุกอ่ะ อย่างนี้เจ๋งอ่ะ อย่างนี้น่าจะดีนะ ถ้าเป็นคนไทยเล่นน่าจะสนุกนะ ผมก็คิดแค่นี้

ผมเลือกที่ว่า รายการแต่ละรายการมันมีหัวใจสำคัญของรายการคืออะไร เอามาทำแล้ว คนไทยจะชอบไหม แล้วสามารถทำได้นานหรือเปล่า นี่คืออย่างที่สองนะ แน่นอนมันมีหลายรายการแหละ เชื่อว่า 10 ตอนแรกสนุก แต่หลังจากนั้นทรมาน เพราะมันก็ไม่มีอะไร ซ้ำๆ จบไปที่ 10 ตอนแรก แบบนี้ก็จะไม่อยากทำเพราะรู้ว่ามันมีข้อจำกัดมันอยู่

แต่รายการที่ ZENSE เลือกมา เรตติ้งดี ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศ ผมคิดว่าถ้ามาปรุงเป็นรสชาติไทย คนไทยน่าจะชอบและต้องมี Content ที่ฟีดได้ตลอดเวลา คำว่า Content ที่ฟีดได้ หมายความว่าเราปรับได้ เราเติมไปได้ อย่างคำถามของตกสิบหยิบล้าน 300-400 ร้อยตอน ผมบอกให้นะ ตอนนึงผมมีคำถามไม่ต่ำกว่า 20 คำถามนะ คุณคูณไปตอนนี้ผมทำมา 6,000-7,000 คำถามแล้ว

ถามว่าถ้าคุณเลือกรายการที่คำถามไม่เยอะขนาดนี้ คุณทำได้ไหมล่ะ ก็ทำไม่ได้ไง แต่เราเห็นว่า อ๋อ แนวอย่างนี้ มีคำถามให้ คิดได้ตลอด มันก็จะไม่ซ้ำ บางรายการถามว่าอยู่ได้ไหมก็อยู่ได้ ก็ซ้ำไปซ้ำมา แล้วแต่คุณ แต่ว่าของเราเนี่ย เรามีคำถามที่พีคไปเรื่อยๆ

เป็นวิธีคิดของเรา วิธีเลือกของเรา บางรายการผมก็ต้องบอกต้องค่อยๆ ดู Concept  ดีแต่ว่ารายละเอียดยังไม่ได้ รอให้เขาพัฒนาก่อน ดูซิว่าเขาพัฒนาไปทางไหน ถ้าเขาพัฒนาดี ตัดสินใจซื้อ ผมก็ไม่ได้ผลีผลามอะไร ที่อื่นอาจจะผลีผลามเลย ซื้อเลย ทำเลย ผมก็บอก อ๋อ เอ่อ.. บางรายการผมก็ว่ามันมีรายละเอียด มีวิธี มีเวลาของมัน บางอย่างมันต้องบ่มเหมือนไวน์เลย บ่มถึงปีถึงจะโดน ไม่ต้องไปรีบกินหรอก กินไปก็ไม่อร่อย ทางเราก็อย่างที่บอก เรามีทีมงานรวมถึงตัวผมด้วยที่ช่วยกันคิดว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยัง

Q: สุดท้ายแล้วเราอยากเห็นภาพ ZENSE Entertainment เป็นยังไงบ้างในอนาคต

A: ผมอยากให้ ZENSE Entertainment เป็น Content Provider ที่สามารถสร้างรูปแบบรายการ ฟอร์แมตรายการขายได้ทั้งในและต่างประเทศ เราคงไม่ได้หยุดในประเทศ ผมใช้คำนี้เลยผมเชื่อว่ามันสมอง ความคิดสร้างสรรค์คนไทยไม่ได้เป็นรองต่างชาติ

วันนี้ผมบอกผมว่า ทำงานร่วมกับต่างชาติมาเยอะ ผมก็เรียนรู้วิธีคิดของเขา ต่างชาติมีบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าของฟอร์แมตระดับโลก แต่จริงๆ ถ้าคุณมองลึกๆ นะ คนไทยก็เคยทำได้มาก่อน เพียงแต่เราไม่เคยพรีเซนต์ในเวย์ที่มันเป็น International ผมมองว่าอนาคตของ ZENSE คือจะเป็น Production House ที่สามารถ Provide Format ระดับโลก เรียกว่ากระจายไปทั่วโลก นี่คือเป้าหมายเลยครับ

Q: มองว่าวันนี้เราถึงระดับไหนแล้ว แล้วอีกไกลไหมกว่าจะถึงวันนั้น

A : เอากี่ก้าว 10 ก้าว 100 ก้าว ถ้า 10 ก้าว ผมว่าวันนี้เรามาอยู่ประมาณก้าวที่ 6-7 เพียงแต่ว่าขั้นจากนี้ไปมันจะสูงกว่าปกติ ขั้นที่ 1-6 นี่มันอาจจะเป็นพื้นฐานที่เราต้องสร้างให้แข็งแรง อย่างที่บอกทางเราทำมา 11-12 รายการแล้ว ที่เรียนรู้มา ผมว่าไม่เป็นรองใครในประเทศ ผมเชื่อว่าในแง่ของอินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์แมต ผมกล้าพูดว่า ZENSE คือที่ 1 เราทำฟอร์แมตระดับโลกมาแล้วและต่างชาติไว้วางใจเรา

วันแรกที่เขาปิดประตูใส่กลายเป็นวันนี้เขาโทรมาเรียกมีหลายรายการ ขอโทษนะ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้ซะด้วยซ้ำ โทรมาบอกขอโทษ ให้คุณช่วยดูรายการนี้หน่อยได้ไหม ผมคิดว่าเหมาะนะผมอยากให้คุณทำก็เลยถามว่า อ้าว ทำไมคุณเลือกผม จริงๆ มีบริษัทที่เก่าแก่กว่าผม มีบริษัทใหญ่กว่าผมตั้งเยอะนะ เขาบอกไม่ Quality คุณดูดีที่สุด ผมบอก อ๋อเหรอ คุณมองเห็นด้วยเหรอ เขาบอกใช่ เขามองเห็น ก็เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจ

แล้วก็อย่างที่บอกผมอยากให้ชื่อเสียงของคนไทยเป็นที่ยอมรับจากต่างชาติ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ประเทศหลายๆ ประเทศเขาก็เริ่มมาเน้น Creative Economic คือเศรษฐกิจที่มันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคน

ไม่ต้องมาจากอุตสาหกรรมหนักแล้ว สมัยก่อนเป็นอุตสาหกรรมหนัก คุณต้องมีโรงานถลุงเหล็ก โรงงานสร้างอะไรสร้างรถยนต์ สร้างอะไรแบบนี้ วันนี้มันเกิดจากไอเดียคุณ ถ้าไอเดียคุณดี คุณสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งที่คนทั้งโลกมันตอบรับได้ มันมาจากหัวคุณ มันคือ Creative Economic ซึ่งผมว่าคนไทยทำได้ และเรากำลังทำให้ดูแต่คิดว่าเราก็พยายามทำเต็มที่

ถ้าเมื่อกี้ถามว่า ถึงก้าวที่เท่าไหร่แล้ว ผมก็ไม่มั่นใจว่ามันคือ 6-7 เพราะว่ามันคือจังหวะที่เรากำลังย่างก้าวอีก ปีนี้ เราก็มีรายการใหม่ๆ ค่อนข้างเยอะประเดิมด้วย มัมโชว์เทเบิลกาเบอรีน ตลอดทั้งปีเรามีอีกไม่ต่ำกว่า 5 รายการ เป็นที่คิดเองด้วยแล้วก็เป็นที่มีพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศไว้วางใจทำงานร่วมกับเราด้วย แล้วก็จะมีฟอร์แมตใหม่ที่เรียกว่า Intregrate ทุกๆอย่างเลย ตอบโจทย์คราวนี้จะตอบโจทย์ยกระดับเลย ใช้คำว่าตอบโจทย์ทุกแพลตฟอร์ม

มั่นใจว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่แล้วก็จะเป็นที่ฮือฮาแน่นอน อันนี้ก็เตรียมงานกันมานาน เตรียมงานกันมาเป็นปี ดูกันมานาน ศึกษากันมานานแล้วก็วิเคราะห์มานาน ลงทุนบินไปดูด้วยตัวเอง บินไป 2 รอบให้มั่นใจ แล้วก็คิดว่าตอนนี้มั่นใจเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาแล้ว รอคอนเฟิร์มแค่เรื่องเวลาออกอากาศเท่านั้นเอง

Q: สุดท้าย พี่เอ พอจะบอกตัวเลขการเติบโตของบริษัทได้ไหมครับ

A: ปีที่ 6- 8 ของเราเป็นปีที่ก้าวกระโดด คือจริงๆ ต้องบอกว่า ปีแรกเราอยู่ที่ประมาณ 60 ล้าน ปีล่าสุดอยู่ที่ 490 ล้านครับ แล้วก็ตั้งเป้าว่าในปีหน้ามีการเติบโตแบบน่าจะ 70-80% จากจำนวนรายการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย ตอนนี้เราก็พยายามเติบโตให้แข็งแรงที่สุด

วันหนึ่งผมว่า แน่นอนครับทุกๆ บริษัทก็ตั้งเป้าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ZENSE เองก็เช่นกัน ก็พยายามทำทุกอย่างปูทุกอย่างไปทางนั้น เพราะว่าวันที่เรามีโอกาสได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แน่นอนการระดมทุนได้ง่ายขึ้น การเปิดตลาดโลกก็คงไม่ใช่แค่ความฝันอย่างเดียว เพราะหนึ่งเรามีทุน เรามีความคิด มีความสามารถในการทำได้ พอรวมกันมันก็น่าจะประสพผลสำเร็จ

Q: จากช่วงแรกพนักงานประมาณกี่คน

A: เอาวันแรกเลยก็ 7 คน 7 คนนี่คนขับรถ 2 คนนะ แล้วจริงๆ ทีมงานที่ทำงานกัน 5 คน 5 คน หักผมคนนึงก็ได้ เพราะผมเองก็สารพัดทำทุกอย่าง แล้วก็ทีมงานที่จริงๆ ผลิตรายการจริงๆ มีอยู่ 4 คน เราเริ่มมาแค่นั้น

ผมเองปีแรกทำทุกอย่าง ส่งบิลเอง ไรท์ซีดีเองด้วย สมัยก่อนต้องไรท์ดีวีดี เพื่อไปยืนยันว่าออกอากาศแบบนี้ หน้าตาแบบนี้นะ นั่งโคลนดีวีดีเอง ทำทุกอย่าง ก็จาก 7 คนวันนั้นจนทุกวันนี้เรามีเกือบๆ 150 คน

Q: 5 คนนี้ยังอยู่ไหมครับ

A: ตอนนี้ยังอยู่ 2 ท่าน ถ้ารวมผมก็ 3 (ลืมนับตัวเอง)  ก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็อย่างที่บอกไป  ZENSE ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้น

ภาพ : ธนคร้าม ศรีเมือง

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.